|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 12/07/53
|
|
|
Monday, 12 July 2010 09:21 |
|
กลยุทธ์การลงทุน คาดตลาดหุ้นไทยมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นทดสอบ 830 จุด กลยุทธ์ระยะสั้นแนะนำหุ้น Domestic Plays ที่ยัง Laggard คือ MJD, BCP, SCB, SPF, BLS และหุ้นหลักทรัพย์ หาก มูลค่าการซื้อขายยังเกิน 2.1 หมื่นล้านบาทต่อวัน ส่วนกลยุทธ์ระยะกลาง แนะนำหุ้นปันผลสูง เพราะใกล้ฤดูกาลการจ่ายเงินปันผล ส่วนใหญ่จะขึ้น XD ใน ส.ค. นี้
ดอกเบี้ยนโยบายของไทยควรจะยืนไปก่อน เพื่อดูผลกระทบจากการตัดลดงบประมาณในยุโรป ฝ่ายวิจัยคาดหมายว่าผลกระทบจากวิกฤติการเงินในยุโรปจะเห็นผลชัดเจนใน 4Q53 และต่อเนื่องในปี 2554 จากแผนการตัดลดงบประมาณของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ที่คาด ว่าจะทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบกว่า 6 แสนล้านเหรียญฯ ในระยะ 3 ปีข้างหน้าภายใต้ สมมติฐานที่ว่าจะต้องลดขาดดุลงบประมาณที่ค่าเฉลี่ยราว 6.5% ของ GDP ให้เหลือ 3% ใน 3 ปีข้างหน้า สะท้อนจากที่ IMF ได้ปรับลด GDP growth ปี 2554 ของประเทศสหภาพยุโรปลง จากเดิมเฉลี่ย 0.2% ซึ่งเป็นการปรับลดเกือบทุกประเทศ IMF (แม้ยังคง GDP Growth ปี 2554 ของโลกที่ 4.3% เท่าเดิม) เริ่มจากประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรงสุดในยุโรปคือ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และ สเปน ตามลำดับ ตามมาด้วยการปรับลด GDP growth ของประเทศ พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น และ แคนาดา โดยปรับลดลงประเทศละ 0.2% เท่ากัน และสุดท้าย เป็นการปรับลด GDP Growth ของสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศลง 0.1% โดยเกิดจากการปรับ ลดของไทยลงจากเดิมราว1% เหลือ 4.5% ขณะที่กลับปรับเพิ่มของประเทศสมาชิกอาเซียนบาง แห่งคือ มาเลเซีย และ เวียดนาม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ทำให้คาดหมายว่าในการประชุมของ กนง. (เพื่อกำหนดทิศทางดอกเบี้ยของประเทศ) ที่จะเกิดขึ้นวันพุธที่ 14 ก.ค. นี้ น่าจะยังคงยืนดอกเบี้ย นโยบายต่อไปและรวมถึงการประชุม กนง. ที่เหลืออีก 2 ครั้งคือ 20 ต.ค. และ 1 ธ.ค. 2553 ด้วย ความกังวลต่อวิกฤติการเงินในยุโรป จะกดดันความต้องการสินค้าส่งออกของไทย (สะท้อนจากที่ Gartner ได้ปรับลดการใช้จ่ายด้าน IT ทั่วโลกลงจากเดิม 1.4% เหลือการเติบโตเพียง 3.9% ในปี 2553) ขณะที่สภาพคล่องในระบบการเงินของไทยยังอยู่ระดับสูง 8 แสนล้านบาท ตัวเลข GDP Growth ในงวด 1Q53 ที่สูงถึง 12% เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวเลขฐานที่ต่ำมากจาก GDP Growth ที่ติดลบสูงถึง 7.1% ในงวด 1Q52 แต่เชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ GDP Growth จะค่อยๆ ลดการเติบโตลง และมีโอกาสติดลบในงวด 4Q53 ดังนั้นหาก กนง. ยังคงเดิน หน้าตามแผนที่ให้ไว้ต่อสาธารณะล่าสุดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายฯ ด้วยความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจ ไทยยังโตเติบอย่างแข็งแกร่ง (พิจารณาข้อมูลในอดีตเพียงมิติเดียว) ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยก็ อาจจะกลับมากดดันตลาดหุ้นให้ปรับฐานได้ จึงต้องติดตามการตัดสินใจของ กนง. อีกครั้ง
แนะนำหุ้นหลักทรัพย์ จากมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น + SET Index เตรียมเดินหน้าแตะ 830 จุด หลังจากที่นักลงทุนต่างประเทศได้ลดบทบาทในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากได้ขายหุ้นไทย หนัก เม.ย.-พ.ค. ไปกว่า 7 หมื่นล้านบาท นักลงทุนไทย จึงกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการ กำหนดทิศทาง SET Index และสามารถขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยให้เดินหน้าทะลุ 820 จุด และ กำลังแตะ 830 จุด หรือที่ PER 14 เท่า ภายในสัปดาห์นี้ พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายในแต่ละวัน เกินกว่า 2 หมื่นล้านบาท (มูลค่าการซื้อขายจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) อยู่ที่ 2.17 หมื่นล้าน บาท) ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานที่ ASP กำหนดไว้ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยังเชื่อว่าจะสามารถยืน เหนือ 2 หมื่นล้านบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ นักวิเคราะห์ในกลุ่มหลักทรัพย์จึงได้ปรับเพิ่ม ประมาณมูลค่าการซื้อขายของตลาดเฉลี่ยต่อวันขึ้นเป็นละ 2 หมื่นล้านบาท พร้อมกับรับรู้รายได้ค่า ธรรมเนียมในเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการระดมทุนของ BTS ในช่วง 2Q53 เป็นเงิน 100 ล้านบาท (ซึ่งไม่ได้รวมไว้ในประมาณการเดิม) ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมของกลุ่มฯ ในปี 2553 จะ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมราว 17.1% นอกจากนี้คาดว่างวด 2Q53 คาดว่ากำไรของบริษัท หลักทรัพย์ น่าจะดีขึ้นต่อเนื่องจากงวด 1Q53 นอกจากมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นจาก 1.9 หมื่น ล้านบาท ในงวด 1Q53 เป็น 2.3 หมื่นล้านบาท ในงวด 2Q53 แล้ว ยังสามารถรับรู้กำไรจากส่วน ต่างของราคาหุ้น (Capital gain) การที่ดัชนียังแกว่งตัวขึ้นโดยบวก 1% จากสิ้นไตรมาส 1 อยู่ที่ 788 จุด และบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งยังจะรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมในการเป็นที่ปรึกษาทางการ เงิน เช่น PHATRA รับรู้รายได้จากการเป็นที่ปรึกษาการระดมทุนของ BTS ดังกล่าวข้างต้น และและ BLS รับรู้รายได้จากการเป็นที่ปรึกษาในการขายหุ้น ACL ให้กับ BBL เป็น 35 ล้าน บาท ฝ่ายวิจัยจึงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นหลักทรัพย์เท่ากับตลาด หุ้น Top picks คือ PHATRA และ BLS แต่หากมูลค่าการซื้อขายของตลาดนับจากนี้สูงเกินวันละ 2.1 หมื่นล้าน บาทให้เก็งกำไรหุ้น KEST
ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาทรงตัวกดดันหุ้นพลังงาน แนะนำซื้อ Domestic Plays SCB ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มทรงตัวหลังตกต่ำต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ราว 2.5% โดยล่าสุด Dollar Index ฟื้นตัวเล็กน้อยขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 84.037 จุด กดดันให้ราคาน้ำมันดิบ โลกเริ่มทรงตัว ล่าสุดราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าไนเม็กส์ ยังแกว่งตัวแคบๆ ใกล้ระดับ 76 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเพียง 0.8% จากวันก่อนหน้า เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ยังทรงตัวที่ ระดับใกล้ 74 เหรียญฯต่อบาร์เรล และเชื่อว่าในระยะสั้นจะยังคงติดแนวต้านที่ระดับ 74-75 เหรียญฯต่อบาร์เรล คาดว่าจะส่งผลให้หุ้นในกลุ่มพลังงานยังคง Underperform ตลาดต่อไป ขณะที่คืนนี้ตลาดหุ้น Dow Jones ของสหรัฐฯ จะมีการรายงายผลประกอบการงวด 2Q53 ของ บริษัท Alcoa เป็นบริษัทแรก ซึ่งนักวิเคราะห์ใน Wall Street คาดว่า Alcoa จะรายงานกำไร สุทธิราว 114 ล้านเหรียญฯ เป็นการพลิกกลับมามีกำไรครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส และน่าจะ เป็นปัจจัยหนุนเชิง Sentiment ต่อตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ ให้แกว่งตัวเชิง บวกได้ โดยฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำ Domestic Plays โดยเฉพาะกลุ่ม ธ.พ. ที่ยัง Laggard มาก คือ SCB
|
Comments