|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 13/07/53
|
|
|
Tuesday, 13 July 2010 09:40 |
|
Market Recap and Trend: ตลาดเริ่มขาดปัจจัยใหม่...แรงขายทำกำไรระยะสั้นยังคงอยู่ 830 จุด SET แกว่งตัวในกรอบ 818-827 จุดและปิดที่ 819.61 จุดลดลง 0.99% สวนทางกับ ตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยเกิดจากแรงขายทำกำไรก่อนถึงระดับแนวต้านที่ 830 จุด มูลค่า การซื้อขายยังคงอยู่ในระดับ 2.2 หมื่นล้านบาทและนักลงทุนต่างชานิยังเป็นผู้ซื้อสุทธิติดต่อสามวัน ทำการที่ 263 ล้านบาท เรามองว่าสภาวะตลาดในวันนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงขาดปัจจัยใหม่ๆ และอาจส่ง ผลให้เกิดแรงขายทำกำไรสั้นๆออกมาต่อเนื่อง แต่คาดว่าในจังหวะที่ราคาอ่อนตัวลงจะมีเม็ดเงิน ใหม่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดจึงยังคงมุมมองตลาด SET เป็นขาขึ้นต่อไปในระยะกลาง ปัจจัยที่จะมีผล ต่อตลาดในวันนี้ ได้แก่ 1. การประชุมกนง.ในวันพุธที่ 14 ก.ค. 53 นั้น มีน้ำหนักการคาดการณ์ส่วนใหญ่ว่าจะมี การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย RP-1 และการคงอัตราดอกเบี้ยไปก่อนในการประชุมครั้งนี้หรืออีกครั้ง ในเดือนส.ค. 53 เราเชื่อว่าในภาพรวมการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลดีต่อตลาด เนื่องจากการขึ้น อัตราดอกเบี้ยจะสะท้อนถึงความคาดหวังต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยกลุ่มที่มีความไหวตัว เร็วต่ออัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Sensitive) เช่น กลุ่มที่ดินอาจยังคงเกิดแรงขายทำกำไร ต่อเนื่อง 2. การที่นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ซื้อสุทธิแม้ว่ายังอยู่ในระดับต่ำนั้นเราเชื่อว่ายังมี โอกาสการกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยต่อเนื่อง บนการเข้าซื้อในกลุ่มหุ้นพื้นฐานที่คาดว่าจะมี ผลประกอบการ 2Q53 เติบโตดี YoY หรือ QoQ โดยกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติ ให้ความสนใจ เช่น ADVANC, KBANK, SCC และ PTTCH 3. เราประเมินความเสี่ยงทางลง SET ในระดับปกติหากเกิดแรงขายทำกำไรคงไม่ต่ำ กว่า 815 จุด หรือกรณีแย่สุดไม่ควรต่ำกว่า 810 จุด ในวันนี้โดยแรงซื้ออาจจะเกิดขึ้นเมื่อจังหวะ การอ่อนตัวของราคา และยังมีโอกาสขึ้นทดสอบที่ระดับแนวต้านเดิมที่ 830 จุด ต่อไป
Investment Strategy: แนะนำซื้อหุ้นใหญ่ในกลุ่มหุ้นพลังงานและธนาคารต่อเนื่อง และ ขายทำ กำไรหุ้นกลุ่มที่ดิน ต่อเนื่อง ในวันนี้เรายังคงเน้นการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม ธนาคารที่คาดว่าผลการดำเนินงาน 2Q53 จะออกมาดีเช่น TCAP, TISCO, BBL, KBANK, และ KTB และหุ้นกลุ่มพลังงานเช่น PTT, PTTEP, และ PTTCH (ไม่แนะนำสำหรับหุ้นกลุ่มโรง กลั่นเช่น TOP แต่อาจมีแรงเก็งกำไรจากเงินปันผลครึ่งปี) เรายังคงแนะนำขายหุ้นที่ได้ปรับตัวขึ้น มากและผลกำไรอาจไม่เติบโตในกลุ่ม Domestic Plays เช่นกลุ่มที่ดิน เช่น LPN, AP, LH, QH, SIRI,AMATA ต่อเนื่อง
AUTO : Top Picks คือ TISCO, MCOT, KBANK
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 0.18% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.07% ขณะที่นักลงทุนยังคงระมัดระวังในการซื้อขายก่อนการเปิดเผย ผลประกอบการ ขณะที่ นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทต่างๆในดัชนี S&P 500 จะมีผลประกอบการ ขยายตัว 27% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกซึ่งอยู่ที่ราว 22% และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้เมื่อ ต้นปีที่ 22.4% ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. ปิดลดลง 1.14 ดอลลาร์ หรือ 1.50% มาปิดที่ 74.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทรดเดอร์ ขายทำกำไรออกมาหลังจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้ เทรดเดอร์ เริ่มใช้ความระมัดระวังในการลงทุนก่อนฤดูการรายงานผลประกอบการของบริษัทสหรัฐ ซึ่งผล ประกอบการดังกล่าวอาจเป็นมาตรวัดความแข็งแกร่งในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์ นักลงทุนระบุว่า ยูโรได้รับผลกระทบ หลังนิตยสารฉบับ หนึ่งของเยอรมนีรายงานในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การทดสอบภาวะวิกฤติจะรวมถึงการลด มูลค่าหนี้ตราสารหนี้เยอรมนี ซึ่งตรงข้ามกับรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การทดสอบจะไม่รวม การปรับลดมูลหนี้ (haircut) ของเยอรมนี นอกจากนี้ ปัจจัยทางเทคนิคถ่วงยูโรลงเป็นส่วนใหญ่ หลังจากไม่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือแนวต้านที่ 1.27 ดอลลาร์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน ขณะเดียวกัน ดอลลาร์ทรงตัวเมื่อเทียบกับเยน หลังไต่ขึ้นสูงถึงราว 89.15 เยน หลังพรรค ประชาธิปไตยของญี่ปุ่นสูญเสียเสียงข้างมากในสภาสูงในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่ง เพิ่มความเสี่ยงต่อความพยายามในการจัดการหนี้ของญี่ปุ่น ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดลดลง 62 จุดมาที่ 1840 จุด ความต้องการขนส่งสินค้า เกษตรลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมี แนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดัน โดย อุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้น แล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะ มีจำนวนกองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
|
Comments