|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 20/07/53
|
|
|
Tuesday, 20 July 2010 10:02 |
|
กลยุทธ์การลงทุน แม้ภาพใหญ่ยังถูกกดดันโดยหุ้นน้ำมัน และหุ้น ธ.พ. เริ่มนิ่ง หลังทยอยรายงานงบงวด 2Q53 แต่หลายแห่งดีกว่าคาด (KK, KBANK) และวันนี้จะทยอยประกาศเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ ตามเชื่อว่าหุ้นสถาบันการเงิน ซึ่งรวมประกันภัย (THRE, BLA) และบริษัทที่มี net cash (ค่า ปลีก, บันเทิง) ยังได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น และหุ้นสื่อสาร (ADVANC, DTAC, TRUE) ที่มีความคืบหน้าในการประมูล ยังเป็นกลุ่มที่ประคองดัชนีให้ทดสอบ PER 14 เท่า หรือ 838 จุด สิ้นเดือน ก.ค. นี้ นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้นปันผลที่ Laggard คือ คือ SHIN, ADVANC, BCP, MK, GLOW และ TCAP ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยสหรัฐต่ำสุดในรอบ 16 เดือน สะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนลง กดดันราคาน้ำมันโลก ต่อ เชื่อว่าหุ้นน้ำมันยังกดดันตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง จากกำลังซื้อของโลกที่อ่อนแรงลง โดย เฉพาะการรายงานดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐเดือน ก.ค. 2553 (สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของ ภาคก่อสร้างในสหรัฐ) พบว่าลดลงต่ำสุดในรอบ 16 เดือน (นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2552) สอด คล้องกับรายงานตัวเลขดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ตัวเลขค้า ปลีก (Retail sales ไม่รวมยอดขายรถยนต์ และภาคบริการ) และยอดขายรถยนต์ (Car sales) ในเดือน มิ.ย. ที่แสดงทิศทางชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า เป็นการตอกย้ำถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ที่อ่อนตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ บวกกับวิกฤติการเงินในยุโรป ยังเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมัน ดิบในตลาดโลก แกว่งตัวออกด้านข้าง และปรับฐานต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Nymex ปิดที่ 76 เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบ ยังคงแกว่งตัวลงมาปิดที่ 73.22 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 และยังเป็นปัจจัยสำคัญในการกดดัน ตลาดหุ้นสหรัฐแกว่งตัวออกด้านข้าง แม้วานนี้จะปิดบวก เมื่อปิดตลาดก็ตาม แต่เป็นการบวกแต่ เพียงเล็กน้อย
ADVANC, DTAC, TRUE มีโอกาสที่ upside เพิ่ม หลังการออกใบอนุญาต 3.9G ที่ประชุม ครม. วานนี้เห็นชอบแนวทางที่จะให้กระทรวง ICT ออกใบอนุญาต 2G (สัมปทานเดิมจะหมดอายุในอีก 3-8 ปี และส่วนแบ่งรายได้ที่ 25-30%) ควบคู่ไปกับ การออกใบ อนุญาต 3.9G ระยะเวลา 15 ปี และส่วนแบ่งรายได้ที่ 12.5% เท่ากัน ทั้ง 2 ระบบ ทั้งนี้ เพื่อ ป้องกันการไหลของลูกค้าจากฐานลูกค้าเดิมคือระบบ 2G มายัง 3.9G ทั้งหมด ก่อนจะหมดอายุ สัมปทาน 2G พร้อมกับหน่วยงานรัฐยังได้รับค่าเช่าโครงข่าย 2G จนสิ้นอายุสัมปทาน โดย กทช. จะต้องปรับเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ภายใต้ใบอนุญาต 3.9G จากเดิมที่กำหนดไว้ 6% ตามที่กำหนด ใน พรบ. กิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้แม้จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีก 30 วันนับจากนี้ แต่คาดว่า ยังอยู่ในกรอบเวลาที่คณะกรรมการ กทช. ยังสามารถดำเนินการได้อยู่ ก่อนจะสิ้นสุดอายุการทำ งานของคณะกรรมการ กทช. ภายในสิ้นเดือน ก.ย. นี้ โดยสรุปคาดว่า แนวทางนี้น่าจะเกิด ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายคือ ภาครัฐทั้ง 2 หน่วยงาน จะไม่ต้องสูญเสียรายได้จากการที่ลูกค้าจะถูกโอน ย้ายไปสู่บริษัทใหม่ โดยยังมีส่วนแบ่งรายได้ 12.5% พร้อมกับค่าเช่าโครงข่ายตลอดอายุสัญญา สัมปทานใหม่ ขณะที่ภาคเอกชน มีต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมที่ลดลง และไม่จำเป็นต้องเร่งรีบใน การลงทุน 3G โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะการเงินอ่อนแออย่าง TRUE ฝ่ายวิจัยมีแนวโน้มจะปรับเพิ่ม ประมาณการ และ Fair Value ของผู้ประกอบการทุกราย จึงให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด เช่นเดิม โดยยังแนะนำซื้อ ADVANC, DTAC, TRUE ทั้งนี้คาดว่า Fair Value ใหม่จะเพิ่ม จากเดิมราว 5.9 บาท 3.21 บาท และ 0.43 บาท เป็น 115.48 บาท 52.19 บาท 4 บาท ตาม ลำดับ
ธ.พ. ทยอยประกาศผลประกอบการดีกว่าคาด เชื่อราคายืนได้ จากดอกเบี้ยขาขึ้นหนุน กลุ่ม ธ.พ. ยังทยอยประกาศผลประกอบการงวด 2Q53 ดีกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด วานนี้ KBANK ได้รายงานกำไรสุทธิงวด 2Q53 ออกมา 4.76 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับที่ฝ่าย วิจัยคาดไว้ แต่สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 8% ขณะที่ KK รายงานกำไรสุทธิ 765 ล้านบาท สูงกว่า ที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาดไว้ราว 33% และ 21% ตามลำดับ เนื่องจากธนาคารฯ มีการบันทึกกำไร จากการขาย NPA ที่ดีกว่าคาดหรือสูงถึง 312 ล้านบาท (ฝ่ายวิจัยประเมินไว้เพียง 100 ล้าน บาท) เป็นหลัก โดยเชื่อว่านับจากนี้ ธ.พ. รายอื่นๆ ที่กำลังทยอยประกาศ คาดว่าส่วนใหญ่จะ รายงานตัวเลขกำไรสุทธิที่ดีกว่างวด 1Q53 แม้ในช่วงที่ผ่านมา ธ.พ. จะได้รับผลกระทบจาก ปัญหาการเมืองก็ตาม โดยฝ่ายวิจัยคาดว่า ธ.พ. ทั้ง 10 แห่ง (เฉพาะใน Coverage) จะรายงาน กำไรสุทธิงวด 2Q53 รวมกันราว 27.23 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3%QoQ หรือเพิ่มขึ้น 26.2% YoY และด้วยแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งของกลุ่ม ธ.พ. ประกอบกับแนวโน้มที่ทาง กน ง. ยืนยันว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ใน 3 ครั้งที่เหลือของการประชุมในปีนี้ จากระดับ 1.5% ในปัจจุบัน ขึ้นสู่ 2% เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่ม ธ.พ. โดยเฉพาะผู้ที่มีสัดส่วน ดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัว มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากลอยตัว (ภายใต้สมมติฐาน NPL ยังไม่เปลี่ยน แปลง) โดยผู้ที่ได้รับประโยชน์สุทธิ เรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ BAY, TMB, TCAP, KTB, KBANK และ SCB ยกเว้น BBL อาจจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะแม้จะมีส่วนต่างดอกเบี้ยเป็น บวก 21% แต่โครงสร้าง L/D ต่ำเพียง 0.67% ทำให้ผลประโยชน์สุทธิติดลบ 1% และเช่นเดียว กับ TISCO มีต้นทุนในการระดมเงินกู้ยืมลอยตัว สูงกว่าสินเชื่อ ทำให้มีส่วนต่างติดลบ 14% ขณะที่มี L/D สูง ทำให้ผลกระทบสุทธิ ติดลบ 15% จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นเชื่อว่า จะเป็นปัจจัย หนุนให้ราคาหุ้นในกลุ่ม ธ.พ. จะยังคงยืนตัว และยังมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นOutperform ตลาดได้ ฝ่ายวิจัยยังให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด แนะนำซื้อ KBANK, SCB, BAY, TCAP เป็น Top Picks
แนะนำหุ้นปันผล รอการขึ้นเครื่องหมาย XD เดือน ส.ค. นี้ ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นทำให้เชื่อว่าดัชนียังแกว่งตัว การลงทุนระยะสั้นต้องเลือกหุ้นอย่าง ระมัดระวัง โดยนอกจากแนะนำหุ้น ธ.พ. ประกันภัย และหุ้นที่มีสถานะเป็น Net cash แล้ว ยัง แนะนำหุ้นปันผล (Dividend Yield) โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังจะประกาศจ่ายปันผลสำหรับผล ประกอบการงวด 2Q53/1H53 โดยคาดว่าจะขึ้น XD ราวเดือน ส.ค. – ก.ย. 2553 นี้ ถือเป็น กลุ่มที่น่าสนใจลงทุนอย่างยิ่งในตอนนี้ เพราะหุ้นปันผลจะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุด เมื่อซื้อ ก่อนวันขึ้น XD ราว 2 เดือน โดยควรเลือกซื้อกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อเกิน 4% (มี Div Yield สูงกว่า 7%) โดยฝ่ายวิจัยแนะนำหุ้นปันผลเด่นสุด 7 บริษัท มีดังต่อไปนี้ 1) SHIN หลัง จากจ่ายปันผลในงวด 1Q53 ไปแล้วราว 3.25 บาทต่อหุ้น คาดปันผลงวดเดือน เม.ย.- ส.ค. ราว 1.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Div Yield สูงถึง 4.18% (เพียง 3-6 เดือน) แต่มีข้อจำกัดเรื่อง Freefloat ที่ค่อนข้างต่ำราว 4% ขณะที่อีก 6 บริษัททีเหลือ เป็นการจ่ายปันผลงวด 1H53 นำ โดย 2) ADVANC คาดจ่ายปันผล 3 บาทต่อหุ้น Div Yield 3.45% และยังมีประเด็นบวกสำหรับ ความคืบหน้าเรื่อง 3.9G 3) BCP คาดปันผลราว 0.45 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Div Yield ราว 3.21% รวมถึงมีค่า PER ต่ำที่สุดในกลุ่ม 4) MK คาดจ่ายปันผลง 0.10 บาทต่อหุ้น Div Yield 3.13% 5) GLOW คาดจ่ายปันผล 1 บาทต่อหุ้น Div Yield 2.65% 6) MCS คาดจ่ายปันผล 0.20 บาทต่อหุ้น Div Yield 2.48% และ 7) TCAP คาดจ่ายปันผล 0.69 บาทต่อหุ้น Div Yield 2.26%
|
Comments