|
บล.เคจีไอ : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 23/07/53
|
|
|
Friday, 23 July 2010 09:17 |
|
บวกต่อ...เน้นกลุ่มในประเทศเหมือนเดิม KGI มองดัชนีฯ หุ้นไทยวันศุกร์ปรับตัวขึ้น แต่ให้ระวังย่อที่แนวต้าน 837-840 จุด ปัจจัย ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปเป็นบวก (ซึ่งเป็นสิ่งหาดูได้ยาก ณ ปัจจุบัน) โดยในฝั่งสหรัฐฯ นั้นตัวเลข ขายบ้านมือสองเดือน มิ.ย. แข็งแกร่งกว่าที่คาด และผลประกอบการไตรมาส 2/53 ของบริษัท ยักษ์ใหญ่เช่น 3M, UPS และ Caterpillars ล้วนสูงกว่าตลาดคาดการณ์ ส่วนฝั่งยุโรปได้แรงหนุน จากตัวเลขสำรวจภาคการผลิต (Markits PMI) ซึ่งสูงกว่าที่คาดผนวกกับความคาดหวังว่าผลการ ทดสอบความแข็งแกร่งของธนาคารในยุโรปที่จะประกาศคืนนี้จะชี้ว่าธนาคารส่วนใหญ่ในยุโรปจะ สามารถฝ่าฟันผลกระทบจากปัญหาหนี้สิ้นภาครัฐฯ ได้ เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นถูกถ่วงโดยกลุ่มพลังงานเป็นหลัก เนื่องจากความกังวลต่อผลประกอบ การที่อ่อนแรงในกลุ่มโรงกลั่นรวมทั้งปิโตรเคมี รวมทั้งประเด็นข่าวเฉพาะตัวของ PTTEP* ใน เรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายกรณีน้ำมันรั่วจากทางการอินโดนีเซีย อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์ KGI มองว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลที่มีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของ PTTEP ขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่ง แตะ 79 เหรียญฯ จะทำให้หุ้นพลังงานยืนได้ในวันนี้ แต่เราก็ยังมองว่ากลุ่มในประเทศจะเด่นกว่า ในช่วงรายงานกำไรไตรมาส 2/53 ของภาคเศรษฐกิจจริงจนถึงวันที่ 15 ส.ค. ส่วนปัจจัยใน ประเทศ ธปท. จะปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในวันนี้ เดิมอยู่ที่ 5.1% คาดว่าจะปรับขึ้น ไปสูงกว่า 6.0% กลยุทธ์: ยังเน้นซื้อกลุ่มบ้านและกลุ่มธนาคารเป็นหลัก นอกจาก PS*, LPN และ AP แล้ว มองว่า QH* มีความน่าสนใจมากขึ้นอีก หลังการตอบรับต่อโครงการทาวน์เฮ้าส์ราคาต่ำรวม ทั้งโครงการคอนโดฯ หรูที่หลังสวนค่อนข้างดี ส่วนกลุ่มแบงก์แนะซื้อ KTB*, BBL* กลุ่มอื่นๆ แนะซื้อ HANA* และ RCL ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และโลก ในรายวันคาดว่า จะมีแรงขายเร็วตามแนวต้าน 837-840 จุด ส่วนการปรับขึ้นรอบใหญ่ครั้งนี้น่าจะมีด่านสำคัญที่ 860 จุด (P/B 1.5 เท่า)
ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ PTT* ระบุถึงความคืบหน้าในการนำโรงกลั่น SPRC (กำลังการผลิต 1.5 แสนบาร์เรลต่อวัน) เข้า จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่ามีแนวโน้มที่จะเลื่อนจากแผนเดิมในช่วงปลายปีไปเป็น ในช่วงไตรมาส 1/54 ซึ่งคาดว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ในโรงกลั่น SPRC ไม่มีความจำเป็นและเร่งรีบใน การใช้เงินปัจจุบัน PTT ถือหุ้นใน SPRC 36% ขณะที่เหลือเป็นของ Chevron ภายหลัง IPO ของ SPRC PTT มีแผนจะลดสัดส่วนเหลือ 25% และมีแนวโน้มจะขายออกไปทั้งหมด เพื่อเป็น การหลีกเลี่ยงความเป็นผู้ผูกขาดในธุรกิจโรงกลั่นในประเทศไทย โดย PTT จะมีกำไรจากการ ขายลดสัดส่วนใน SPRC ดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ปรับเป้าหมายยอดผลิตรถยนต์ของ ประเทศไทยปี 2553 ขึ้นจากเดิมอีก 11.4% เป็น 1.56 ล้านคัน จากยอดขายรถยนต์ในประเทศ และการส่งออกในช่วง 6M/53 เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ ขณะเดียวกันส.อ.ท. ได้ทำการ ปรับเป้าหมายยอดผลิตรถจักรยานยนต์ปี 2553 ขึ้นจากเดิมอีก 6.7% เป็น 1.9 ล้านคัน เรายังคง น้ำหนักการลงทุน มากกว่าตลาด และเลือก SAT และ STANLY เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม
|
Comments