|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 23/07/53
|
|
|
Friday, 23 July 2010 10:07 |
|
กลยุทธ์การลงทุน สภาพแวดล้อมโดยรวมเป็นใจ เชื่อว่า ดัชนีแกว่งตัวขึ้นต่อ หลังจากการปรับฐานสิ้นสุด แล้ว โดยคาดว่า ดัชนีจะเดินหน้าต่อไปที่ 838 จุด สิ้นเดือน ก.ค. นี้ อิง PER 14 เท่า โดยคาดว่า หุ้นนำตลาดยังคงกระจุกตัวในหุ้นสื่อสาร (ADVANC, DTAC, TRUE) ธ.พ. (BBL, KBANK และ TCAP) ค้าปลีก (MAKRO, BIGC, ROBINS) และโรงแรม (MINT) พร้อมกับแนะนำหุ้น ปันผลที่ Laggard คือ SHIN, ADVANC, BCP, MK, GLOW และ TCAP TT&T ติด Cash Balance เพราะ Volume ที่พุ่งพรวด 300 ล้านบาทก่อนปิดตลาดวานนี้ ใกล้ปิดตลาดไม่กี่นาทีเมื่อวานนี้ พบว่าหุ้น TT&T ต้องใช้บัญชีเงินสด หรือติด Cash Balance ที่จะเริ่มใช้ในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้ ทางฝ่ายวิจัยไม่ได้แจ้งเตือนให้ ลูกค้า/เจ้าหน้าที่การตลาดในระหว่างวัน และในรายงาน “หุ้นที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ” เนื่องจาก ข้อมูลที่สะสมในช่วง 4 วันทำการก่อนหน้าคือ ช่วงวันศุกร์ที่ 16 ถึงวันพุธที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา ยัง มิได้บ่งบอกว่าเข้าข่าย Cash Balance เนื่องจากมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยเพียง 58 ล้านบาทต่อวัน ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือ 100 ล้านบาทต่อวัน และ Turnover Ratio ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด คือ 50% และแม้หลังปิดตลาดช่วงเช้าของเมื่อวานนี้ ก็พบว่ามูลค่าการซื้อขายยังต่ำมากเพียง 13 ล้านบาท จึงยังไม่เข้าข่ายติด Cash Balance อย่างไรก็ตามมูลค่าซื้อขายของ TT&T ในช่วง บ่ายวานนี้กลับเข้ามาอย่างหนาแน่นด้วยมูลค่าสูงเกิน 300 ล้านบาท บวกกับราคาหุ้นได้มีการปรับ ตัวขึ้นแรงมากจาก 0.42 บาท เป็น 0.50 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 19.05% ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกิน คาด
ตลาดหุ้นโลกตอบรับเชิงบวกต่อกำไรตลาดที่ดีเกินคาด และคาดหวัง Stress Test ในเชิงบวก แม้ยังมีความกังวลต่อวิกฤติการเงินในสหรัฐ และยุโรป แต่ในช่วงฤดูกาลรายงานผล กำไรงวด 2Q53 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐที่ยังออกมาดีกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดวาน นี้ CarterPillar และ 3M ต่างรายงานกำไรสุทธิที่ดีกว่าตลาดคาด ขณะที่หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ก็ พุ่งขึ้นตอบรับผลประกอบการของไมโครซอฟท์ ที่รายงานกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งราว 4,518 ล้าน เหรียญฯ สูงกว่านักวิเคราะห์คาดราว 11.34% สอดคล้องกับ APPLE ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ที่ราย งายกำไรสุทธิออกมาในวันก่อนหน้า 3,253 ล้านเหรียญฯ ดีกว่าตลาดคาดราว 13% เช่นกัน ส่งผล ให้นักวิเคราะห์ในสหรัฐต้องปรับเพิ่มประมาณการกำไรหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นคือ UPS, AT&T, Qualcomm ส่งผลให้โดยภาพรวมการรายงานผลประกอบการณ์ที่ออกมาแล้วทั้งสิ้น 139 บริษัท (หรือกว่า 80% ของทั้งหมด) มีผลประกอบการที่ดีกว่าตลาดคาด สร้าง sentiment เชิงบวกต่อตลาด ขณะที่ตลาดหุ้นในยุโรปก็ปรับตัวขึ้น นอกจากตอบรับเชิงบวกในประเด็นเดียว กัน ข้อมูลเศรษฐกิจในยุโรปได้ บ่งบอกว่าภาคการผลิตยังคงขยายตัว โดยเฉพาะประเทศเยอรมัน พบว่า ทั้งภาคบริการ และภาคการผลิต มีการขยายตัวทำอัตราสูงสุดในระดับ 3 ปี และ 14 ปี ตาม ลำดับ รวมถึงผลการศึกษา Stress Test หรือผลกระทบจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ (พันธบัตร รัฐบาล ตราสารหนี้ และทุน) ในยุโรป หากเกิดวิกฤติหนี้สาธารณะ จะมีผลทำให้ ธ.พ. ต้องเพิ่มทุน มากน้อยเพียงใด โดย IMF พร้อมจะให้การสนับสนุนด้านการเงิน น่าจะลดแรงกดดันต่อตลาด เงินและตลาดหุ้นโลกไประดับหนึ่ง ผลการศึกษาดังกล่าวจะออกมาในค่ำคืนนี้ ตามเวลาเมืองไทย (แต่เป็นเวลากลางวัน ของวันที่ 23 ก.ค. 2553 ในยุโรป) หากตลาดคลายความกังวลกับวิกฤติ หนี้สินสหรัฐ หลังจากการทำ Stress Test คาดว่าอาจจะทำให้หุ้น Global Plays ลดแรงกดดัน ลง หลังจากที่หุ้นพลังงาน underperform ตลาดมานานกว่า 2 เดือน หรือลดลงราว 10% และแพ้ ดัชนีตลาดราว 15%
เตรียมปรับกำไรกลุ่ม ธ.พ. ขึ้นสะท้อนความต้องการสินเชื่อที่ดีขึ้นในงวด 2H53 นักวิเคราะห์กลุ่ม ธ.พ. ของ ASP มีมุมมองในเชิงบวกต่อแนวโน้มผลกำไรในงวดครึ่ง ของปีนี้อย่างมาก หลังจากโครงการลงทุนภาครัฐ มีความคืบหน้าไปมาก มีส่วนสำคัญในการ กระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ปัญหาในมาบตาพุด คาดว่าใกล้ได้ข้อสรุป ทำให้โครงการลง ทุนที่หยุดผลิตไปในช่วงที่ผ่านมา จะกลับมาเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ใน 2H53 นอกจากนี้คาดว่า การขยายตัวของสินเชื่อขนาดกลาง และ เล็ก (SME) โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคส่งออก น่าจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเข้าสู่ช่วง High Season โดยภาพรวมสินเชื่อขนาด ใหญ่ ขนาดกลางและเล็กที่ดีขึ้น น่าจะช่วยหักล้างสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่คาดว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงในงวด 2H53 เนื่องจากผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้น และ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่สิ้นสุดลง ประกอบกับดอกเบี้ยขาขึ้นจะช่วยเพิ่ม NIM ของกลุ่ม ธ.พ. จึงทำให้นักวิเคราะห์กลุ่ม ธ.พ. มีแนวโน้มจะปรับเพิ่มประมาณการกำไรของกลุ่ม ธ.พ. ในปี 2553 และ 2554 ขึ้นจากปัจจุบันที่คาดว่า EPS Growth ของกลุ่มจะเติบโต 10% และ 19% ตามลำดับ ทั้งนี้ผลกำไรในงวด 2Q53 ของกลุ่ม ธ.พ. สอดคล้องกับนักวิเคราะห์ ธ.พ. ของ ASP คาด โดยมีกำไรสุทธิรวม 2.74 หมื่นล้านบาท เติบโต 3% qoq โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ หลัก ทั้งในส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย กล่าวคือ สินเชื่อสุทธิเพิ่มขึ้น 1.8% qoq และในตลอด 6 เดือนแรกของปีนี้ เติบโต 3.6% จากงวดเดียวกันของปีก่อน สอด คล้องกับเป้าหมายทั้งปี 2553 ที่ประเมินไว้ที่ 7.3% โดยส่วนต่างดอกเบี้ยรับสุทธิ (NIM ที่ไม่รวม เงินปันผลจากวายุวายุภักษ์) ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8bp จากงวดที่ผ่านมา (ผลจาก Yield ที่ปรับตัว สูงขึ้นจากสินเชื่อใหม่ๆ ที่ปล่อยไปซึ่งเป็นสินเชื่อระยะยาวมากขึ้น) และค่าธรรมเนียมฯ ถึง 6.8% qoq (นำโดย KTB ซึ่งรายได้ค่าธรรมเนียมฯ เติบโตโดดเด่นมาก) โดยยังให้น้ำหนักลงทุน มากกว่าตลาด...Top picks คือ BBL, KBANK และ TCAP
ให้น้ำหนักกลุ่มท่องเที่ยว/โรงแรม เท่ากับตลาด เพราะเข้าสู่ช่วง High Season แนะนำ MINT ในสถานการณ์การเมืองที่สงบลง ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย มีแนวโน้มสูงขึ้น และเกิน 1 ล้านคนในเดือน ก.ค. (จากที่ต่ำกว่านี้ในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า) ขณะที่หลายประเทศยกเลิกการห้ามเดินเข้าประเทศไทย ประกอบกับเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่อง เที่ยวอีกครั้ง (ต.ค.- ก.พ.) ทำให้คาดว่าผลประกอบการของกลุ่มท่องเที่ยวโรงแรม จะดีขึ้นอย่าง ชัดเจนในงวด 4Q53 และต่อเนื่องในไตรมาส 1 ปีหน้า โดยจะทำจุดต่ำสุดในงวด 3Q53 นัก วิเคราะห์ของ ASP จึงได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มท่องเที่ยวจาก น้อยกว่าตลาด เป็น เท่ากับตลาด โดยเลือก MINT เป็น Top pick และถือว่าเป็นหุ้น The Laggard
|
Comments