|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 29/07/53
|
|
|
Thursday, 29 July 2010 10:00 |
|
Market Recap and Trend: แม้จะมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นเข้ามาบ้าง แต่ก็ยังไม่ทำให้ โมเมนตัมระยะกลางเสียไป...คงมองเป้าหมายระยะสัปดาห์ที่ 860-880 จุด แม้ว่า SET จะปรับสูงขึ้นแรงในช่วงเปิดตลาด แต่ด้วยแรงขายทำกำไรที่มีเข้ามา ตลอดวันส่งผลดัชนีปรับสูงขึ้นเพียง 0.01% ปิดที่ 853.78 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 35,006 ล้านบาท โดยหุ้นกลุ่มสื่อสารกลับมาแข็งแกร่งกว่าตลาดอีกครั้งเนื่องจากเกิดความ ชัดเจนกรณีสัญญาสัมปทาน 3G ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มให้บริการได้ในช่วง 2H54 ขณะที่ PTTEP และ SCC ประกาศผลการดำเนินงาน 2Q53 ดีกว่าคาดการณ์ ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อ หุ้นสุทธิต่อเนื่อง 619 ล้านบาท แม้ว่า SET อาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นเข้ามาบ้างหลังจาก ปรับสูงขึ้นแรงก่อนหน้า แต่เรามองว่าโมเมนตัมระยะกลางของตลาดยังไม่เสียไป และ คงเป้าหมายระยะสัปดาห์ไว้ที่บริเวณ 860-880 จุดต่อเหมือนเดิม แนวโน้ม SET วันนี้คาดว่าจะ เคลื่อนไหวในรูปแบบ Sideways ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ โดยหุ้นกลุ่มพลังงานกลับมามีแนวโน้ม แข็งแกร่งกว่าตลาดในระยะสั้นๆ โดยเฉพาะ PTT, และ PTTEP ขณะที่ SCC ที่มีผลการดำเนิน งาน 2Q53 ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ซึ่งจะมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าตลาดระยะสั้นๆ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มธุรกิจปิโตรฯในช่วง 2H53 จะยังถูกกดดันจาก Spread ที่อยู่ในระดับต่ำ
Investment Strategy: คงกลยุทธ์ Lets the profit run ต่อเนื่อง โดยเลื่อนจุด Trailing Stop ขึ้นมาที่ 836 จุด เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตต่อเนื่อง และเลื่อนจุด Trailing Stop มาที่ 836 จุด ทั้งนี้การปรับขึ้นของ SET ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หุ้นหลายๆตัวเริ่มมี Upside ที่จำกัดมากขึ้น โดยกลุ่มหุ้นที่ยังมี Upside มากจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มพลังงาน ที่ Laggard ตลาดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มหุ้น Domestic Plays แม้ว่าจะมีแนวโน้ม ถูกปรับประมาณการกำไร และมูลค่าพื้นฐานสูงขึ้น แต่ระยะสั้นถือว่าราคาหุ้นมี Upside ที่จำกัด แล้ว ทำให้เราแนะนำกลยุทธ์ Let the profit run และตั้งจุดล็อกกำไร (Trailing Stop) มากกว่า ที่จะเข้าซื้อหุ้นในช่วงนี้...สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ • ADVANC – ทยอยสะสม ได้ประโยชน์จากการใช้สัญญาสัมปทาน 3G ในอนาคต และคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 3.0 บาท/หุ้น • PSL – เก็งกำไร จำนวนวันเดินเรือผ่านจำตำสุดไปแล้ว ค่าระว่างเรือคาดว่าจะผ่านจำ ต่ำสุดในปีนี้ กำไรดีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจากการฟื้นตัวค่าระว่าง จำนวนเรือเพิ่ม
Futures Strategy : ถือสถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่ 575 จุด (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy) AUTO : เพิ่ม CPF TUF และ BEC เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +4.8% สูงกว่าอัตรา ผลตอบแทน SET ที่ +1.5% (Update วันที่ 27 ก.ค. 53) พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +4.8% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา ผลตอบแทน +1.5% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 3.3% ในขณะที่ ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +207% ดีกว่าตลาดที่ให้ อัตราผลตอบแทน +20% อยู่ 156% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา BBL และ CPALL เป็นหุ้นที่มี อัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +8.9% และ 6.7% ตามลำดับ…สำหรับ สัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 5 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากหอุตสาหกรรม รถยนต์ฟื้นตัว มีแนวโน้มปรับประมาณการกำไร และมูลค่าพื้นฐาน) CPALL (การขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) BBL (ผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีกว่า ที่คาดการณ์ไว้ จากการบันทึกกำไรจากการขายหุ้น ACL) PTTCH (กำไรขยายตัวสูง 100% ปี 53 และ 50% ปี 54) และ ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนมาขึ้นกรณีสัมปทาน 3G และเตรียมรับปันผลระหว่างกาล 3 บาท/หุ้น) ขณะที่เราเพิ่ม KEST เข้ามาในพอร์ตอีก 1 ตัว แม้ว่าราคาหุ้นในปัจจุบันจะสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานแล้ว แต่เนื่องจากเราคาดว่าผลการดำเนินงาน 2Q53 จะออกมาดี จึงนำเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็งกำไรระยะสั้นๆ
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.38% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิด ลดลง 0.69% โดยได้รับแรงกดดันจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนร่วง ลงเกินคาดเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนมิ.ย. โดยลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.ซึ่งเป็น หลักฐานบ่งชี้ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงในไตรมาส 2 ทั้งนี้ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนร่วง ลง 1.0% ในเดือนมิ.ย. หลังลดลง 0.8% ในเดือนพ.ค. นอกจากนี้ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั่ว ประเทศหรือ Beige Book ฉบับล่าสุดของเฟดซึ่งเป็นข้อมูลก่อนวันที่ 19 ก.ค.บ่งชี้ถึงการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่ตลาดบ้านซบเซาและยอดขายสินค้าราคาแพง อาทิ รถยนต์ ใหม่ อ่อนแอลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ก.ย. ปิดลดลง 51 เซนต์ หรือ 0.66% มาปิดที่ 76.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบได้รับแรงกด ดันจากตัวเลขคำสั่งซื้อสินค้าคงทนที่อ่อนแอของสหรัฐ ซึ่งกดดันตลาดหุ้นสหรัฐให้ร่วงลง และทำ ให้นักลงทุนกังวลเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน EIA รายงานว่า สต็อกน้ำมันดิบ พุ่งขึ้น 7.3 ล้านบาร์เรล สู่ 360.8 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 900,000 บาร์เรล สู่ 167.5 ล้านบาร์เรล,สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 100,000 บาร์เรล สู่ 222.2 ล้านบาร์เรล, สต็อก น้ำมันheating oil ทรงตัวที่ 49.1 ล้านบาร์เรล และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 0.9 % สู่ 90.6 % ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบยูโร นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหลังรายงานสรุปภาวะ เศรษฐกิจหรือ Beige Book ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ของสหรัฐโดยรวมไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และในบางเขตของสหรัฐ เศรษฐกิจชะลอตัวลง ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ดอลลาร์อ่อนลงเมื่อเทียบกับเยนหลังรายงานบ่งชี้ว่า ยอดสั่งซื้อใหม่สำหรับสินค้าคงทนร่วงลงเกินคาดเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนมิ.ย.โดยลดลง มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดเพิ่มขึ้น 32 จุดมาที่ 1901 จุด ความต้องการขนส่งสินค้า เกษตรลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมี แนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดัน โดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้น แล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะ มีจำนวนกองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
News Comment Economic News ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง แต่ก็จะไม่เกิด ภาวะถดถอยซ้ำซ้อน (double-dip) ขณะที่ธนาคารกลางระบุว่าการชะลอตัวลงดังกล่าวเป็นการ เปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วเกินไปก่อนหน้านี้ และเป็นผลที่พึงประสงค์ของนโยบาย เศรษฐกิจมหภาค ซึ่งรวมถึงการสกัดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์, การจำกัดการก่อหนี้ ของรัฐบาลท้องถิ่น และมาตรการควบคุมเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจจีนยังคงแข็ง แกร่ง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก และสภาวะภายนอกโดย รวมก็ดีกว่าปีที่แล้ว นอกจากนี้ธนาคารกลางระบุว่า วิกฤตหนี้ของยูโรโซนจะไม่นำไปสู่ภาวะตกต่ำ ของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนก็มีจำกัด สำหรับภาวะเงินเฟ้อนั้นธนาคารกลาง ระบุว่า แรงกดดันเงินเฟ้อลดลงแล้ว นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีน ยังย้ำว่า การปฏิรูปหยวนที่ ประกาศไปในเดือนที่แล้วนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มค่าเงินหยวน แต่การยกเลิกระบบผูกติด หยวนกับดอลลาร์จะช่วยให้จีน 'ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนหยวนมีเสถียรภาพในระดับที่สมเหตุสมผล และมีความสมดุล' (รอยเตอร์) นายฮิเดโตชิ คาเมซากิ สมาชิกคณะกรรมการนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เผย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นขาดความแข็งแกร่ง ในขณะที่การอ่อนค่าของยูโรเมื่อเทียบกับ เยน อาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ เผยอัตราการขยายตัวของการส่งออกของญี่ปุ่นมี แนวโน้มที่จะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่การเพิ่มสต็อคของบริษัทต่างๆและแผนกระตุ้น เศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลกได้สิ้นสุดลง ขณะเดียวกันระบุว่า ปัญหาสินเชื่อของกรีซ อาจจะส่งผล กระทบในทางอ้อมต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น โดยกระทบต่อตลาดส่งออกที่สำคัญของญี่ปุ่น อาทิ จีน และ สหรัฐ ขณะที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเกิดใหม่อาจจะสร้างความเสี่ยง ถ้าเศรษฐกิจร้อนแรง เกินไป และนำไปสู่การคุมเข้มนโยบายการเงิน (รอยเตอร์)
Industry News กลุ่มโรงพยาบาล: น้ำหนักลงทุน เท่ากับตลาด แนวโน้มผลประกอบการกลุ่มโรงพยาบาล 2Q53 คาดชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมือง ส่งผลลบต่อ BH และ BGH จากผู้ป่วยต่างชาติ ที่ปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยว ส่วน KH รับผลกระทบจาการปรับโครงสร้างธุรกิจซึ่งมีการ ยกเลิกให้บริการประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้รายได้ลดลง เราคาดว่าผลประกอบการของกลุ่มจะ เริ่มพลิกฟื้นในครึ่งปีหลัง จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มกลับสู่ระดับปกติ ซึ่งคาดว่าจำนวน ผู้ป่วยต่างชาติจะกลับมาใช้บริการมากขึ้น ส่วน KH คาดว่าจะเริ่มเห็นผลจากกลยุทธ์ในการขยาย ฐานลูกค้าเงินสดเพิ่มขึ้น (รายงานฉบับวันนี้)
Company News PTTEP: กำไรสุทธิ 2Q53 เติบโต 63% YoY (แนะนำซื้อ/มูลค่าพื้นฐาน 190 บาท) PTTEP ประกาศกำไรสุทธิงวด 2Q53 เท่ากับ 10,616 ล้านบาท (+1.4% QoQ, +63.4% YoY) ดีกว่าที่เราคาดไว้เล็กน้อยที่ 9,989 ล้านบาท หรือประมาณ 6% โดยปริมาณ ขายปิโตรเลียมในงวด 2Q53 สูงขึ้นเป็น 263,392 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน (+2.4% QoQ, +13.1% YoY) จากแรงหนุนของการผลิต และจำหน่ายปิโตรเลียมในแหล่ง MTJDA (ถือ หุ้น 50%) เต็มที่ทั้งไตรมาส และการขายปิโตรเลียมจากแหล่ง Jabiru และ Challis ของ โครงการ PTTEP Australasia ราคาขายเฉลี่ยใน 2Q53 ขยายตัวขึ้นเป็น US$46.21/ บาร์เรล (+9.3% QoQ, +24.2% YoY) จากการปรับราคาขายก๊าซธรรมชาติในแหล่งบงกช ยาดานา และเยตากุน รวมถึงราคาน้ำมันดิบดูไบที่สูงขึ้นเป็น US$77.9/บาร์เรล (+2.5% QoQ, +32% YoY) อย่างไรก็ดี อัตรากำไรขั้นต้นชะลอตัวเล็กน้อยจาก 51.6% ใน 1Q53 เป็น 49.2% ใน 2Q53 เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากการขายปิโตรเลียมใน แหล่ง Jabiru และ Challis และการบันทึกค่าใช้จ่ายในการทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวด ล้อม สำหรับอัตราภาษีจ่ายยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 38% เช่นเดียวกับ 1Q53 เนื่องจากผลประโยชน์ ทางภาษีของโครงการ MTJDA
THAI: คาดขาดทุนใน 2Q53 (ปรับคำแนะนำจากเก็งกำไรเป็น “ขาย” /มูลค่าพื้นฐาน 32 บาท) ปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย” เนื่องจากหุ้นเต็มมูลค่าหลังจากปรับขึ้นกว่า 40% ภายใน 2 เดือนสะท้อนปัจจัยบวกเรื่องการเพิ่มทุนไปแล้ว ขณะที่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินอาจ เพิ่มแรงกดดันต่อระดับราคาน้ำมันเครื่องบิน และจะส่งผลกระทบการฟื้นตัวของผลการดำเนิน งาน เราอยู่ระหว่างการทบทวนประมาณการกำไรปี 54 เนื่องจากราคาน้ำมันเครื่องบินมีแนวโน้ม สูงกว่าสมมติฐานปัจจุบัน ขณะเดียวกันคาดรายงานขาดทุน 2Q53 จำนวน 2.5 พันล้านบาท จะมี ผลกระทบเพียงระยะสั้น เนื่องจากคาดการณ์เชิงบวกต่อการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในช่วง ครึ่งปีหลังตามปัจจัยฤดูกาล (รายงานฉบับวันนี้)
|
Comments