Error
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/07/53
Print
Friday, 30 July 2010 09:34

กลยุทธ์การลงทุน
ดัชนีระยะสั้นยังติดแนวต้าน 855-860 จุด ณ PER 14 เท่า เป็นจังหวะปรับพอร์ตการ
ลงทุน โดยให้ทยอยลดหุ้นที่ out-perform ตลาด (อสังหา/อาหาร/เหล็ก) มาเข้าหุ้นที่ under-
perform ตลาด ได้แก่ Global plays (TTA, PTTEP, BANPU, LANNA, PTTAR, TOP)
หรือหุ้น Domestic Plays ที่มีฐานะเงินสดสุทธิได้แก่ ค้าส่ง-ค้าปลีก (MAKRO, BIGC) อาหาร
(TVO) หรือหุ้น laggard (ERAWAN, BGH, MINT) โดยให้ถือหุ้นสัดส่วน 30% ของเงินลง
ทุน ที่เหลือ 70% ให้ถือเป็นเงินสด

ยังแนะนำสะสมหุ้นปิโตรเลี่ยม ราคาน้ำมันดิบดูไบทรงตัว พร้อมแกว่งตัวขึ้นในงวด 4Q53  
ดังที่กล่าวไปแล้วว่า การทำ Stress Test  ในสหภาพยุโรป เป็นเพียงการทดสอบว่า
ธ.พ. จะมีปัญหาต้องเพิ่มทุนหรืออยู่รอดหรือไม่  เป็นคนละเรื่องกับการตัดลดงบประมาณ ซึ่งจะมี
ผลทำให้เศรษฐกิจในยุโรปอยู่ในภาวะถดถอยในงวด 2H53 และต่อเนื่องงวด 1H54 รวมถึงผล
กระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ญี่ปุ่น หรือแม้กระทบประเทศเกิดใหม่อย่าง
เอเซีย ซึ่งพึ่งพิงตลาดส่งออกในยุโรปสัดส่วนสูงถึง 30% ของมูลค่าการค้าในเอเซีย ดังนั้นปัญหา
เศรษฐกิจโลกยังเป็นสิ่งที่ยังกดดันตลาดเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะในสหรัฐ นักลงทุนยังมีความกังวล
ว่าภาวะเศรษฐกิจในงวด 2Q53 จะอ่อนตัวลงจากงวด 1Q53 ที่ทำไว้สูงถึง 2.7% สะท้อนได้จาก
ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าต่อเนื่องมานานติดต่อกันกว่า 1 เดือนครึ่ง โดยล่าสุด Dollar Index อยู่
ที่  81.687 จุด  และมีแนวโน้มว่าจะอ่อนตัวต่อไปที่ 80 จุด แต่น่าจะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่ง ด้วย
เหตุนี้อาจจะทำให้ราคาน้ำมันดิบโลก มีแนวโน้มทรงตัวถึงแกว่งตัวออกด้านข้าง โดยคาดว่าราคา
น้ำมันดิบดูไบจะทรงตัวในระดับ 73-75 เหรียญฯ ซึ่งยังคงสอดคล้องกับสมมติฐานของ ASP ที่
กำหนดราคาน้ำมันดิบดูไบที่ 75 เหรียญฯ ในปี 2553 และ 80 เหรียญฯ ในปี 2554 คาดว่าทั้ง
ราคาน้ำมันดิบ และราคาหุ้นปิโตรเลี่ยมน่าจะทรงตัว และถือว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว นักลงทุน
ระยะกลางที่ถือหุ้นเกิน 3 เดือนแนะนำให้ซื้อสะสมหุ้น PTTEP, LANNA, BANPU เพื่อรอการ
ฟื้นตัวในงวด 4Q53 และ 1Q54 ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันโลกจะค่อย ๆ ฟื้นตัวตามฤดู
กาล  

แนะเก็งกำไร PTTAR, TOP คาดโรงกลั่น & ปิโตรเคมี งวด 3Q53 อาจดีกว่าคาด  
หลังจากที่ผลประกอบการของโรงกลั่นประสบว่าภาวะตกต่ำในงวด 2Q53 (ขาดทุน/
กำไรลดลงจากงวดก่อนหน้า) คาดว่างวด 3Q53 น่าจะมีแนวโน้มดีกว่าที่คาดไว้ว่าจะทรงตัว เนื่อง
จากปัจจัยกดดันระยะสั้นถูกเลื่อนออกไป โดยเฉพาะทางด้านกำลังการผลิตส่วนเพิ่ม หรือ New
supply ของสินค้าปิโตรเคมีในสายอะโรเมติก ที่เดิมเคยคาดว่ากำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้าตลาด
ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ 1 โรงงาน ได้ถูกเลื่อนออกไปราวกลางปี 2554 (คือโรงงาน Uramqi  ใน
จีน กำลังการผลิตพาราไซลิน 1 ล้านตัน ) ทำให้ Spread เริ่มฟื้นตัวจากงวดที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะลด
แรงกดดันต่อ PTTAR ซึ่งมีฐานรายได้จากอะโรเมติกราว 50% ที่เหลือ 50% มาจากโรงกลั่น  
ขณะที่ TOP จะได้ประโยชน์รองลงมา เพราะฐานได้หลักมาจากโรงกลั่นราว 70% ที่เหลือ 30%
มาจากสายอะโรเมติก ขณะที่นักวิเคราะห์กลุ่มพลังงาน ASP คาดหมายว่า ค่าการกลั่นในงวด
3Q53 น่าจะทรงตัว หรือมากกว่างวด 2Q53 เล็กน้อย ด้วยเหตุนี้คาดว่าผลประกอบการของกลุ่ม
โรงกลั่น + ปิโตรเคมี ในงวด 2Q53 น่าจะเริ่มฟื้นตัวจากงวดก่อนหน้า แนะนำให้เก็งกำไร
PTTAR(FV@B26.5) และ TOP(FV@B50)

ยังแนะนำให้สะสมหุ้นเดินเรือ TTA  หลังจากถูกดันมานาน  
วันนี้ดัชนี BDI  ยังคงเดินหน้าต่อ โดยปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดของรอบนี้ติดต่อกันเป็น
เวลา 10 วันแล้วมาปิดที่ 1,942 จุด เพิ่มขึ้น  2.161% จากวันก่อนหน้า  โดยยังได้รับแรงหนุน
จากราคานำเข้าสินแร่เหล็กของจีนที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง เป็นครั้งแรกในรอบ 12 สัปดาห์   ทำให้ฝ่าย
วิจัยคาดว่า ดัชนี BDI มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นมาทดสอบที่บริเวณ 2-2.5 พันจุด จึงแนะนำให้สะสม
หุ้น Global plays อีกบริษัท คือ TTA

ดัชนี 855-860 จุด พักปรับฐานแนะนำขายหุ้นเต็มมูลค่า CPF, TUF, STA มาซื้อ TVO
คาดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานต่อ โดยยังมีแนว
ต้านที่ทำไว้ในสัปดาห์นี้คือ 855-860 จุด ซึ่งเป็นระดับ  PER 14 เท่า   (ดัชนีเป้าหมายที่สิ้นไตร
มาส 3 คือ  855 จุด)  ขณะที่คาดว่าดัชนีเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2553 จะอยู่ที่  880 จุด จึงเป็นไปได้
ที่ดัชนีรอบนี้จะมีโอกาสขึ้นไปแตะ 880 จุด ได้ในสัปดาห์หน้า หากการปรับฐานเสร็จสิ้นในสัปดาห์
นี้  แต่อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าตลาดหุ้นมี  upside ไม่มากคือราว 3% จากดัชนีที่ปิดวานนี้  จึงทำ
ให้มีความเสี่ยงที่ดัชนีหุ้นไทยจะปรับฐานต่อเนื่องจากวานนี้   ฝ่ายวิจัย ASP  ยังแนะนำให้ทยอย
ปรับพอร์ตการลงทุน  โดยให้ขายหุ้นที่ out perform  ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ซึ่ง
ให้ผลอตอบแทนเฉลี่ย 40% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (ytd) ทำให้หุ้นในกลุ่มอาหารส่วนใหญ่ใกล้
Fair Value ของปี 2553  จึงแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรระยะสั้น แต่สำหรับนักลงทุนระยะ
กลาง-ยาว อาจจะถือรอรับเงินปันผลต่อไปได้  โดยเริ่มจาก  1)  CPF (ถือ : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it )
ราคาหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 112% สะท้อนผลการดำเนินงานที่ดีมาก และสูงสุดในไตรมาส 2
ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ทุกประเภท  ทั้งไก่ และหมู เริ่มปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ     2) TUF (ถือ :
FV@B49) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 65.3%ytd  แม้มีมุมมองบวกต่อการซื้อกิจการ MW
Brands  เพราะนอกจากเป็นการขยายฐานการผลิตในยุโรปแล้ว ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการ
ส่งออกในทวีปยุโรปมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีการค้าขายกับประเทศในทวีปยุโรป  
แต่อย่างไรก็ตามการซื้อกิจการในครั้งนี้เป็นการใช้วิธีการด้วยการกู้ยืมเป็นหลัก (Leverage
Buyout) ทำให้ TUF มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 26,900 ล้านบาท เป็น 41,100 ล้าน
บาท ทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.8-1.9 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับผลกำไรที่
คาดว่า MW Brand  ทำได้ในแต่ปี  จึงคาดว่าผลดีจากการซื้อกิจการด้วยการก่อหนี้ในลักษณะนี้
จะยังไม่ส่งผลต่อดีต่อกำไรในระยะ 1-2 ปี  และที่สำคัญจะกดดันให้ความสามารถในการจ่ายเงิน
ปันผลของบริษัทฯลดลงด้วย เพราะตามภาระผูกพันธ์ที่มีไว้กับธนาคาร ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ ได้
กำหนดให้  TUF  จะต้องจ่ายเงินปันผลลดลง หาก Debt/EBITDA  สูงเกินกว่า  4.25 เท่า   
(กล่าวคือ TUF จะต้องลดลงอัตราการจ่ายเงินปันผลจากปัจจุบัน  50% ของกำไร เหลือ 33%
ของกำไรที่คาดการณืในปี 2553)  ด้วยเหตุนี้ฝ่ายวิจัยจึงปรับลดคาดการณ์ DPS ปี 2553 ลง
เหลือ 1.35 บาท จากเดิม 2.04 บาท จึงแนะนำเพียงถือ   3)  STA พบว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่ม
ขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยให้ผลตอบแทน 34% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน เพราะมีการ
เก็งกำไรผลกำไร 1H53 ที่คาดว่าจะดีมาก  ตามราคายางพารา ที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เฉลี่ยราว 34%  ตั้งแต่ต้นปี 2553 จนทำจุดสูงสุดของปีนี้  อย่างไรก็ตามแนวโน้มผลการดำเนิน
งานใน 2H53 คาดว่าจะอ่อนตัวลง ตามราคายางพาราที่เริ่มปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 100
บาท/กก. เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น   ทั้งนี้ ให้ Switch มาเข้าหุ้นอาหาร
อีกบริษัทหนึ่งคือ TVO ( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ) ซึ่งล่าสุดนักวิเคราะห์ของ ASP ได้ปรับเพิ่ม Fair
Value ปี 2553 ขึ้นจาก เดิม 20% เพื่อเป็นการสะท้อนผลกำไรที่ขึ้นในงวด 2H53  จากการรับรู้
รายได้ของโรงงานใหม่แห่งที่ 4  ซึ่งเป็นโรงงานทันสมัยช่วยลดต้นทุนการผลิต และทำให้กำไร
สุทธิในปี 2554 จะเติบโตราว  10% จากปีนี้

แนะนำขายหุ้น SSI คาดว่าราคาหุ้นจะ under-perform ต่อไป  
วานนี้ SSI ได้รายงานงบงวด 2Q53 มีกำไรสุทธิสูงถึง 917.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง
34%YoY โดยผลประกอบการที่โดดเด่นเกิดจากการนำเข้าวัตถุดิบือ Slab ต้นทุนต่ำ เข้ามา
มากในช่วง 1Q53 และได้ทำสัญญาขายสินค้างวด 2Q53 ที่ราคาสูง เป็นปัจจัยหนุน Gross
Margin ให้สูงถึง 15% แต่อย่างไรก้ตามแนวโน้มราคาเหล็กที่ปรับลดลงกว่า 15% ช่วงเดือน มิ.
ย. – ก.ค. ส่งผลให้ SSI ต้องมีการตั้งสำรองด้อยค่าสินค้าคงเหลือทั้ง HRC และ Slab จำนวน
2.17 หมื่นตัน รวมถึง Slab ที่สั่งซื้อไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำรเงินอีก 4.5 หมื่นตัน ประเด็นดังกล่าว
จะกดดันให้ Gross Margin ในงวด 3Q53 อยู่ที่ 0% คาดว่าจะส่งผลให้กำไรในงวด 3Q53 ทรุด
ตัวลง ด้วยแนวโน้มผลประกอบการณ์ที่ไม่สดใสในช่วง 2H53 ดังกล่าว นักวิเคราะห์กลุ่มวัสดุก่อ
สร้างฯ จึงปรับลดคำแนะนำจากซื้อเป็นเพียงถือ ซึ่งฝ่ายวิจัยเชื่อว่านับจากนี้ราคาหุ้น SSI จะยังคง
Under-Perform ตลาดต่อไป


Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment