|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 03/08/53
|
|
|
Tuesday, 03 August 2010 10:34 |
|
กลยุทธ์การลงทุน คาดดัชนีเดินหน้าต่อเพื่อทดสอบ 880 จุด โดยยังให้หมุนเวียนเงินลงทุน โดยขายหุ้นที่ เต็ม Fair Value มาเข้าหุ้น Global plays (TTA, PTTEP, BANPU, LANNA, PTTAR, TOP) หรือ Domestic Plays ที่มีฐานะเงินสดสุทธิ ได้แก่ ค้าส่ง-ค้าปลีก (MAKRO, BIGC, STANLY) ธุรกิจเติบโตเด่น (TVO) หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว (ERAWAN, BGH, MINT) เงินเฟ้อเดือน ก.ค. ยังสูงกว่า 3% คาดดอกเบี้ยนโยบายขึ้นต่อ กดดัน SET ในสัปดาห์หน้าพัก ฐาน วานนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานเงินเฟ้อทั่วไป ประจำเดือน ก.ค. 2553 พบว่า อยู่ที่ ระดับ 3.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือน มิ.ย. 2553 ที่อยู่ที่ระดับ 3.3% และเป็นการยืนเหนือ ระดับ 3% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่งผลให้งวด 7M53 เงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ระดับ 3.5% ฝ่ายวิจัย ASP เชื่อว่าหลังจากที่ ธปท. ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในวันที่ 14 ก.ค. 2553 เป็น 1.5% จากเดิม 1.25% คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ธปท. จะยังขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (จากการประชุมของ กนง. อีก 3 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้) คือวันที่ 23 ส.ค. 2553 และ 20 ต.ค. 2553 อีกครั้งละ 0.25% สู่ระดับ 2% นั่นหมายความว่าในช่วงก่อนวันขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าว ราว 3-4 สัปดาห์ นั่นหมายความว่า SET น่าจะมีการพักฐานตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป (ดังภาพ ประกอบด้านบน) ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลในอดีตย้อนหลัง 10 ปี พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ตอบรับ ด้านลบต่อการขึ้นดอกเบี้ยนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนค่อนข้างสูง เช่นกลุ่ม ขนส่ง วัสดุก่อสร้าง รถยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ แม้บริษัทจดทะเบียนของไทยส่วนใหญ่ ได้มีการ ปรับโครงสร้างการเงินจนมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนลงมาต่ำกว่า 1 เท่าในปัจจุบันแล้วก็ตาม ตรงกัน ข้าม ยังมีบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์ หรือราคาหุ้นมักตอบรับเชิงบวกต่อการขึ้นดอกเบี้ย ได้แก่กลุ่ม ธ.พ. (BBL, KBANK, SCB) ประกันภัย (BLA, THRE) รวมไปถึงกลุ่มที่มีสถานะเป็นเงินสด สุทธิ (Net Cash) คือกลุ่มค้าปลีก (MAKRO, BIGC, ROBINS) แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ ธปท. มีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยอย่างเป็นทางการแล้ว หากเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดคาด และไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของธุรกิจ พบว่าดัชนีตลาดหุ้นมักฟื้นตัวหลังจากผ่านพ้นช่วงการ ปรับดอกเบี้ยฯ ไปแล้ว ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น นักลงทุนควรเลือกซื้อ/ถือหุ้น เป็นราย บริษัท เฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นน้อยที่สุด หรือได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น
กลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ยังเติบโตต่อเนื่อง หนุนนักวิเคราะห์ปรับประมาณการณ์ปี 2553-2554 ขึ้น แนวโน้มยอดขายชิ้นส่วนรถยนต์ ยังคงฟื้นตัวอย่างสดใส สะท้อนจากวานนี้ STANLY รายงานผลประกอบการณ์งวด 1Q53/54 (สิ้นงวด มิ.ย. 2553) พบว่ามีกำไรสุทธิ 367 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 28%QoQ หรือเพิ่มขึ้นถึง 483%YoY ซึ่งเป็นการเติบโตตามการฟื้นตัวของภาค การผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นหลัก โดยกำไรในงวด 1Q53/54 นี้คิดเป็นสัดส่วนราว 34% ของประมาณการกำไรทั้งปี ขณะที่แนวโน้มงวด 2Q53/54(ก.ค. – ก.ย. 2553) คาดกำไร จะพุ่งสู่จุดสูงสุดของปี จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มกำไร ปกติปี 2553/54 และ 2554/2555 เพิ่มขึ้นจากประมาณเดิม 22% และ 20.5% มาอยู่ที่ 1,317 ล้านบาท และ 1,461 ล้านบาท โดยเติบโต 38.7%yoy และ 11% ตามลำดับ โดย กำหนด Fair Value ใหม่อิง PER 13 เท่า ได้มูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 223.5 บาท ยังมี Upside จากราคาปัจจุบันราว 36% เช่นเดียวกับหุ้น SAT ที่ฝ่ายวิจัยคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการณ์ งวด 2Q53 จะยังคงสดใส คาดมีกำไรสุทธิราว 190 ล้านบาท ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากที่ขาด ทุนราว 1.7 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หนุนให้กำไรงวด 1H53 คิดเป็นสัดส่วนราว 54% ของประมาณการทั้งปี ขณะที่งวด 2H53 ยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลเช่นกัน ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่ม ประมาณการในปี 2553 ขึ้นจากเดิมราว 7% เป็น 760 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 คาดกำไร 865 ล้านบาทเพิ่มขึ้นราว 13.8% YoY โดยกำหนด Fair Value ใหม่อิง PER 12 เท่า ได้มูลค่าพื้น ฐานใหม่ที่ 29.44 บาท ยังมี Upside จากราคาปัจจุบันราว 37.5% ดังนั้นด้วยแนวโน้มการเติบ โตของหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ดังกล่าว ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำซื้อทั้ง STANLY และ SAT โดยมี STANLY เป็น Top Picks เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีสถานะเป็น Net Cash ได้ประโยชน์ จากดอกเบี้ยขาขึ้นอีกด้วย
หุ้นปิโตรเลี่ยมฟื้นตัวตามราคาน้ำมันดิบ แนะนำ PTTEP, BANPU, LANNA ดังที่ได้กล่าวไปแล้วหลายวันว่า Dollar Index ยังมีแนวโน้มอ่อนตัวต่อเนื่อง โดยมี โอกาสแตะ 80 จุด ล่าสุด Dollar Index อยู่ที่ 80.913 จุด ช่วยหนุนให้ราคาน้ำมันดิบในตลาด ล่วงหน้า (Nymex) วานนี้ยืนเหนือ 80 เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบ กระโดดขึ้นปิดที่ 78.77 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการฟื้นตัวแตะจุดสูงสุดเดิมในรอบกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ยังได้ปัจจัยหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสหรัฐฯ คือ 1) การใช้จ่ายในภาค ก่อสร้างเดือน มิ.ย. 2553 เพิ่มขึ้น 0.1% yoy เหนือความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่ง คาดว่าจะหดตัว 0.5%yoy และ 2) ประธาน Fed เปิดเผยว่าค่าจ้างแรงงานในสหรัฐกำลังสูงขึ้น ซึ่งน่าจะกระตุ้นกำลังซื้อของครัวเรือนในระยะที่เหลือของปีนี้ ทั้ง 2 ปัจจัยช่วยลดความกังวลต่อ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่คาดว่าจะอ่อนตัวในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยสรุป ราคาน้ำมันดิบดูไบนับจาก ต้นปีจนถึงปัจจุบันเฉลี่ย 76.15 เหรียญฯต่อบาร์เรล ยังใกล้เคียงกับสมมติฐานของ ASP ที่ กำหนดไว้ที่ 75 เหรียญฯ ในปี 2553 และ 80 เหรียญฯ ในปี 2554 ทั้งนี้หากราคาน้ำมันดิบยัง ยืนเหนือ 75 เหรียญฯ ไปถึงสิ้นปี มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ฝ่ายวิจัย ASP อาจจะต้องปรับเพิ่ม ประมาณการกำไรของ PTTEP ในอนาคตขึ้น ขณะที่ราคาถ่านหินในระยะสั้นแม้จะอ่อนตัวลง เพราะนอกจากเป็นการปรับตัวลงตามหลังราคาน้ำมันดิบโลกที่ลดลงในช่วงหลายเดือนก่อนหน้า แล้ว (ราคาถ่านหินจะปรับตัวตามราคาน้ำมันดิบแต่จะมีความล่าช้ากว่า 3-6 เดือน) ยังมีผลจากฤดู กาล กล่าวคือในช่วงไตรมาส 3 เป็นฤดูแล้ง การขุดถ่านหินทำได้ง่าย ทำให้มีปริมาณถ่านหินออกสู่ ตลาดมากกว่าปกติ อย่างไรก็ตามคาดว่าปริมาณผลผลิตถ่านหินจะออกสู่ตลาดลดลงอีกครั้ง เมื่อ เข้าสู่ฤดูฝนคือในไตรมาส 4 ประกอบกับในช่วงปลายปี เป็นฤดูกาลที่มีความต้องการใช้พลังงาน มาก คาดว่าราคาถ่านหินในไตรมาสสุดท้ายของปีจะฟื้นตัว สอดคล้องกับราคาน้ำมัน ดังนั้นในระยะ สั้นจึงน่าจะเป็นโอกาสสะสมหุ้นถ่านหิน เช่นเดียวกับหุ้นน้ำมัน นักลงทุนระยะกลางที่ถือหุ้นเกิน 3 เดือน แนะนำให้ถือ/ซื้อสะสมหุ้น PTTEP, LANNA, BANPU เพื่อรอการฟื้นตัวในงวด 4Q53 และ 1Q54
คาดหุ้น TTA ยังฟื้นตัวตาม BDI จากความต้องการสินแร่ของจีนที่เพิ่มขึ้น คาดว่าหุ้นเรือเทกองยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของดัชนี BDI โดยล่าสุดพบว่า ดัชนี 1,977 จุด เป็นการฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดต่อเนื่องเป็นวันที่ 12 วัน โดยได้รับแรงหนุนจากความ ต้องการนำเข้าสินแร่เหล็กในจีน ซึ่งกลับมาซื้อเป็นครั้งแรกในรอบ 12 สัปดาห์ ภายหลังจากที่ รัฐบาลจีน ผ่อนคลายนโยบายสกัดกั้นภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป เนื่องจากเริ่มกังวลต่อผล กระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาวิกฤติการเงินในยุโรป ทำให้ล่าสุดรัฐบาลจีนเตรียมกลับมาใช้ นโยบายการเงินแบบอ่อนตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะในงวดครึ่งหลังของปีนี้ (2H53) ด้วยเหตุผลนี้น่า จะผลักดันให้ดัชนี BDI มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และกลับขึ้นมาทดสอบที่บริเวณ 2-2.5 พันจุด อีกครั้ง จึงแนะนำให้สะสม TTA
|
Comments