|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 03/08/53
|
|
|
Tuesday, 03 August 2010 10:35 |
|
Market Recap and Trend: SET มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยคงเป้าหมายการปรับ สูงขึ้นระยะสัปดาห์ที่บริเวณ 860-880 จุด เหมือนเดิม SET ปรับสูงขึ้น 0.86% ตามตลาดหุ้นต่างประเทศ และตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ที่ ออกมาดีปิดตลาดที่ 863.18 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 24,452 ล้านบาท โดยนักลงทุน ต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิต่อเนื่อง 442 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ คาดว่าจะปรับสูงขึ้น ต่อเนื่องตามการปรับสูงขึ้นของตลาดหุ้นโลก และราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่ม พลังงานวันนี้ ทั้งนี้ตลาดหุ้น Dow Jones ปรับสูงขึ้นแรง 1.9% เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยบวก จากผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มสถาบันการเมืองที่แข็งแกร่งในยุโรป และตัวเลขดัชนีภาคการผลิต เดือน ก.ค.ที่ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ฯที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องส่งผลให้ราคา น้ำมันปรับสูงขึ้นกว่า 3% ปิดตลาดที่ US$81.34/บาร์เรล สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เดือน ก.ค.เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.มาที่ 3.4% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ที่ 3.6% เล็กน้อย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) อยูที่ 1.2% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเดือนก่อนหน้า
Investment Strategy: คงกลยุทธ์ Lets the profit run ต่อเนื่อง...เน้นพลังงานปิโตรฯ ชิ้นส่วนยานยนต์ และทยอยสะสมหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เราเลื่อนจุด Trailing Stop ขึ้นมาอยู่ที่ 846 จุด จากเดิมที่ 844 จุด และคงแนะนำ ใช้กลยุทธ์ lets the profit run ต่อเนื่อง โดยเราคงเป้าหมายการปรับสูงขึ้นระยะสัปดาห์ที่ บริเวณ 860-880 จุด ต่อเนื่อง (ราคาปิดเมื่อวานนี้ปรับสูงขึ้นมาที่เป้าหมายระยะสัปดาห์เรียบร้อย แล้ว) ตามโมเมนตัมเชิงบวกจาก 1.เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง 2.ผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน ออกมาดี 3.ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้น และ 4.ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับสูงขึ้น ขณะที่เป้าหมาย ระยะ 12 เดือนอิงวิธี Bottom-Up ยังอยู่ที่ 920 จุด...สำหรับการลงทุนรายกลุ่มอุตสาหกรรม เรายังเน้นไปที่หุ้นกลุ่มพลังงานที่ Laggard ตลาดมาตลอดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ที่น่าจะมี แนวโน้มกลับมาเป็นหุ้นกลุ่มนำตลาด รวมไปถึงหุ้นกลุ่มปิโตรฯ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสะสมกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไร และมูลค่าพื้นฐานอย่าง DELTA • STANLY – ซื้อ ปรับมูลค่าพื้นฐานขึ้นเป็น 192 บาท จากแนวโน้มยอดผลิต รถยนต์ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยปรับกำไรปี 54 ขึ้นจากเดิม 25% เป็น 1,471 บาท • DELTA – ซื้อ มีแนวโน้มปรับประมาณการกำไรมูลค่าพื้นฐานจากปัจจุบันที่ 23.4 บาท จากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และสินค้าใหม่ที่มีระดับ Margin สูง
Futures Strategy : ถือสถานะ LONG โดยมี Trailing Stop ที่ 580 จุด (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO : เพิ่ม MCOT, และ MAJOR เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.1% ต่ำกว่าอัตรา ผลตอบแทน SET ที่ +1.9% (Update วันที่ 2 ส.ค. 53) พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน +0.1% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา ผลตอบแทน +1.9% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า SET อยู่ 1.8% ในขณะที่ ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +207% ดีกว่าตลาดที่ให้ อัตราผลตอบแทน +22% อยู่ 151% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา PTTCH และ ADVANC เป็นหุ้น ที่มีอัตราผลตอบแทนสูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +3.3% และ 2.5% ตามลำดับ… สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 5 ตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจาก หอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว มีแนวโน้มปรับประมาณการกำไร และมูลค่าพื้นฐาน) BBL (ได้ปรับ ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรงผ่านการขยายตัวสินเชื่อ และรายได้ค่า ธรรมเนียม) CPALL (การขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่งผลดีต่อผลการดำเนินงาน) PTTCH (กำไรขยายตัวสูง 100% ปี 53 และ 50% ปี 54) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความ ชัดเจนมาขึ้นกรณีสัมปทาน 3G และเตรียมรับปันผลระหว่างกาล 3 บาท/หุ้น) และ KEST (คาดว่าผลการดำเนินงาน 2Q53 จะออกมาดี ตามปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้น)
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 1.99% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 2.20% โดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังการร่วงลงของ ดอลลาร์หนุนราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 3% ประกอบกับความพยายามของบริษัทบีพีที่จะปิดบ่อน้ำมัน มาคอนโดเป็นการถาวรในอ่าวเม็กซิโก นอกจากนี้ ปัจจัยที่หนุนตลาดยังได้แก่ การที่สถาบัน จัดการด้านอุปทาน (ISM) เปิดเผยว่า ภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวสูงเกินคาดในเดือนก.ค. และรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลค่าใช้ด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนมิ.ย. ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ก.ย. ปิดเพิ่มขึ้น 2.39 ดอลลาร์ หรือ 3.03% มาปิดที่ 81.34 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับ แรงหนุนจากการร่วงลงของดอลลาร์ และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของภาคเอกชนช่วยกระตุ้น การคาดการณ์ในทางบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ พายุไซโคลนโซนร้อนที่ก่อตัว ขึ้นกลางมหาสมุทรแอตแลนติกช่วยหนุนราคาด้วย ขณะที่ฤดูเฮอริเคนเข้าสู่ช่วงที่จะมีพายุมากที่ สุดระหว่างเดือนส.ค.และต้นเดือนก.ค.แล้ว และบางครั้ง พายุในมหาสมุทรแอตแลนติกก็จะเคลื่อน ตัวเข้าสู่อ่าวเม็กซิโก ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อการผลิตน้ำมันของสหรัฐและเม็กซิโก ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบสกุลเงินหลัก สัญญาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ในสหรัฐถ่วงดอลลาร์ลง หลังรัฐบาลสหรัฐรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอ ลงสู่ 2.4% ในไตรมาส 2 และนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐเปิดเผยว่า เศรษฐกิจยังคงห่างไกลจากการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันข้อมูลเศรษฐกิจของจีนและข้อมูล ที่แข็งแกร่งจากยุโรปทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถขยายตัวแม้เศรษฐกิจ สหรัฐชะลอลง ซึ่งหนุนความต้องการสกุลเงินที่มีความเสี่ยงและหนุนสกุลเงินเหล่านั้นฝ่าระดับทาง เทคนิค ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดเพิ่มขึ้น 10 จุดมาที่ 1977 จุด ความต้องการขนส่งสินค้า เกษตรลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมี แนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดัน โดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้น แล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะ มีจำนวนกองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
|
Comments