Error
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 04/08/53
Print
Wednesday, 04 August 2010 10:20

กลยุทธ์การลงทุน
คาดปัจจัยดอกเบี้ยขาขึ้น เป็นปัจจัยกดดันดัชนีหุ้นไทย ปรับฐานเมื่อดัชนีใกล้เป้าหมาย
880 จุด แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกจาก fund flow น่าจะหนุนให้ SET Index แกว่งตัวขึ้นต่อ
กลยุทธ์การลงทุนยังเน้นให้ปรับพอร์ต โดยขายหุ้นที่เต็ม Fair Value เช่น CPF, TUF, STA,
MCOT, BEC, MAJOR, KEST หรือ Global plays ที่ฟื้นตัวต่อเนื่องมาราว 1 สัปดาห์ และ
อาจจะเผชิญกับแนวต้านระยะสั้น  โดยให้ปรับมาถือหุ้น Domestic Plays ที่มีฐานะเงินสดสุทธิ
(MAKRO, BIGC, STANLY) ธุรกิจเติบโตเด่น (TVO) หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว
(ERAWAN, BGH, MINT)  

คาด กสทช. เกิดขึ้นในปี 2554 กระทบกับธุรกิจบันเทิง ขณะที่ราคาหุ้น BEC, MCOT เต็ม
มูลค่าแล้ว
เนื่องจาก รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้มีการแก้ไขอำนาจการจัดสรรคลื่นความถี่ ให้อยู่ภาย
ใต้ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่  ซึ่งจะต้องจัดตั้งองค์กรใหม่คือ คณะกรรมการกิจการโทร
คมนาคม และกิจการกระจายเสียง (กสทช.) เป็นผู้กำกับดูแลและออกใบอนุญาตให้กิจการสื่อสาร
โทรคมนาคม บันเทิง ได้แก่ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ วิทยุชุมชน และ เคเบิลทีวี แต่ขณะนี้ พ.ร.บ.
องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ กำลังจะเข้าพิจารณาในวาระการประชุมของสภาฯ ภายในปลายเดือน
ส.ค. นี้ และน่าจะแล้วเสร็จ พร้อมกับมีการจัดตั้ง กสทช. และสรรหาคณะกรรมการได้เป็นอย่าง
เร็ว ประมาณปี 2554 (เนื่องจากการสรรหาคณะกรรมการที่มีคุณสมบัติจำนวน 11-15 คน น่าจะ
ใช้เวลาเป็นปี) ดังนั้นหลังจากที่ กสทช. จัดตั้งอย่างเป็นทางการ หน่วยงาน กทช ก็จะต้องยุติไป
อย่างไรก็ตามการออกใบอนุญาต 3G คาดว่ายังเป็นไปตามกรอบเดิมที่วางไว้คือ จะออกใบ
อนุญาตได้ราวปลายปีนี้ ซึ่งน่าจะเรียบร้อยก่อนที่จะเกิด กสทช.  จึงส่งผลดีต่อ ADVANC,
DTAC, TRUE แต่สำหรับกรณีของธุรกิจบันเทิงนั้น คาดว่าน่าจะได้รับผลกระทบในระยะยาว
เพราะผู้ประกอบการทุกรายจะต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น 2 ส่วนคือ 1)  ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตราย
ปีให้แก่ กสทช. ราว 6% ของรายได้ค่าโฆษณา และ 2) จ่ายเงินเข้ากองทุนสาธารณะตั้งแต่ปี
2555 เป็นต้นไป 2% ของรายได้ค่าโฆษณาทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นบริษัทเอกชนบางราย
เช่น BEC, ช่อง 7 และ True Vision ให้ดำเนินงานภายใต้สัมปทานเดิมไปก่อนจนกว่าจะครบ
สัญญาในปี 2563  ส่วนหน่วยงานภาครัฐที่มีรายได้จากค่าสัมปทานเช่น  MCOT และช่อง 5 จะ
ต้องปรับบทบาทตนเองมาเป็นผู้ดำเนินการอย่างเดียว ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากทั้ง 2 รายการ
ข้างต้น จากปัจจุบันไม่มีค่าใช้จ่ายดังกล่าว  (แต่ยังสามารถรับรายรับจากค่าสัมปทานจาก BEC
และ True vision ไปก่อนจนกว่าจะหมดอายุสำหรับ MCOT และ ช่อง 7 ที่จ่ายให้ช่อง 5) นั่น
หมายความว่าในปี 2554 -2555 ผลกำไรของ MCOT น่าจะมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากปี 2553
ขณะที่ราคาหุ้น MCOT( This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it ) เต็มมูลค่า แนะนำให้ขายทำกำไรระยะสั้น  ส่วน BEC
(FV@B27) คาดว่าผลกำไรในระยะ 10 ปีข้างหน้า จนถึงปี 2563  จะยังคงเติบโตแบบค่อยเป็น
ค่อยไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช. คาดว่า
กำไรในปี 2564 น่าจะหดตัวลง   ประกอบกับระยะสั้น ราคาหุ้นได้ขึ้นมาใกล้ Fair Value เช่นกัน
จึงน่าจะมีการปรับพอร์ตขายทำกำไรระยะสั้น ไปก่อน   

ดอกเบี้ยโลกยังมีแต่ทรงกับขึ้นต่อ สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นพักฐาน
วานนี้ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ
4.5% หลังจากเป็นประเทศแรกในเอเซียที่ได้นำร่องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง 6
ครั้งรวม 1.5% จากระดับต่ำสุดที่ 3% (ในเดือน ก.ย. 2552) สู่ระดับ 4.5% ในปัจจุบัน โดย
สาเหตุที่คงอัตราดอกเบี้ยเนื่องมาจากตัวเลขเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนหลัง เริ่มส่งสัญญาณการ
ชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขค้าปลีก และการอนุมัติการก่อสร้างในประเทศ อีกทั้งการปรับขึ้น
อัตราดอกเบี้ยที่รวดเร็วของออสเตรเลียที่ผ่านมา ได้สร้างแรงกดดันให้ตลาดหุ้น AOIS ของ
ออสเตรเลีย ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ติดลบราว 6% เทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยของ
ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซีย 9 ประเทศ (ไม่รวมจีนและญี่ปุ่น) ที่ให้ผลตอบแทนราว 6.4% ถือว่า
Under-Perform สวนทางตลาดเพื่อนบ้านมาก เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย ที่ทยอยปรับขึ้น
ดอกเบี้ยไปแล้ว 2 ครั้งรวม 0.5% ตั้งแต่ช่วงต้นปี ก็กดดันให้ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนเพียง
3.2% ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าภาพในลักษณะเดียวกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นที่ Outperform ไม่ว่า
จะเป็นไทย หรืออินโดนีเซีย ที่ในช่วงดังกล่าว ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 17% เท่ากัน โดยฝ่ายวิจัย
ASP เชื่อว่าหลังจากที่ ธปท. ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในวันที่ 14 ก.ค. 2553 เป็น
1.5% จากเดิม 1.25% คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ธปท. จะยังขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (จากการ
ประชุมของ กนง. อีก 3 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้) คือวันที่ 23 ส.ค. 2553 และ 20 ต.ค. 2553
อีกครั้งละ 0.25% สู่ระดับ 2%จากแรงกดดันของเงินเฟ้อทั่วไปงวด 7M53 ที่ยังคงสูงกว่าระดับ
3% นั่นหมายความว่าในช่วงก่อนวันขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวราว 3-4 สัปดาห์ นั่นหมายความว่า SET
น่าจะมีการพักฐานตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป หรือเมื่อเข้าใกล้ระดับ 880 จุด ซึ่งเป็นระดับที่
สะท้อนพื้นฐานของประเทศ ที่ค่า PER 14 เท่า สิ้นปี 2553  ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น นัก
ลงทุนควรเลือกซื้อ/ถือหุ้นเป็นรายบริษัท เฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นน้อยที่สุด หรือ
ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น

เริ่มทยอยขายทำหุ้นปิโตรเลี่ยมที่ฟื้นตัวตามราคาน้ำมันดิบโลก ตอบรับความเชื่อมั่นโลกที่ฟื้นตัว
ไปแล้ว
หลังจากที่ฝ่ายวิจัยได้แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นปิโตรเลียม โดยเฉพาะหุ้นน้ำมันมาโดย
ตลอด นับจากผล Stress Test ของ ธ.พ. ในยุโรปที่ออกมา ได้ฟื้นความเชื่อมั่นระยะสั้นต่อนักลง
ทุนทั่วโลก และเป็นปัจจัยหนุนให้ค่าเงินยูโรฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับ  Dollar Index ที่
อ่อนตัวต่อเนื่อง ใกล้ระดับแนวรับที่ 80 จุด ซึ่งเป็นระดับที่มีนัยสำคัญมาก และเป็นปัจจัยหนุนให้
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า (Nymex) ขึ้นกว่า 10 เหรียญฯต่อบาร์เรล ในรอบ 1 เดือน มาสู่
ระดับ 82.47 เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบ กระโดดขึ้นใกล้ระดับ 80
เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการฟื้นตัวแตะจุดสูงสุดเดิมในรอบกว่า 2 เดือนไปแล้ว ฝ่ายวิจัยเชื่อ
ว่า ณ ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบโลก และค่าเงินยูโรได้ตอบรับข่าวดีดังกล่าวไปมากพอควรแล้ว
ประกอบกับความกังวลต่อวิกฤตการขาดดุลการคลังในยุโรป และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจใน
สหรัฐฯที่ยังคงมีอยู่ จึงเชื่อว่าในระยะสั้นราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า (Nymex) ไม่น่าจะผ่านแนวต้านที่
83-85 เหรียญฯต่อบาร์เรล  จึงแนะนำให้นักลงทุนระยะสั้นทยอยหาจังหวะขายทำกำไรหุ้น
ปิโตรเลียม ที่คาดว่าจะดีดตัวขึ้นสูงตามราคาน้ำมันในวันนี้ ทั้ง PTTEP(แนวต้าน 156 บาท),
BANPU(แนวต้าน 642 บาท), LANNA (แนวต้าน 19 บาท), PTT(แนวต้าน 262 บาท) แล้ว
switch ไปหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นในกลุ่ม ธ.พ. (BBL, SCB) , ประกัน (BLA,
THRE), หรือกลุ่มที่มีสถานะเป็น net cash ในกลุ่มค้าส่งค้าปลีก (MAKRO, BIGC,
STANLY) เป็นต้น

ขายหุ้น KEST มายังหุ้น BLS, PHATRA ที่ผลประกอบการโดดเด่นกว่า
หลังจากบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งได้รายงานผลกำไรงวด 2Q53 ออกมา ฝ่ายวิจัยพบ
ว่า บริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงๆ มิได้บ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดี อาทิ เช่น
KEST แต่บริษัทที่มีโครงสร้างรายได้กระจายตัวดี โดยไม่ต้องพึ่งพาธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลัก
ทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการขยายฐานรายได้ไปสู่ธุรกิจด้านอื่นๆ เช่น ธุรกิจวานิชธนกิจ กำ
ไรจากพอร์ตลงทุน และอื่น ๆ เช่น  PHATRA, และ BLS น่าจะเป็นผู้ที่สามารถอยู่รอดได้ใน
ระยะยาว และยังเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนในหุ้นหลักทรัพย์ ดังนั้นจึงแนะนำให้ขายหุ้น
KEST มาเข้าหุ้นหลักทรัพย์ที่ผลประกอบการโดดเด่นกว่า และราคาปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าพื้น
ฐานในปี 2553 ค่อนข้างมาก อีกทั้งยังให้ Div. yield สูงเกิน 8.5% คือ หุ้น BLS, PHATRA มี
Upside 27%, 17% ตามลำดับ



Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment