|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 16/08/53
|
|
|
Monday, 16 August 2010 10:15 |
|
กลยุทธ์การลงทุน คาดสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับฐานต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะแกว่งตัวลงต่ำกว่า 850 จุด หลังการรายงานงบ 2Q53 เสร็จสิ้น ขณะที่ต่างชาติเริ่มกลับมาขายตลาดหุ้นเอเซีย ยังแนะนำ ให้ปรับพอร์ตที่หุ้นขึ้นเร็วเช่นเดิม โดยให้ถือหุ้นที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (MINT, MAKRO) หุ้น PER/PBV ต่ำ หรือเงินปันผลสูงสำหรับงวด 1H53 (ADVANC, PHATRA, BCP, MK) หรือมี ศักยภาพการเติบโต ทั้งผู้ก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (STEC, SYNTEC) และให้บริการ ระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟฟ้าบนดิน (BTS) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (BMCL) ตลาดหุ้นปรับฐานต่อ ก่อนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 23 ส.ค. สัปดาห์นี้คาดว่าการรายงานผลประกอบการงวด 2Q53 จะเสร็จสิ้น จึงไม่มีข่าวบวก ใหม่ ๆ เข้ามาหนุนตลาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ยังกดดันตลาดอยู่ คือการประชุมคณะ กรรมการการเงิน (กนง.) ในวันที่ 23 ส.ค. นี้ และถัดไปอีก 2 ครั้ง ก่อนสิ้นปี 2553 ซึ่งหากยึด ตามแนวคิดของท่านผู้ว่า ธปท. คนใหม่ ที่ต้องการเห็นดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปที่ 2% ภายในสิ้นปี นี้ (จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5%) แสดงว่าจากนี้จนถึงสิ้นปี 2553 จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.5% ทำให้คาดหมายว่าตลอดสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่ในช่วงพักฐานต่อเนื่องจากสัปดาห์ ก่อนหน้า (จากผลการศึกษาของนักวิเคราะห์เชิงปริมาณพบว่า ตลาดหุ้นมักจะมีการพักฐาน 1-2 สัปดาห์ ช่วงก่อนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยราว 1-2 สัปดาห์ และหลังการขึ้นดอกเบี้ยถ้า เป็นไปตามคาด ตลาดจึงจะเริ่มฟื้นตัวรอบใหม่) ประกอบกับดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นมาใกล้ ระดับ 880 จุด สะท้อน PER 14 เท่า ณ สิ้นปี 2553 ไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหาก พิจารณาหุ้นรายตัว พบว่า 34% ของหุ้นที่ดูแล้วทั้งหมด เกินหรือเต็ม Fair Value ปี 2553 ไป แล้ว และ 17% มี upside เหลือน้อย 5-10% โดยสรุปหุ้นเกินกว่า 50% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ที่ ASP ศึกษา เป็นกลุ่มที่คอยกดดันตลาด ขณะที่หุ้นที่เหลือมี upside เกิน 20% ส่วนใหญ่เป็น หุ้นในกลุ่ม ธ.พ. ซึ่งถูกกดดันจากทางการต้องการลด Spread ของ ธ.พ. และพลังงาน คาดว่า ยังมีแนวโน้มอ่อนตัวตามราคาน้ำมันดิบโลก
หุ้นน้ำมันมีแนวโน้มอ่อนตัวตามราคาน้ำมัน ซึ่งสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ฟื้นตัว เงินดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดยังมีความ กังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรป แม้การรายงาน GDP Growth ในงวด 2Q53 ของ ยุโรป จะเติบโตสูงถึง 1.7%yoy ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 0.6%yoy ในงวด 1Q53 แต่นั่นเป็น เพราะการขยายตัวของเยอรมัน และฝรั่งเศส เป็นหลัก ขณะที่ยังมีความกังวลต่อเศรษฐกิจของ ประเทศสมาชิกในกลุ่มฯ ที่เหลืออีกกว่า 10 ประเทศ ซึ่งยังประสบปัญหาในการตัดลดงบ ประมาณขาดดุล ที่เรื้อรังมายาวนาน เช่น กรีก โปรตุเกส และ ไอร์แลนด์ เป็นต้น ประกอบกับใน ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐได้รายงานดัชนีชี้นำเศรษฐกิจในเดือน ก.ค. ที่บ่งบอกถึงความ เชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น เช่น ตัวเลขค้าปลีก โดยฟื้นตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ขณะที่อัตรา เงินเฟ้อเริ่มฟื้นตัวเช่นกัน อย่างไรก็ตามความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐยังเป็น ปัจจัยที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ เช่นเดียวกับในสถานการณ์ในยุโรป ทำให้คาดว่าจะกระทบต่อความ ต้องการสินค้าส่งออกของโลก รวมถึงความต้องการใช้น้ำมันน่าจะมีแนวโน้มอ่อนตัวเช่นกัน โดย ล่าสุด พบว่าราคาน้ำมันดิบตลาดล่วงหน้า (Nymex) อยู่ที่ 75.39 เหรียญฯต่อบาร์เรล อ่อนตัวลง กว่า 5 เหรียญฯต่อบาร์เรล ใน 2 วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของตลาด หุ้นไทย จึงมีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าจะอ่อนตัวต่อเนื่อง และลงมาที่ 74- 73 เหรียญฯ อีกครั้งในสัปดาห์นี้ ซึ่งน่าจะกดดันหุ้นน้ำมันอ่อนตัวในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ หุ้น PTTEP และอาจหลุดแนวรับ 146 บาท และ 250 จุด ตามลำดับ
Fund Flow ไหลออกจากเอเซียเป็นสัปดาห์แรกในรอบ 2 เดือน กดดันค่าเงินเอเซียอ่อนค่า นอกจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ฟื้นตัวดังกล่าวข้างต้นแล้ว การขายทำกำไรระยะสั้นเพื่อ สร้างผลตอบแทนจากการเข้าลงทุนในตลาดหุ้นเอเซีย เป็นปัจจัยกดดันให้นักลงทุนต่างชาติ ทยอยขายหุ้นในเอเซียในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนได้จาก Fund Flow ที่ไหลออกจากเอเซียเป็น สัปดาห์แรก ในรอบ 2 เดือน โดยเป็นการขายทำกำไรในประเทศเกาหลีใต้ และไต้หวันเป็นหลัก (ยอดขายสุทธิในตลาดทั้งสอง ราว 534 ล้านเหรียญฯ และ 334 ล้านเหรียญฯ ตามลำดับ) เนื่อง จากเป็นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 7% เท่ากัน ทั้ง 2 ตลาด นับตั้งแต่ Fund Flow เริ่มไหลเข้าใน รอบนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. 2553 – ปัจจุบัน ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ตลาด Outperform ตลาดหุ้นใน ภูมิภาค ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 5.4% ในช่วงเดียวกัน ตามลำดับ ทั้งนี้แม้ว่ายังคงซื้อสุทธิ ในประเทศอินเดีย 257 ล้านเหรียญฯ อินโดนีเซีย 69 ล้านเหรียญฯ ฟิลิปปินส์ 38 ล้านเหรียญฯ ไทย 9.5 และเวียดนาม 7.2 ล้านเหรียญฯ ก็ตาม แต่พบว่าในประเทศที่ยังมียอดซื้อสุทธิดังกล่าว ก็เริ่มมีแรงขายออกมาในช่วงปลายสัปดาห์เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ค่าเงินเอเซียในช่วงสัปดาห์ที่ ผ่านมาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ยราว 1.13% นำโดยค่าเงินวอนของเกาหลีที่ อ่อนค่าสูงสุด 3.18% รองลงมาเป็นรูปีของอินเดียที่อ่อนค่าลง 1.14% ตามมาด้วยค่าเงินริงกิต ของมาเลเซีย เปโซของฟิลิปปินส์ ดอลลาร์ของไต้หวัน เงินหยวนของจีน เงินอินโดนีเซียรูเปี๊ยะ และค่าเงินเยน ที่อ่อนค่าราว 1.32-0.27% ยกเว้นเพียงค่าเงินบาท ที่ยังคงแข็งค่าราว 0.19% เนื่องจากปิดทำการในช่วงวันหยุดยาวปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น ฝ่าย วิจัยคาดว่ามีความเสี่ยงสูงที่นักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ตามตลาด ภูมิภาค อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในเอเซียราว 7.8% ในช่วงเดียว กัน และวันหยุดยาวที่ผ่านมาตลาดต่างประเทศต่างก็ได้ปรับฐานไปก่อนล่วงหน้าเฉลี่ยราว 3% โดยสรุปสัปดาห์นี้จะเห็นดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสอ่อนตัวลงต่ำกว่า 750 จุด และไปแตะจุดต่ำสุดที่ 740-730 จุดในรอบนี้
|
Comments