Error
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 17/08/53
Print
Tuesday, 17 August 2010 09:51

กลยุทธ์การลงทุน
คาดดัชนีหุ้นไทยยังคงปรับฐานต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะแกว่งตัวลงต่ำกว่า 850 จุด
วงจรดอกเบี้ยขาขึ้น ยังเป็นปัจจัยกดดันหลักในระยะสั้น จึงแนะนำให้ปรับพอร์ตที่หุ้นขึ้นเร็วเช่น
เดิม โดยให้ถือหุ้นที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (MINT, MAKRO) หุ้น PER/PBV ต่ำ หรือเงินปัน
ผลสูงสำหรับงวด 1H53 (ADVANC ขึ้น XD วันนี้ 3 บาทต่อหุ้น, PHATRA, BCP, MK) หรือมี
ศักยภาพการเติบโต ทั้งผู้ก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (SYNTEC, SEAFCO, CK) และ
ให้บริการระบบขนส่งมวลชน ทั้งรถไฟฟ้าบนดิน (BTS) และรถไฟฟ้าใต้ดิน (BMCL)  

ความเสี่ยงตลาดหุ้นยังมีอยู่ ตราบที่การฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วยังเปราะบาง
แม้ภายหลังการทำ Stress Test ไปแล้วก็ตาม แต่ตลาดหุ้นโลกยังมีความเสี่ยงจาก
ผลกระทบของปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรป   ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีขนาด
เศรษฐกิจใหญ่สุด (คิดเป็น 30% ของ GDP โลก) และมีบทบาทการค้าโลกสูงถึง 42% การตัด
ลดงบประมาณขาดดุลที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ต่อเนื่องไปในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า จะกดดัน GDP
Growth  ยุโรปราว 3%  ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ
ประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐ และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับยุโรปราว 22.5% และ 11% ตาม
ลำดับ  ทำให้ภาพ GDP Growth ของโลกในงวด 6 เดือนหลังของปีนี้ชะลอตัวลงจากงวด 1H53
และอาจจะต่อเนื่องในปี 2554 ทั้งนี้หากยึดตัวเลขจาก IMF ที่ได้ประมาณการ  GDP Growth  
ในงวด 2H53 ของยุโรป และญี่ปุ่น  คาดว่าจะเฉลี่ย  0.85% และ 1.4% เทียบกับ 1.15% และ
3.4% ในงวด 1H53 ตามลำดับ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น นักเศรษฐศาสตร์  มีความกังวลว่าภาคการ
ส่งออกจะได้รับผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น เพราะนอกจากผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวดัง
กล่าวข้างต้นแล้ว  ค่าเงินเยนที่แข็งค่านานติดต่อกันกว่า 4 เดือน  รวมกว่า 10% เมื่อเทียบกับเงิน
ดอลลาร์ เป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐนั้น คาดว่ามีความ
เป็นไปได้สูงที่ IMF อาจจะปรับลดประมาณ GDP Growth ในงวด 2H53 ที่คาดการณ์ไว้เดิมว่า
จะเติบโต 3.8% สูงกว่าที่ทำได้ 2.8% ในงวด 1H53 ทั้งนี้เพราะดัชนีชี้นำเศรษฐกิจหลาย
ประการยังบ่งบอกถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมาก เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้าน
ในสหรัฐ ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 17 เดือน  และดัชนีคำสั่งซื้อ ของรัฐ
นิวยอร์ค ที่หดตัวลงต่ำกว่าศูนย์เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี     

วานนี้นักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นเอเซียอีกราว 400 ล้านเหรียญฯ กดดันตลาดปรับฐานต่อ
วานนี้นักลงทุนต่างชาติยังคงขายทำกำไรระยะสั้นเพื่อสร้างผลตอบแทนจากการเข้า
ลงทุนในตลาดหุ้นเอเซียอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายสุทธิราว 400 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเป็นการขาย
ในตลาดเกาหลีมากที่สุดราว 312 ล้านเหรียญฯ รองลงมาเป็นตลาดไต้หวันอีก 102 ล้านเหรียญฯ
และขายในตลาดฟิลิปปินส์และเวียดนามเล็กน้อยราว 1 ล้านเหรียญฯ สวนทางกับตลาดหุ้นไทย
และอินโดนีเซียที่ยังคงซื้อสุทธิเข้ามาราว 10 ล้านเหรียญฯ เท่ากันทั้งสองประเทศ แรงขายที่ยังมี
ออกมาอย่างต่อเนื่อง กดดันให้ค่าเงินเอเซียในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงต้นสัปดาห์นี้ อ่อนค่าลง
เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เฉลี่ยราว 1.14% นำโดยค่าเงินวอนของเกาหลีที่อ่อนค่าสูงสุด
3.2% รองลงมาเป็นรูปีของอินเดียที่อ่อนค่าลง 1.15% ตามมาด้วยค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย เป
โซของฟิลิปปินส์ ดอลลาร์ของไต้หวัน เงินหยวนของจีน เงินอินโดนีเซีย รูเปี๊ยะ และค่าเงินเยน ที่
อ่อนค่าราว 1.32-0.27% ยกเว้นเพียงค่าเงินบาท ที่ยังคงแข็งค่าราว 0.2% เนื่องจากปิดทำการ
ในช่วงวันหยุดยาวปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่ามี
โอกาสสูงที่นักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ตามตลาดภูมิภาค เนื่องจาก
ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันสูงสุดในเอเซีย ขณะที่ระยะสั้น
นอกจากตลาดหุ้นไทยจะขาดปัจจัยข่าวบวกใหม่ ๆ มาสนับสนุน แล้ว ยังมีประเด็นเรื่องดอกเบี้ย
เป็นปัจจัยกดดันระยะสั้นดังกล่าวข้างต้น  

วงจรดอกเบี้ยขาขึ้น ยังกดดันตลาดหุ้นปรับฐานทั่วโลก  
ดังที่เคยนำเสนอไปแล้วว่า  การประชุมคณะกรรมการการเงิน (กนง.) ในวันที่ 23
ส.ค. นี้ และถัดไปอีก 2 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ธปท.  เตรียมจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย
0.5% (ครั้งแรก ปรับตัวขึ้นแล้ว 14 ครั้งเมื่อ ก.ค. 2553) ทำให้คาดหมายว่าตลอดสัปดาห์นี้
ตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่ในช่วงพักฐานต่อเนื่องจนกว่าจะผ่านพ้นการประชุมในครั้งนี้ไป โดยคาดว่า
การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ไม่น่าจะแตกต่างกับหลายประเทศที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยใน
ช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศที่นำร่องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปก่อนหน้า กล่าวคือธนาคารกลาง
ประเทศออสเตรเลีย (RBA) ได้ขึ้นดอกเบี้ยเป็นแห่งแรกนับตั้งแต่ปลายปี 2552 จนปัจจุบัน 6
ครั้ง รวม 1.5% ส่งผลให้ตลาดหุ้น AOIS ติดลบราว 8% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน (ytd) น่าจะติด
ลบมากที่สุดในภูมิภาคนี้  ตามมาด้วยธนาคารกลางนิวซีแลนด์ ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อต้นปี 2553 รวม
2 ครั้ง 0.5% กดดันให้ดัชนี ติดลบราว 7% (ytd) ธนาคารกลางมาเลเซียขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อ
ต้นปี 2553 รวม 3 ครั้ง 0.75%  กดดันให้ดัชนีแกว่งตัวแต่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก  7.7%
(ytd) และธนาคารกลางอินเดียขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกเมื่อต้นปี 2553 รวม 3 ครั้ง ราว 1.25%  กด
ดันให้ดัชนีแกว่งตัวเช่นกัน แต่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก  3.4% (ytd)  โดยรวมทุกตลาดให้ผล
ตอบแทน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเซีย ขณะที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุด 17% ใกล้
เคียงกับประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงสุดในภูมิภาค  เนื่องจากประเทศไทย ขึ้น
ดอกเบี้ยนโยบายหลังสุด  ขณะที่อินโดนีเซีย ยังไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา  ปัจจัยนี้จะทำให้
ตลาดหุ้นทั้ง 2 แห่งปรับฐาน โดยสรุป การขึ้นดอกเบี้ยอาจจะกดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐาน แต่หาก
การปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามตลาดคาด และยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจใน
ประเทศก็น่าจะช่วยให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้ในระยะต่อมา



Written by :
พิราบขาว
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment