|
บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 17/08/53
|
|
|
Tuesday, 17 August 2010 09:54 |
|
Market Recap and Trend: SET แข็งแกร่งกว่าที่เราคาดไว้ จากแรงซื้อหุ้น PTT ที่มีผลการ ดำเนินงาน 2Q53 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ด้วยแรงซื้อหุ้นใหญ่ อย่าง PTT ที่มีผลการดำเนินงาน 2Q53 ออกมาดีกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ SET ปรับลด ลงเล็กน้อย 0.19% ปิดตลาดที่ 860.55 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 27,573 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิ 399 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้คาดว่าจะเคลื่อนไหว ในรูปแบบ Sideways โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยหนุนการไหลเข้าของเงิน ทุนจากต่างประเทศต่อไป โดยล่าสุดค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 31.77 บาท/ดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็น จำต่ำสุดตั้งแต่ต้นปี 2551 และจะเป็นปัจจัยหนุนทำให้ Downside Risk ของ SET มีไม่มาก นัก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเรายังแนะนำให้ นักลงทุนใช้ความระวังมากขึ้นในการลงทุนช่วงนี้หลังจากที่ SET ปรับสูงขึ้นแรงกว่า 20% ใน ช่วง 2.5 เดือน
Investment Strategy: แม้ SET จะแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังต้องระวังต่อเนื่อง... คงกลยุทธ์ Trailing Stop ไว้ที่ 560 จุด ต่อเนื่อง แม้ว่า SET จะแข็งแกร่งกว่าที่เราคาดการณ์ไว้จากแรงซื้อหุ้นใหญ่อย่าง PTT, CPALL, และ THAI อย่างไรก็ตามเรายังแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Trailing Stop ที่ 860 จุด เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการพักฐานต่อเนื่อง เนื่องจาก SET มีความเสี่ยงจากการพักฐานไป ที่ระดับ 840 จุด และ 810 จุด ตามลำดับ (พร้อมลดพอร์ตเหลือ 60% ในกรณีที่ SET ปิดตลาด ต่ำกว่า 860 จุด) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1) SET ปรับสูงขึ้นแรงกว่า 20% ในช่วง 2.5 เดือนที่ ผ่านมา ซึ่งเรามองว่าเป็นการตอบรับปัจจัยบวกจากผลการดำเนินงาน 2Q53 ที่ออกมาดีไปบ้าง แล้ว และอยู่ในภาวะ Overbought ทางเทคนิค 2) ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป แสดงให้ เห็นถึงการชะลอตัว ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นโลก 3) ค่าเงินดอลลาร์ฯที่กลับมาแข็งค่าขึ้นอีก ครั้ง ถือว่าเป็นปัจจัยลบต่อแนวโน้มการไหลของเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก (แม้ว่าค่าเงิน บาทจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องก็ตาม)...สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ หุ้นกลุ่มพาณิชย์ อย่าง CPALL,MAKRO, ROBINS, HMPRO ที่ได้รับผลดีจากนโยบายการปรับเพิ่มเงินเดือนข้า ราชการ ซึ่งส่งผลทำให้มีความสามารในการใช้จ่ายมากขึ้น
Futures Strategy : แนะนำ เปิด/ถือ สถานะ Short โดยมี Trailing Stop ที่ 582 จุด (ดูรายละเอียดใน Derivative Strategy)
AUTO : เพิ่ม CPALL เข้ามาในกลุ่มหุ้น Top Picks
Recommended Portfolio: พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน -0.2% ดีกว่าอัตราผลตอบแทน SET ที่ -1.5% (Update วันที่ 16 ส.ค. 53) พอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทน -0.2% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ SET มีอัตรา ผลตอบแทน -1.5% หรือพอร์ตจำลองมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า SET อยู่ 1.3% ในขณะที่ ถ้าพิจารณาตั้งแต่จัดทำพอร์ตจำลอง (ก.ย. 49) มีอัตราผลตอบแทน +209% ดีกว่าตลาดที่ให้ อัตราผลตอบแทน +22.9% อยู่ 151% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา CPALL เป็นหุ้นที่มีอัตราผลตอบ แทนสูงที่สุดในพอร์ตหรือมีอัตราผลตอบแทน +1.6%…สำหรับสัปดาห์นี้ถือหุ้นทั้ง 4 ตัวต่อเนื่องจาก สัปดาห์ก่อน ได้แก่ STANLY (ได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมรถยนต์ฟื้นตัว มีแนวโน้มปรับประมาณ การกำไร และมูลค่าพื้นฐาน) BBL (ได้ปรับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวโดยตรงผ่าน การขยายตัวสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียม) CPALL (การขยายสาขา และเพิ่มกำไรขั้นต้นส่ง ผลดีต่อผลการดำเนินงาน) ADVANC (มีปัจจัยบวกจากความชัดเจนมาขึ้นกรณีสัมปทาน 3G และเตรียมรับปันผลระหว่างกาล 3 บาท/หุ้น) ขณะที่นำ PTTCH ออกจากพอร์ตไปก่อน เนื่องจาก เป็นหุ้นที่มี Beta สูงทำให้มีความเสี่ยงที่ราคาจะปรับลดลงในช่วงการพักฐานของ SET สูง
ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ตลาดหุ้นสหรัฐปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.01% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.01% ขณะที่นักลงทุนที่คาดว่าตลาดจะปรับตัวขึ้นหลังร่วงลง 4 วัน ต่างก็ผิดหวัง หลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอมากขึ้นในตลาดที่อยู่อาศัย และการผลิต ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านสหรัฐร่วงลงเกินคาดเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือน ส.ค.สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2009 ขณะที่ดัชนีการผลิตในรัฐนิวยอร์คเพิ่มขึ้นในเดือน ส.ค. แต่ดัชนียอดสั่งซื้อใหม่ลดลงต่ำกว่า 0 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2009 ซึ่งเป็น สัญญาณเริ่มต้นที่บ่งชี้การชะลอตัว ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลดลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ก.ย. ปิดลดลง 15 เซนต์ หรือ 0.2% มาปิดที่ 75.24 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากตัวเลข เศรษฐกิจที่อ่อนแอจากญี่ปุ่นและสหรัฐ กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์พลังงาน ทั้งนี้ เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ขยายตัวเพียง 0.1% ในไตรมาส 2 ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตในรัฐนิวยอร์คเพิ่มขึ้นในเดือนส.ค. แต่ก็ต่ำกว่าที่ คาดไว้ ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญ โดยได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ ในทางลบต่อเศรษฐกิจหลังจากญี่ปุ่นเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ขณะที่นักลงทุนไม่สนใจข้อมูล การผลิตและตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐซึ่งบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจ โดยบรรยากาศการ ซื้อขายยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง ดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิดเพิ่มขึ้น 20 จุดมาที่ 2488 จุด ความต้องการขนส่งสินค้า เกษตรลดลงตามปัจจัยฤดูกาล กอปรกับกองเริ่มใหม่เพิ่มเข้ามา ยังคงกดดันให้ค่าระวางเรือมี แนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะนี้ โดยภาพรวมทิศทางค่าระวางเรือจนถึงสิ้นปีนี้ยังคงถูกกดดัน โดยอุปทานกองเรือใหม่ที่เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้มีกองเรือใหม่เพิ่มขึ้น แล้วกว่า 12% ของ DWT เรือทั้งหมดที่มีกำหนดส่งมอบ ซึ่งหากมีการส่งมอบตามกำหนดการ จะ มีจำนวนกองเรือที่เพิ่มขึ้นจนถึงปี 55คิดเป็น DWT เพิ่มขึ้นกว่า 57% ของกองเรือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
|
Comments