|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 26/08/53
|
|
|
|
|
Thursday, 26 August 2010 10:25 |
|
กลยุทธ์การลงทุน คาดว่าดัชนีหุ้นไทยยังแกว่งตัวในกรอบ 880-900 จุด ด้วยแรงกดดันจากปัจจัยภาย นอก ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายวานนี้ 0.25% เชื่อยังไม่เป็นอุปสรรคต่อผลประกอบการของ บริษัทจดทะเบียน ในสถานการณ์นี้ดีต่อ ธ.พ. จึงแนะนำให้เลือกซื้อหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตใน ปี 2554 PER ต่ำกว่า 10 เท่า พร้อมมีเงินปันผลต่อเนื่อง ราคาหุ้น under-perform เริ่มจาก ธ. พ. (TCAP) โรงกลั่น (PTTAR, BCP, TOP) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากความคืบหน้าของการก่อ สร้างรถไฟฟ้าสายใหม่และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เอื้อให้ผู้โดยสารเดินทางโดยรถไฟฟ้าทั้งบนดิน (BTS) และใต้ดิน (BMCL) และความคืบหน้าธุรกิจ 3G (DTAC, ADVANC) ดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% ตามคาด SET จะพักตัวเล็กน้อย ก่อนเดินหน้าต่อ วานนี้ กนง. มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% ตามคาด โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในการประชุม 2 ครั้งติดต่อกันแล้ว และฝ่ายวิจัยคาดว่าจะมีการปรับขึ้น อีกครั้ง ในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 20 ต.ค. 2553 อีก 0.25% สู่ระดับ 2% ตามที่ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ประเมินไว้ เชื่อว่าปัจจัยลบจากการขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นได้ตอบรับไปแล้วในช่วง 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา และเชื่อว่าหากไม่มีปัจจัยลบอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกเข้ามากดดันอีก ตลาดน่าจะเริ่มฟื้นตัวรอบใหม่ได้ เหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา ที่บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นมักฟื้นตัวอย่างต่อ เนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ หลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแล้วเสร็จด้วย ความน่าจะเป็นสูงราว 70-85% ประกอบกับแรงหนุนของ Fund Flow ที่ยังคงเข้ามาอย่างต่อเนื่องจนถึงกลางเดือน ก. ย. ตามผลของฤดูกาล น่าจะส่งผลให้ SET เริ่มฟื้นตัวและมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่ 932 จุด ที่ระดับ PER 14 เท่า ณ สิ้นปี 2553 ได้ โดยฝ่ายวิจัยแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม ธ.พ. เนื่อง จากดอกเบี้ยขาขึ้น เอื้อต่อประสิทธิภาพการทำกำไรของกลุ่ม เนื่องจากโครงสร้างดอกเบี้ยสินเชื่อ ที่ลอยตัวสูงกว่าต้นทุนเงินฝาก (ส่วนใหญ่เป็นแบบคงที่) นอกเหนือจากความต้องการใช้สินเชื่อที่มี แนวโน้มสดใสในงวด 2H53 เมื่อเทียบกับ 1H53 ตามความคืบหน้าดังนี้ 1) โครงการลงทุน สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ โดยเฉพาะการสร้างถนน และรถไฟฟ้า ช่วยกระตุ้นการลงทุน ภาคเอกชน 2) โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีแนวโน้มจะกลับมาดำเนินกิจกรรมการ ก่อสร้างตามปกติ หลังจากที่รัฐเห็นด้วยกับการตัดลดอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายร้ายแรงลง 7 อุตสาหกรรม เหลือ 11 อุตสาหกรรม ส่วนที่เหลือคาดว่าจะมีความชัดเจนว่าโรงงานใดบ้างที่เข้า ข่ายร้ายแรงในสัปดาห์นี้ ซึ่งน่าจะเร่งให้มีการเบิกจ่ายเงินกู้ส่วนที่ค้างอยู่เกือบ 8 หมื่นล้านบาท 3) ความต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุนในธุรกิจ 3G ที่กำลังเข้าสู่ช่วงการประมูลในระยะ 1-2 เดือนนี้ และ 4) ความต้องการสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก (SME) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามภาค ส่งออก ที่เข้าสู่ช่วง High Season แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นสูงสุดคือ BAY ตามมาด้วย TCAP แต่เนื่องจาก BAY มีค่า PER สูง 15 เท่า ขณะที่ TCAP มี PER เพียง 7 เท่า เพราะผลจากการควบรวมกับ SCIB ทำให้สามารถเริ่มรับรู้รายได้จากการควบรวมกับ SCIB เต็มที่ตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 นี้เป็นต้นไป จึงเลือก TCAP เป็น TOP pick และตามมาด้วย บริษัทประกัน เช่น BLA เนื่องจากฐานรายได้และกำไร มาจากเงินลงทุนในตราสารการเงิน และ ตลาดหุ้น
คาดน้ำมันดิบโลกฟื้นตัวช่วงสั้น ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่ แนะนำเลี่ยงหุ้นปิโตรเลียม วานนี้สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ได้เปิดเผยข้อมูลสต็อก น้ำมันดิบสิ้นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า เพิ่มขึ้นกว่าคาดในทุกประเภท โดยสต็อกน้ำมันดิบเพิ่ม ขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรล สู่ 358.3 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 200,000 บาร์เรล เช่นเดียวกับสต็อกน้ำมันสำเร็จรูป(น้ำมันกลั่น) ที่เพิ่มขึ้น 1.76 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ ตลาดคาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาร์เรล โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันเบนซิน 2.27 ล้าน บาร์เรล สวนทางกับที่ตลาดคาดไว้ว่าจะลดลงราว 400,000 บาร์เรล ขณะที่คาดว่าสต็อกน้ำมัน สำเร็จรูปประเภทอื่นๆ เช่น น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันดีเซล น่าจะลดลง ส่วนอัตราการใช้กำลัง การกลั่นน้ำมันก็ลดลง ราว 2.3% สู่ 87.7% ซึ่งปัจจัยดังกล่าวข้างต้นสะท้อนความต้องการใช้ น้ำมันที่ชะลอตัวลงในทุกประเภท ตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก ที่เกิดจากความกังวลต่อ วิกฤติหนี้สาธารณะในในยุโรป และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ได้ส่อเค้าให้เห็นชัดเจน ขึ้น จึงคาดหมายว่า GDP Growth ของสหรัฐฯ และ ยุโรป น่าจะเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่งวด 2H53 นี้เป็นต้นไป ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในทิศทางที่อ่อนตัว และ ได้ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. – ปัจจุบัน ราว 10 เหรียญฯต่อบาร์เรล หรือลดลงสูง ถึง 14% ดังนั้นแม้ว่าล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบจะดีดตัวขึ้นจากวันก่อนหน้ามาเกือบ 2 เหรียญฯต่อ บาร์เรล ขึ้นมาอยู่ที่ 71.62 เหรียญฯต่อบาร์เรล หลังจากลงไปต่ำสุดที่ 69.73 เหรียญฯต่อบาร์เรล คาดว่าน่าจะเป็นเพียงการฟื้นตัวทางเทคนิคสั้นๆ เท่านั้น หลังจากตกต่ำมานาน ซึ่งฝ่ายวิจัยยังมอง ราคาน้ำมันดิบดูไบในระยะสั้นจะแกว่งตัวแคบๆ ในกรอบ 69-73 เหรียญฯต่อบาร์เรลเท่านั้น คาด ว่าจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นในกลุ่มปิโตรเลียม PTTEP, BANPU และ LANNA อย่างไรก็ ตามราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับดังกล่าว ยังหนุนให้ค่ากลั่นโดยรวม ยังสามารถยืนอยู่เหนือ 4-5 เหรียญฯต่อบาร์เรลได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นระดับที่ดีกว่างวด 2Q53 ขณะที่ Spread ของ อะโรเมติกส์และวัตถุดิบ ก็เริ่มฟื้นตัวในเดือน ส.ค. จากจุดตกต่ำสุดในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา เพราะ Supply ใหม่ๆ ถูกเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า ขณะที่ความต้องการใช้ Px สำหรับเส้นใยโพลี เอสเตอร์ และ Bz ซึ่งถูกใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ยังเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ ขณะที่ราคาหุ้น โรงกลั่นเกือบทุก under perform ตลาดทุกบริษัท จึงแนะนำซื้อสะสม ทั้ง TOP, PTTAR และ BCP ล่าสุด BCP ประกาศเงินปันผลงวด 1H53 0.5 บาท ขึ้น XD 7 ก.ย. ซึ่งดีกว่านัก วิเคราะห์ ASP คาดไว้เพียง 0.45 บาท เท่านั้น
ใบอนุญาต 3G คืบหน้า หนุนการเก็งกำไรหุ้นสื่อสาร ในวันที่ 20 ก.ย. นี้เป็นวันแรกที่ กทช. จะเปิดให้มีการประมูลใบอนุญาต 3G หลังจาก กทช. ประกาศรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติ ที่สามารถยื่นซองประมูลระหว่าง 7-15 ก.ย. นี้ คือ 1) สัญชาติไทยถือหุ้นไม่เกิน 49% ของทุนเรียกชำระแล้ว พร้อมกับมีแหล่งเงินทุนสนับสนุน และ 2) ต้องวางเงินในวันสมัคร 5 แสนบาท พร้อมวางหลักประกัน 1.2 พันล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ขอ ซองประมูลไป 7 ราย ได้แก่ TRUE, ADVANC, DTAC, JAS (ปัจจุบันให้บริการ Internet ความเร็วสูง และรับงานประมูลติดตั้งระบบสารสนเทศ รวมถึงโครงข่าย), SIM (ขายโทรศัพท์มือ ถือ โดยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า I-Mobile Phone ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SAMART เช่นเดียวกับ SAMTEL โดย SAMTEL ให้บริการงานประมูลติดตั้งระบบโครงข่ายและ สารสนเทศ) และ LOXLEY (ให้บริการ Internet และงานประมูลระบบสารสนเทศกับภาครัฐ และเอกชน) และ Millcom System ในมุมมองของ ASP คาดว่าผู้ที่จะชนะการประมูลน่าจะมี เพียง 3 ราย (จากใบอนุญาตทั้งหมด 3 ใบ) คือ ผู้ประกอบการายเดิม คือ TRUE, ADVANC, DTAC ด้วยความได้เปรียบทางด้านฐานลูกค้า และแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะ ADVANC และ DTAC มีกระแสเงินสดภายในกิจการสูงเพียงพอในการจ่ายค่าใบอนุญาต ขณะที่มี D/E ต่ำ สถาบันการเงินพร้อมให้การสนับสนุน ส่วน TRUE แม้ว่ากระแสเงินสดภายในจะไม่เพียงพอต่อ การจ่ายค่าใบอนุญาตแต่ SCB ก็ประกาศตัวเป็นผู้สนับสนุนทางการเงิน ฝ่ายวิจัยจึงยังแนะนำซื้อ ADVANC และ DTAC เนื่องจากราคาตลาดยังไม่ตอบรับผลบวกจากธุรกิจ 3G ทำให้ราคาหุ้น ปัจจุบันยังมี upside 30%และ 29% ส่วน TRUE ราคาหุ้นได้สะท้อนธุรกิจ 3G และความสำเร็จ ของการเพิ่มทุนแล้ว (ภายใต้สมมติฐานของ ASP ที่คาดว่าจะมีการระดมทุน 1 หมื่นล้านบาท โดยการขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมที่ราคาหุ้นละ 4 บาท อัตราส่วน 3 หุ้นเดิม : 1 หุ้นใหม่) ส่วนผู้ ประกอบการที่เหลือ คาดว่าจะเป็นผู้ให้บริการ 3G รายย่อย ที่อาจจะให้บริการเฉพาะด้าน เช่น Mobile Internet Mobile Multimedia และ Mobile TV โดยจะต้องเช่าโครงข่ายจากผู้ที่ ชนะการประมูลหลัก เนื่องจาก กทช. เปิดช่องให้ผู้ประกอบการหลักต้องยินยอมให้ผู้ประกอบการ รายย่อยร่วมใช้โครงข่ายได้ (ต้องจ่ายค่าเช่า) ภายใต้เงื่อนไข Mobile Virtual Network Operators หรือ MVNO ตามที่ กทช. กำหนด ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่าภายในวันที่ 30 ก.ย. จะ ทราบผลการประมูล 3G จึงเชื่อว่าระหว่างการประมูลใบอนุญาต 3G น่าจะสร้างความสนใจให้กับ หุ้นสื่อสารที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจ 3G ทั้งรายหลัก และรายย่อย
|
Comments