Error
Market Insight - บล.ยูไนเต็ด
Print
Monday, 18 April 2011 11:19

Market Highlight   

 

          - วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดมีทั้งบวกและลบคละเคล้ากัน คาด SETI แกว่งตัวในกรอบแคบๆ ทั้งนี้ หาก SETI ประคองตัว >หรือ= 1,065 จุดได้ มีโอกาสลุ้นแนวต้านถัดไปที่ 1,100 จุดได้เหมือนเดิม

          - ในเชิงกลยุทธ์ เราแนะนำให้ “สู้ต่อ และยังให้ยึดตามระบบจำกัดความเสี่ยง ดังนี้ SETI>1,065 จุด=สัญญาณบุก (“buy”), 1,050 <หรือ= SETI <หรือ= 1,065 จุด=สัญญาณลุ้นระยะสั้น (“buy & see”)+สัญญาณหยุดระยะกลาง (“wait & see”), SETI < 1,050 จุด=สัญญาณถอย (“sell & sail”)  

          - ในระดับหุ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งหุ้นแสดงสัญญาณบวก (แข็งขึ้น = ACCELERATION) และลบ (อ่อนลง = DECELERATION)

 

หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): CPALL (41.-/43.-), IVL (52.5/54.5.-), LVT (1.94/2.04) *

 

เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:

 

วันนี้:  

 

          - CGS XD @ 0.10 บาท, ENGY XD @ 0.08 บาท, GC XD @ 0.26 บาท, IRPC XD @ 0.10 บาท, KBANK XD @ 2.00 บาท, NBC XD @ 0.10 บาท, SCB XD @ 2.00 บาท, SCB-P XD @ 2.00 บาท , SCSMG XD @ 3.00 บาท, TCAP XD @ 0.70 บาท, TCAP-P XD @ 0.70 บาท, TMB XD @ 0.015 บาท

          - ลูกหุ้นเข้า SF 2.75 แสนหุ้น

          - จากการประกาศของตลท. สัปดาห์นี้ไม่มีหุ้นที่ต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance--ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Turnover List

 

วันพรุ่งนี้:  

 

          - AI XD @ 0.15 บาท, AIT XD @ 3.00 บาท, BAY XD @ 0.35 บาท, CSP XD @ 0.16 บาท, DEMCO XD @ 0.05 บาท, FORTH XD @ 0.15 บาท, IHL XD @ 0.40 บาท, NINE XD @ 0.05 บาท, SAMCO XD @ 0.10 บาท, SIS XD @ 0.50 บาท, UBIS XD @ 0.11 บาท

          - CNT XD @ 0.60 บาท, CNT XR 4C :1C @ 1.00 บาท กำหนดการจองซื้อ 9-13 พ.ค.54

          - BCP-W1, TUCC-W1 SP ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.- 13 พ.ค.54 (เพื่อการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ)

          - TRUE18CA SP ตั้งแต่วันที่ 19-22 เม.ย.54  (ปิดสมุดเพื่อการโอน DW)

          - BAY42CA, BBL42CA, KBAN42CA,SCB42CA, TMB42CA พ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน

 

ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:      

 

          - 20 เม.ย.54: กนง.กำหนดทิศทางดอกเบี้ย ครั้งที่ 3/2554

          - 22 เม.ย.54:Good Friday (Australia, Hong Kong, Indonesia, Philippine, Singapore)

          - 22 เม.ย.54: Easter (UK)

          - 25 เม.ย.54: Easter Monday ( Australia, UK. ,Hong Kong )

          - 25 เม.ย.54: Good Friday (US) 

          - 27 เม.ย.54: ประชุม กพช.เพื่อทบทวนการตรึงราคาดีเซล 30 บาท

          - 29 เม.ย.54: ธปท.ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย มี.ค.54

          - 3 พ.ค.54: นายกรัฐมนตรีวางคิวยุบสภา

          - 12-15 พ.ค.54: งานมหกรรมการเงิน มันนี่ เอ็กซ์โป กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11

          - 26 มิ.ย.54: นายกรัฐมนตรีกำหนดวันเลือกตั้งผู้สมัคร ส.ส.

 

Economics & Politics

 

ข่าวต่างประเทศ:

 

“ตลาดหุ้นนิวยอร์ค:ดาวโจนส์ปิดบวก 0.46% รับข้อมูลเศรษฐกิจสดใส”

 

          - ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์โดยได้แรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส แต่ตลาดมีแนวโน้มเผชิญความยากลำบากต่อไปในสัปดาห์นี้ ขณะที่บริษัทมากกว่า 1 ใน 5 ของดัชนี S&P 500 จะรายงานผลประกอบการออกมา

          - ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 56.68 จุดหรือ 0.46% สู่ 12,341.83, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 5.16 จุดหรือ 0.39% สู่ 1,319.68 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 4.43 จุดหรือ 0.16% สู่ 2,764.65

          - ทั้งนี้ถ้าพิจารณาตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.-15 เม.ย.54 ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 78.25 จุดหรือ 0.63%

          - เงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภคยังคงควบคุมได้ในเดือนมี.ค. ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และผลสำรวจบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในเดือนเม.ย.

          - ธอมสัน รอยเตอร์/มหาวิทยาลัยมิชิแกนเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐขั้นต้นอยู่ที่ 69.6 ในเดือนเม.ย. โดยพุ่งขึ้นจาก 67.5 ในเดือนมี.ค. ในขณะที่นักลงทุนลดความกังวลเรื่องผลกระทบที่เศรษฐกิจได้รับจากราคาน้ำมันที่ระดับสูง

          - ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์คเปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตรัฐนิวยอร์คพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ 21.7 ในเดือนเม.ย. จาก 17.5 ในเดือนมี.ค. นอกจากนี้ ดัชนีการจ้างงานรัฐนิวยอร์คยังทะยานขึ้นสู่ 23.1 ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2004

 

“ตลาดน้ำมันนิวยอร์ค:ตัวเลขศก.หนุนน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 1.55 ดอลล์”

 

          - ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX พุ่งขึ้นกว่า 1 % ในวันศุกร์ และปิดตลาดเหนือ 109 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากข่าวที่ว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐพุ่งขึ้นมากเกินคาดในเดือนเม.ย., จากตัวเลขภาคการผลิต และจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ขยับลงเพียงเล็กน้อย

          - ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนพ.ค.ทะยานขึ้น 1.55 ดอลลาร์ หรือ 1.43 % มาปิดตลาดที่ 109.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทังนี้ถ้าพิจารณาตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.-15 เม.ย.54 ราคาน้ำมันดิบปิดเพิ่มขึ้น 2.65 ดอลลาร์ หรือ 2.5 %

 

“ยูโรร่วงหลังมูดี้ส์ลดอันดับหนี้ไอร์แลนด์สู่ "Baa3"”

 

          - ยูโรร่วงลงในช่วงการซื้อขายที่ตลาดยุโรปวันศุกร์ หลังจากมูดี้ส์ปรับลด อันดับความน่าเชื่อถือหนี้ไอร์แลนด์ลงสู่อันดับที่ใกล้สถานะ "ขยะ" ซึ่งส่งผลให้ นักลงทุนมุ่งความสนใจไปที่ปัญหาหนี้สินยูโรโซน อย่างไรก็ดี มีแนวโน้มว่ารัฐบาล บางประเทศอาจเข้าซื้อยูโรในช่วงนี้

          - มูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหนี้ไอร์แลนด์ลง 2 ขั้น สู่ Baa3 จาก  Baa1 โดยมีแนวโน้มในทางลบ และให้เหตุผลว่าความแข็งแกร่งทางการเงินของ รัฐบาลไอร์แลนด์อาจตกต่ำลง และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มอ่อนแอลง

          - ในส่วนอีซีบีปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ 1.25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกนับ ตั้งแต่เดือนก.ค. 2008 และนักลงทุนคาดว่าอีซีบีจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2  ครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ขณะที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย จนกว่าจะถึงต้นปีหน้า

 

“ข่าวในประเทศ:

 

“นายกฯ ถกลดภาษีดีเซล 2 บ. คาดอั้น 4 สัปดาห์ 'ลอยตัว'”

 

          - นายกฯหารือรมว.พลังงาน-คลังวันนี้ ลดภาษีสรรพสามิตอุ้มดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร หลังจากกองทุนน้ำมันรับภาระไม่ไหวเหลือ 7.2 พันล้าน คาดใช้ไม่ถึงสิ้นเดือน

          - รมว.คลัง ขานรับเชื่อประชาชนรับได้ อ้างรัฐบาลก่อนทำมาแล้ว เล็งลดภาษีลิตรละ 2 บาท คาดตรึงได้อย่างน้อย 4 สัปดาห์ หากราคาพุ่งไม่หยุด ปล่อยลอยตัว

 

“เสนาะพลิกยังไม่ร่วมพท.อ้างหลักการขัดทักษิณ-คุย 'จิ๋ว' ชวนอยู่เฉยๆ”

 

          - "เสนาะ" พลิกยังไม่คิดร่วมพรรคเพื่อไทยขอเคลียร์หลักการกับ "ทักษิณ" ให้ชัดก่อน ยอมรับปรับทุกข์กับ "พล อ.ชวลิต" ต้องเป็นเสาหลักให้บ้านเมือง ถ้าตราบใดที่ยังไม่ปรองดองบ้านเมืองไปไม่รอด ขออยู่เฉยๆ ไปก่อน ด้าน ส.ส.ปทุมธานีปูด "เสนาะ" กล่อมให้ตีจาก พท.แต่ไม่มีใครไปเผยเรียกแกนนำทุกจังหวัดคุยช่วงสงกรานต์ "จตุพร" ฟ้องกลับ "ประยุทธ์" 3 ข้อหา "ทักษิณ" ลั่นกลับบ้านปีหน้าแน่

 

"น้ำท่วมไม่กระทบส่งออก อานิสงส์ราคาอาหารพุ่ง”

 

          - นายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ปัญหาน้ำท่วมใน 8 จังหวัดภาคใต้จะไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่งออกอาหารไทยในปี 54 ที่ตั้งไว้ 8.09 แสนล้านบาท แม้ว่าพื้นที่การปลูกปาล์ม, สวนผลไม้และการเพาะเลี้ยงกุ้งจะได้รับความเสียหาย อย่างมหาศาล

          - แต่อุตสาหกรรมอาหารไทยได้อานิสงส์ราคาสินค้าเกษตรหลายประเภทมีมูลค่าสูงขึ้น ประกอบกับความต้องการอาหารในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหลังจากที่ประสบภัยธรรมชาติสึนามิครั้งรุนแรง 

 

“ตลาดเงินโลกร้อนกดดันบาทป่วน นักค้าเงินประเมินค่าเงินปีนี้ 29-30 บาท/ดอลล์ ระบุเงินนอกไหลเข้ารอบนี้สั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของเฟด และราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง”

 

          - นักเศรษฐศาสตร์-นักค้าเงินระบุยังต้องจับตาค่าเงินบาทใกล้ชิด หลังอีซีบีขึ้นดอกเบี้ย กดดันดอลลาร์อ่อนทำเงินไหลเข้าเอเชีย ฉุดเงินบาทแข็งค่าแตะ 30 บาทต่อดอลล์ ระบุทิศทาค่าเงินบาทขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของเฟดและราคาน้ำมันโลก ขณะที่นักค้าเงินประเมินค่าเงินปีนี้อยู่ระหว่าง 29-30 บาทต่อดอลลาร์

 

“นายกฯระบุ สังคมไทยกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ, เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง”

 

          - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สังคมไทยในขณะนี้ กำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีกลไกสำคัญคือการเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง พร้อมทั้งมองว่า รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองได้

          - นายกรัฐมนตรี ยังได้ขอความร่วมมือไปยังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้เร่งผ่านกฎหมายลูกดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่ตารางเวลาที่ได้มีกำหนดไว้ว่า จะนำเรื่องยุบสภา ทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค.

          - เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ประชุมวุฒิสภารับหลักการร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ ในวาระแรกแล้ว ขณะที่ต้นสัปดาห์นี้นายกรัฐมนตรีคาดว่า ที่ประชุมวุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบกฎหมายดังกล่าว ในวาระที่สองและสาม ในวันจันทร์ที่ 18 เม.ย.นี้

 

Investment Outlook

 

แนวโน้มระยะสั้น:

 

          แนวโน้มระยะสั้น: เมื่อวันอังคาร ตลาดหุ้นดีดกลับจากปรับฐานลงหลายวัน โดย SETI +8.58 จุด (+0.8%) ปิดที่ 1,084.91 จุด ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายที่ชะลอตัวก่อนหยุดสงกรานต์ 26,351 ลบ.

          ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้:

          - ตลาดหุ้นโลก: DJIA 12,341.83 จุด (+0.46%), S&P 1,319.68 จุด (+0.39%), NASDAQ 2,764.65 จุด (+0.16%), Nikkei 9,558 จุด (-0.35%), AOI 4,932 จุด (-0.14%), KOSPI 2,144 จุด (+0.18%)

          - กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวันอังคาร ต่างชาติและสถาบันขายสุทธิ -2,607 และ -1,099 ลบ. ตามลำดับ ในขณะที่รายย่อยและ บล. ซื้อสุทธิ +3,271 และ +434 ลบ. ตามลำดับ

          - สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ NYMEX $109.66 (+1.4%), BDI 1,296 จุด (-4.6%), GRM $8.38 (+6.2%), ทองคำ $1,486.05 (+0.9%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ

          - ค่าเงินบาท: เช้านี้ เงิน ฿ อ่อนค่าลง โดยซื้อขายที่ 30.10-30.70 บาท/ดอลลาร์

          - เศรษฐกิจ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐพุ่งขึ้นมากเกินคาดในเดือนเม.ย., ดัชนีภาคการผลิตรัฐนิวยอร์คพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี

          - การเมือง: วุฒิสภาฯรับหลักการร่าง พรบ.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ ในวาระแรกแล้ว และคาดจะให้ความเห็นชอบวาระ 2+3 ในวันจันทร์นี้, เสนาะพลิกยังไม่คิดร่วมพรรคเพื่อไทย ขอเคลียร์หลักการกับ “ทักษิณ” ก่อน

          - เทคนิค: โมเมนตัมสั้นและกลางยังเป็นบวก ถ้า SETI > 1,065 และ 1,050 จุด ตามลำดับ

          วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดมีทั้งบวกและลบคละเคล้ากัน คาด SETI แกว่งตัวในกรอบแคบๆ ทั้งนี้ หาก SETI ประคองตัว >หรือ= 1,065 จุดได้ มีโอกาสลุ้นแนวต้านถัดไปที่ 1,100 จุดได้เหมือนเดิม

          ด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน วันนี้ มีทั้งบวกและลบคละเคล้ากัน ทั้งนี้ เห็นได้จาก ...

          - ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นในภูมิภาคแกว่งตัวแคบๆ 

          - ตลาดพันธบัตร: อัตราผลตอบแทน US10Y ปรับตัวลง ล่าสุด=3.4079% [ความหมาย: อัตราผลตอบแทนพันธบัตร=แรงขายสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง (risk-free asset)+นักลงทุนมองแนวโน้มเศรษฐกิจอนาคตในเชิงบวก]

          - ค่าเงินดอลลาร์: กลับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ล่าสุด=74.893~75.114 จุด [ความหมาย: ดัชนี US$=แรงขายสินทรัพย์ที่ไม่ซื้อขายในสกุล US$ (non-US$ denominated assets)]

          - สินค้าโภคภัณฑ์: ปรับตัวขึ้น น้ำมัน, BDI และทองคำ [ความหมาย: น้ำมัน+BDI= “สินทรัพย์เสี่ยง”, ทองคำ=“สินทรัพย์ปลอดภัย”]

          ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำ “สู้ต่อ” และยึดระบบจำกัดความเสี่ยง ดังนี้ SETI>1,065 จุด=สัญญาณบุก (“buy”), 1,050 <หรือ= SETI <หรือ= 1,065 จุด=สัญญาณลุ้นระยะสั้น (“buy & see”)+สัญญาณหยุดระยะกลาง (“wait & see”) และ SETI < 1,050 จุด=สัญญาณถอย (“sell & sail”)]

 

          ในระดับหุ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งหุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (แข็งขึ้น  = ACCELERATION) และสัญญาณลบ (อ่อนลง = DECELERATION)

 

แนวโน้มระยะกลาง:

 

          มองย้อนไปในปี 52-53 ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ดัชนี TRI ของ SET, SET50 และ MAI แสดงอัตราผลตอบแทนรวม (total return) ที่สูงมาก

          แต่ในช่วงเวลานั้น คนส่วนใหญ่ยังถูกกดดันด้วย “ความกลัว” (fear=false evidence about realities=“ทิฏฐิวิปลาส”) หลายๆ ประการ ได้แก่ ... 

          - วิกฤตครั้งนี้รุนแรงมาก เศรษฐกิจโลกอาจต้องฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” ไปอีกหลายปี

          - การฟื้นของตลาดอาจเป็นแค่การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มลง (“bear market rally”)

          - แม้จะฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่อาจฟุบลงเป็นระลอกที่ 2 ในรูปแบบตัว “W”

          - สังคมไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ลุกลามถึงขั้นจลาจลหลายระลอก

          - ศาลปกครองได้สั่งระงับการดำเนินการของโครงการในมาบตาพุดตั้งแต่ปลายปี 52

          อย่างไรก็ตาม เราได้แนะนำให้ “ลุ้นทางบวก” ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลดังนี้ ...

          - เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอัดเข้าสู่ระบบจะเริ่มเห็นผล โดยคาดเศรษฐกิจโลกจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวขึ้นใน 2H52+ไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว “L” (“great depression”)

          - หุ้นเกี่ยวเนื่องกับสินค้าโภคภัณฑ์ (ซึ่งมีน้ำหนักสูงใน ตลท.) มีโอกาสฟื้นก่อนกลุ่มอื่นๆ

          - คาดว่าเม็ดเงินจะยังไหลมาเอเชีย เพราะไม่ประสบปัญหาเหมือนสหรัฐอเมริกาและยุโรป

          - สำหรับปี 54 เรายังคงมีมุมมอง “เชิงบวก” ต่อการลงทุนในตลาดหุ้น จากประเด็นต่อไปนี้...

          - เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรแล้วตั้งแต่ปี 52 และกำลังฟื้นตัวตามรูปแบบตัว “U”

          - โครงการในมาบตาพุดที่หยุดชะงักไป จะกลับมาผลิตเชิงพาณิชย์อีกครั้งตั้งแต่ 4Q53/1Q54

          - Fed, ECB, BOJ ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (quantitative easing) ส่งผลให้เม็ดเงินยังคงไหลเข้าสู่ตลาดเอเชีย+ดันค่าเงินเอเชียแข็งขึ้น

          - นรม. ประกาศชัดเจนว่าจะยุบสภา+จัดเลือกตั้งใหม่ปี 54 (สถิติชี้ว่าตลาดหุ้นมักขึ้นก่อนเลือกตั้ง (pre-election rally) ?3 เดือน โดย SETI ปรับขึ้นเฉลี่ย +10%)

          - แม้ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ การแบ่งขั้วที่ลดลง+การจัดการเลือกตั้งใหม่ น่าจะช่วยให้ไม่เกิดเหตุการณ์จลาจลอย่างปี 53-54

          อย่างไรก็ตาม ตลาดก็มี “ปัจจัยเสี่ยง” ที่มีผลกระทบกดดันอยู่หลายๆ ประเด็นเช่นกัน คือ ...

          - PBOC ได้คุมเข้มทางการเงินมากขึ้นจากการขยายตัวอย่างร้อนแรงของจีน [ผลกระทบ: อาจส่งผลทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกกลับอ่อนตัวลง]

          - การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ [ผลกระทบ: อาจโยกย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดเกิดใหม่]

          - สถานการณ์ที่ผันผวนสูงมากในขณะนี้ทำให้นักลงทุนอยู่ในภาวะ “กลัวความเสี่ยง” (risk aversion) และหันมาถือ US$ มากขึ้น [ผลกระทบ: มีผลกดดันให้ค่าเงิน ฿ อ่อนลง]

          - เหตุจลาจลในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น [ผลกระทบ: หากสถานการณ์ลุกลาม อาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกฟุบลงอีกครั้ง]

          - เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ญี่ปุ่น อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอีกครั้ง [ผลกระทบ: เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย]

          แม้เรายังคงเป้าหมายของ SETI ที่ 1,200 จุด แต่ก็ต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุน เพราะ...

          - แม้ราคาหุ้นช่วงนี้ “ไม่แพง” แต่ถือว่า “ไม่ถูก” จึงต้องเน้นที่ “การเลือกหุ้น” ค่อนข้างมาก

          - มีปัจจัยลบกดดันไม่ให้ปรับตัวขึ้นทุกกลุ่ม [ข้อสมมติสำคัญที่ใช้ประเมินเป้าหมาย SETI คือ ราคาหุ้นทุกตัวใน coverage วิ่งเข้าหาราคาเป้าหมาย (พื้นฐาน)]

          - คาดว่าการพักฐานของตลาดจะหยุดเมื่อ 1) มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (มี.ค.?); 2) มีการคาดการณ์เชิงบวกเกี่ยวกับผลประกอบการ 1Q54 (เม.ย.)

 

Futures Focus                                         (พิเชฐ #536)

 

SET 50 Index Futures วันนี้: มีแนวโน้ม “แกว่งตัวในกรอบแคบๆ”              

 

          - SET 50 Index เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา: ปิดบวก 6.88 จุด อยู่ที่ 767.0 จุด, ขณะที่ S50M11 ปิดบวก 9.4 จุด อยู่ที่ 766.2 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติและสถาบันขายสุทธิ -1,725 และ -1,633 สัญญา ตามลำดับ ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ +3,358 สัญญา และมีค่า Basis (SET 50-S50M11) แคบลงมาอยู่ที่ 0.80 จุด 

          - มุมมองต่อ SET 50 Index วันนี้: คาดว่า SET50 Index แกว่งตัวแคบๆ โดยมีแรงหนุนหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ในขณะที่เงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงและแรงขายของต่างชาติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาคาดว่าจะสร้างแรงกดดันต่อตลาด

          - แนวโน้มทางเทคนิค SET50: โมเมนตัมยังเป็นบวก ทั้งนี้ ถ้ายืนเหนือ 750 จุด ได้อย่างมั่นคง มีโอกาสลุ้นปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 780 และ 800 จุด ตามลำดับ

          - แนวรับ - แนวต้าน:

                  ปิด            แนวรับ 1,2           แนวต้าน 1,2        จุดหยุดขาดทุน

  S50M11          766.2         755 / 760           770 / 775            750

  S50U11          765.3         754 / 759           769 / 774            749

          - กลยุทธ์การลงทุน: แนะนำ เปิด (Open) สถานะซื้อ (Long) เมื่อดัชนีอ่อนตัว

 

Gold Futures วันนี้: มีแนวโน้ม “ขึ้นต่อ” 

 

          - ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ค: ปิดบวก $13.6 อยู่ที่ 1,486.00$/Oz (หรือ 21,310 บาท) โดยได้รับแรงหนุนจากความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการทะยานขึ้นของราคาน้ำมันดิบและจากการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหนี้ไอร์แลนด์ เช้านี้ราคาทองคำ (Spot Gold: RTXGL) อยู่ที่ 1,486.55$/Oz หรือ 21,318 บาท

          - กองทุน SPDR: กองทุน SPDR (กองทุน ETF รายใหญ่ที่สุดในโลก) รายงานการถือครองทองคำ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,231.16 ตัน เมื่อวานนี้

          - มุมมองด้านพื้นฐานต่อราคาทองคำ: ระยะกลางยังมีแนวโน้มเป็นบวกจากแรงหนุนความต้องการสินทรัพย์ที่ปลอดภัยจากความวิตกเรื่องภาวะเงินเฟ้อ, ปัญหาหนี้สินในยูโรโซน และความไม่สงบในโลกอาหรับ

          - แนวโน้มทางเทคนิค:  ยืนเหนือ 1,450$/Oz ได้อย่างมั่นคง มีโอกาสลุ้นขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ระดับ 1,514$/Oz

          - แนวรับ-แนวต้าน

              ปิด                แนวรับ 1,2                 แนวต้าน 1,2        

 GFJ11       20,980           21,040 / 21,200          21,370 / 21,500        

 GFM11       21,020           21,100 / 21,260          21,430 / 21,560      

          - กลยุทธ์การลงทุน:  แนะนำ  เปิด (Open) สถานะซื้อ (Long) ต่อ

 

Investment Ideas

 

กลุ่มพลังงาน/ปิโตรเคมี (OVERWEIGHT)

          - ราคาน้ำมันดิบ และ GRM ไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องจาก 4Q53 ซึ่งส่งผลดีมากต่อกำไรหุ้นกลุ่มโรงกลั่น

          - หุ้นโรงกลั่นได้ประโยชน์เพิ่มเติมจากนโยบายลอยตัวราคา LPG ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานมีแนวคิด ที่จะแยก LPG เป็น 2 ตลาด คือ ภาคครัวเรือน+ขนส่ง (คุมราคา) และภาคอุตสาหกรรม (ลอยตัว)

          - กรณีแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ทำให้โรงงานอะโรเมติกส์หลายแห่งในญี่ปุ่นต้องหยุดผลิตชั่วคราว ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้ spread ของ PX ปรับตัวสูงขึ้น และเป็นบวกต่อหุ้นโรงกลั่นที่มีสายการผลิตอะโรเมติกส์ (PTTAR, TOP, IRPC, ESSO)

          - เรามองประเด็นการควบรวมระหว่าง PTTCH+PTTAR เป็นบวกต่อประสิทธิภาพของกิจการในระยะยาว (synergy effect) โดยหุ้นบริษัทใหม่คาดว่าจะเข้าซื้อขายใน ตลท. ประมาณเดือน ส.ค.54

          - อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงของ ENERG คือ 1) ถ้าเศรษฐกิจฟุบจะมีผลกดดันราคาน้ำมัน; 2) กำลังผลิตใหม่ในธุรกิจปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นมากจากตะวันออกกลางและจีน อาจส่งผลให้ spread ลดลง

          - มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ IVL (เป้าหมาย 62 บ.), LANNA (เป้าหมาย 25 บ.), PTTAR (เป้าหมาย 44 บ.), TOP (เป้าหมาย 85 บ.), PTTCH (เป้าหมาย 180 บ.)

 

กลุ่มธนาคาร (NEUTRAL)

          - สินเชื่อ 2M54 (7 ธนาคาร) +2.8% ytd ถือว่าโตดีมาก

          - คาดสินเชื่อปี 54 ยังโตต่อในอัตรา 1.5x%  GDP?6-7% เพราะ 1) มีการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ, 2) ความต้องการสินเชื่อจากภาคธุรกิจเริ่มมากขึ้น 3) สินเชื่อรายย่อยก็ยังน่าจะโตได้ดีจากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีมากขึ้น

          - แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ปี 54 ส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่

          - NPL ไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL ก.ย. 53 ลดเหลือ 4.2% และ 2.3% ตามลำดับ

          - มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ KBANK (เป้าหมาย 154 บ.), SCB (เป้าหมาย 136 บ.)

 

กลุ่มสื่อสาร ( NEUTRAL)

          - ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัวแล้ว โดยปัจจุบันมีอัตราผู้ใช้บริการ>98%ของประชากร

          - หลัง กสท. ฟ้อง กทช. ศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้การประมูล 3G ถูกเลื่อนไป

          - การแปลงสัญญาสัมปทาน 2G จะทำให้ต้นทุนถูกลง+อายุสัมปทานนานขึ้น โดย TRUE จะได้ประโยชน์จากประเด็นนี้มากกว่า DTAC และ ADVANC

          - ล่าสุด คณะกรรมการตาม ม.22 ของ พรบ.ร่วมทุน มีมติให้ ADVANC กลับไปจ่ายส่วนแบ่งรายได้ในอัตราเดิมที่ 30% และจะขยายผลไปสู่การแก้สัญญาสัมปทานอื่นด้วย อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่ายังต้องต่อสู้กันอีกนาน จึงจะได้ข้อยุติและมีผลบังคับ

          - ในระยะสั้น มีประเด็นบวกจากการจ่ายเงินปันผลที่จูงใจในอัตราสูง

          - ในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบหุ้น ADVANC (เป้าหมาย 107.30 บ.)

 

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (UNDERWEIGHT)

          - SIA เผยยอดขายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์โลกปี 53 โต 32% โดยกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม +50% และกลุ่มยานยนต์ +44% (ล่าสุดเดือนม.ค.54 +14%)

          - ตัวเลข book to bill ratio ม.ค.54 เริ่มดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่า1x โดยอยู่ที่ 0.87x [ความหมาย:book to bill ratio=ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่ หาร ปริมาณสินค้าส่งมอบ = อุปสงค์ หาร อุปทาน]

          - แต่เงินบาทและต้นทุนวัตถุดิบหลายตัวที่ขึ้นตามทิศทางน้ำมันอาจกดดันกำไรในปี 54

          - ปัญหาแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ญี่ปุ่นอาจส่งผลกระทบต่อ supply chain ของชิ้นส่วน เหตุไทยนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่นกว่า 26%ของทั้งหมด

          - มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ SVI (เป้าหมาย 4.70 บ.) เหตุมีคำสั่งซื้อในมือล่วงหน้าสูงและได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ญี่ปุ่นจำกัด

 

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (UNDERWEIGHT)

          - รับเหมา: ผู้รับเหมาใหญ่มีงานในมือที่รับรู้รายได้ 3-5 ปี จากงานโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่รอประมูลอีก เราชอบ STEC (เป้าหมาย 15.50 บ.) ที่สุด เพราะ 1) มี backlog+งานใหม่รอเซ็น>5.4 หมื่นลบ; 2) มีโอกาสคว้างานโรงไฟฟ้าทั้ง EGAT และ IPP ; 3) อาจได้งานเพิ่มจากรถไฟฟ้าที่จะประมูลปี 54 นี้

          - ที่อยู่อาศัย: แนวโน้มยอดขาย/รายได้ดีต่อเนื่อง เพราะ 1) มีการเปิดโครงการใหม่ตั้งแต่ช่วงต้นปี ช่วยผลักดันยอดขาย/รายได้; 2) มี backlog ที่รับรู้รายได้ใน 1Q54 มาก เรายังชอบ LPN(เป้าหมาย 12.10 บ.) เพราะ backlog รองรับรายได้ปีนี้เกือบ 100% ของประมาณการเราแล้ว+ยอดขายโครงการใหม่ยังดีต่อเนื่อง

          - นิคมอุตสาหกรรม: เดือน ม.ค.54 เงินลงทุนจากต่างประเทศ +18.4%, จำนวนโครงการ+34.8% แต่ BOI -48% คาดแนวโน้มยอดขายที่ดินปี 54 ยังเติบโตต่อเนื่อง แต่รายได้การขายที่ดินของบริษัทอาจลดลงจากที่คาดไว้ เนื่องจากเปลี่ยนแปลงวิธีบันทึกรายได้จากรับรู้ตามเปอร์เซ็นต์ของงานที่สร้างเสร็จ มาเป็นการรับรู้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์

 

กลุ่มวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง (UNDERWEIGHT)

          - วัสดุก่อสร้าง: ยอดขายปูนในประเทศ ม.ค.53 +4.4% เนื่องจากการก่อสร้างเริ่มฟื้นตัว หลังจากภาวะน้ำท่วมผ่านพ้นไป และคาดว่าความต้องการปูนปี 54 +5% จากโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า, สนามบินสุวรรณภูมิระยะ 2, Mega Bangna เป็นต้น เราชอบ SCC (เป้าหมาย 385.00 บ.)

          - วัสดุตกแต่ง: ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้จากภาวะแข่งขันสูง แต่ความต้องการยังเติบโตดี เพราะความเชื่อมั่นฟื้นตัว และเกษตรกรมีกำลังซื้อดีตามราคาพืชผลที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

กลุ่มเหล็ก (UNDERWEIGHT)

          - เหล็กแผ่น: บริษัทเหล็กแผ่นตั้งเป้าปริมาณขาย +10% ตามการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์และคาดราคาเหล็กโลก 1Q54 ฟื้นตัวจากสินแร่เหล็กปรับราคาเพิ่ม 4% และราคาถ่านหินปรับขึ้น เรายังชอบ SSI (เป้าหมาย 1.60 บ.)

          - เหล็กเส้น: ผลิต -14.9% จำหน่าย +22.3% (ม.ค.53) ทางสถาบันเหล็กฯคาดความต้องการเหล็กในปท. +14% จากปัจจัยหนุนจากการก่อสร้างรัฐและเอกชน และในเดือน ม.ค.54 ราคาเหล็กเส้นปรับขึ้นเป็น 21 บ./ก.ก. +5%จากปลายปี53 เนื่องจากราคาวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น

 

กลุ่มยานยนต์ (UNDERWEIGHT)

          - ม.ค.54 ยังโตทุกด้าน: 1) ขายในประเทศ +38%; 2) ส่งออก +16.27%; 3) ผลผลิต +40.8%

          - สอท.คาดยอดผลิตรถปี 54 เป็น 1.8 ล้านคัน +10%จากส่งออก +11.7% และในปท.+6.6%

          - ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกเนื่องจากสัดส่วนการส่งออกหลักอยู่ในเอเชีย ซึ่งมีค่าเงินที่แข็งค่าเช่นเดียวกับไทย

          - ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ได้เริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวขึ้น เช่น เหล็ก และเม็ดพลาสติก เป็นต้น ส่งผลให้แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นชะลอตัว

          - ปัญหาแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ญี่ปุ่นอาจส่งผลกระทบต่อ supply chain ของชิ้นส่วนยานยนต์

          - โครงการอีโค่คาร์ยังช่วยกระตุ้นยอดขายปี 54 เราชอบ SAT (เป้าหมาย 26 บ.)

 

กลุ่มพาณิชย์ (UNDERWEIGHT)

          - ภาคค้าปลีกสมัยใหม่ (modern trade) ยังเติบโตตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น

          - ช่วงสั้น แม้ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและความไม่แน่นอนการเมือง จะฉุด CCI ก.พ.54 หดตัวครั้งแรกในรอบ 3 เดือน แต่ยังทรงตัวสูงที่ระดับ 80.9 จุด

          - สภาพัฒน์เผย GDP ปี 53 เติบโตถึง 7.8% และคาดปี 54 โตต่ออีก 3.5-4.5%

          - ร่าง พรบ. ค้าปลีกใหม่ที่อาจมีผลต่อการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก ยังไม่คืบหน้า และอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะสามารถตราเป็นกฎหมาย

 

          - มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ CPALL (เป้าหมาย 49.25 บ.)

 

กลุ่มขนส่ง (UNDERWEIGHT)

          - ทางน้ำ: ปริมาณเรือที่เพิ่มในปี 54 ยังกดดัน BDI อยู่ แต่มีโอกาสดีด >2,000 จุดได้ เนื่องจากเป็นจุดคุ้มทุนของเรือขนาดใหญ่+เข้า high season สำหรับเรือเทกองชอบ PSL (เป้าหมาย25.50 บ.) ปี 54 ขายล่วงหน้าแล้ว 70% ของกองเรือ, เริ่มซื้อเรือทดแทนเรือเก่า+สั่งต่อเรือใหม่แล้ว 21 ลำ (รับปี 54-56) และมีนโยบายมีเรือ 60 ลำในอนาคต

          - ทางบก: เรายังชอบ BECL (เป้าหมาย 26 บ.) เพราะ 1) เส้นทางวงแหวนใต้ของ กทพ. ที่เก็บเงินตั้งแต่ 23/3/52 ทำให้หันใช้ทางด่วนของ BECL เพิ่มขึ้น; 2) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเปิดศูนย์ราชการเต็มรูปแบบทำให้มีการใช้ทางด่วนเพิ่ม แต่ BECL มีส่วนแบ่งรายได้ลดลงจาก 50% เหลือ 40% ตั้งแต่ มี.ค. 54

          - ทางอากาศ: เข้าสู่ high season ส่งผลดีต่อกำไร AOT (เป้าหมาย 45 บ.) เพราะ 1) คดีที่มีกับ King Power ยุติ ทำให้กลับมารับรู้ส่วนแบ่งรายได้สินค้าปลอดอากรได้ตามปกติ; 2)นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาหลังการเมืองสงบ; 3) เข้าสู่ high season ของธุรกิจ

 

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (NEUTRAL)

          - เม็ดเงินโฆษณา 2M54 โต +10.6% ที่ผ่านโทรทัศน์ +12.4% โรงภาพยนตร์ +55.7% ส่วนที่ยังหดตัว คือ วิทยุ -5.8% และนิตยสาร -5.4%

          - ปี 54 เรายังมีมุมมองที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมโฆษณาที่ยังเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นฟื้นตัว และกำลังซื้อที่มากขึ้น การแข่งขันที่มากขึ้นของบริษัทผู้ขายสินค้า เชื่อจะดันเม็ดเงินโฆษณาโตต่อเนื่องจากปีก่อน แต่ในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อย

          - มองในเชิงพื้นฐาน เรายังคงชอบ MAJOR (เป้าหมาย 20 บ.) มากที่สุด

 

กลุ่มเกษตร/อาหาร (NEUTRAL)

          - พาณิชย์เผยส่งออกก.พ.54 โต +31% โดยยาง +86%, ไก่ +35%,และ อาหารทะเล +17%

          - ปลายปี 53 ราคาเนื้อสัตว์เริ่มฟื้นตัวอีกครั้งหลังเกิดปัญหาน้ำท่วม ต้นทุนวัตถุดิบแพงขึ้น

          - ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้รับประโยชน์จากการสำรองวัตถุดิบ หนุนอัตราทำกำไรทรงตัวสูง

          - ปัญหาโรคระบาดและผลผลิตตกต่ำในประเทศคู่แข่ง ยังหนุนให้ภาวะธุรกิจกุ้งปี 54 สดใส

          - การส่งออกอาหารอาจได้ประโยชน์จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ญี่ปุ่น

          - มองในเชิงพื้นฐาน เราชอบ KSL (เป้าหมาย 15.30 บ.), STA (เป้าหมาย 43 บ.)

 

กลุ่มบริการทางการแพทย์ (OVERWEIGHT)

          - แม้กลางปี 53 ถูกกดดันจากความวุ่นวายทางการเมือง แต่ภาพรวมกำไรปี 53 ของกลุ่มรพ.ที่ศึกษายังโตได้ถึง 15% (โดยสูงสุดคือ BGH +33% )

          - ประสิทธิภาพในการคุมต้นทุนดำเนินงานยังคงเป็นประเด็นที่แต่ละบริษัทให้ความสำคัญ

          - การควบรวมและเข้าซื้อกิจการของกลุ่มรพ.หลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา จะทยอยเห็นผลบวกชัดขึ้นในปี 54

          - มองได้ประโยชน์เพิ่มจากการเตรียมขยายสิทธิ์ให้ข้าราชการและครอบครัวเข้ารักษาใน รพ.เอกชนได้ คาดเริ่มใช้ได้ในปี 54

          - มองในเชิงพื้นฐาน เรายังชอบ BGH (เป้าหมาย 54.บ.) มากที่สุด

 

Trader’s Digest

 

CPALL (แนวรับ=41.-, แนวต้าน=43.-)

 

           - เป็นผู้นำร้านสะดวกซื้อรายใหญ่สุดของไทย และเป็นอันดับ 3 ของร้าน 7-11 ทั่วโลก

           - กำไร 4Q53 ที่ 1,547 ลบ. +41%yoy ดีเกินคาด ทำให้มีกำไรปี 53 ถึง 6,663 ลบ. +33%yoy

           - ได้ประโยชน์จากภาวะเงินเฟ้อ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อ +3% จะส่งผลให้ SSSG เพิ่ม +1%

           - ปลดล็อกความกังวลเรื่องร้าน 7-11 ใน PTT หลังล่าสุด แจ้งได้รับต่ออายุสัญญาอีก 10 ปีแล้ว

           - ปี 54 จะเปิดสาขาอีก 500 แห่ง คาดดันกำไรเพิ่มเป็น  7,393 ลบ. EPS 1.65 บ. +14%yoy

           - จ่ายปันผล 4Q53 อีก 1 บ. คิดเป็น annualized D/P?20%ต่อปี (XD=28/4/54, PD=19/5/54)

           - เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 49.25 บาท (อิง DCF)

 

IVL (แนวรับ=52.5, แนวต้าน=54.5)

 

           - เป็นผู้นำอุตสาหกรรม PET/PTA ของโลก มี polyester chain ในตลาดหลักทั่วโลก และมีแผนซื้อกิจการในปี 54-57 ดันกำลังผลิตจาก FY53 ที่ 3.2 เป็น 10 ล้านตัน/ปี

           - คาดกำไร 1Q54 ดีต่อเนื่องตามกำลังผลิตที่เพิ่มและ spread ที่แข็งแกร่ง และด้วยกำลังผลิตที่เพิ่มเป็น 5.8 ล้านตัน/ปีใน FY54 คาดกำไรโตต่อเป็น 14,955 ลบ. EPS 3.11 บ. +27%

           - หลังเข้า SET50I (1/7/53) แล้ว ยังเข้า MSCI Global Standard Index ด้วย (เริ่ม 30/11/53)

           - เราแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 62.- บ.(อิง P/E ที่ 20x)

 

LVT (แนวรับ=1.94, แนวต้าน=2.04)

 

           - เป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและออกแบบอุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานในขบวนการคัดแยกขนาดของระบบการผลิตในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

           - FY53 ขาดทุน 239 ลบ. เพราะ 1) ยอดขาย -50% ตามเศรษฐกิจโลก; 2) ขาดทุน FX -51 ลบ.; 3) จ่ายค่าปรับให้ลูกค้า 50 ลบ.; และ 4) GPM ลดจาก 18.8% เป็น 3.8%

           - ปลาย FY53 ได้งานจากบราซิล, มาเลเซีย, ซาอุดิอาระเบียและเวียดนาม ทำให้ backlog5.7 พันลบ. ระยะเวลาเฉลี่ย 18 เดือน คาดรับรู้ใน FY54 3-3.5 พันลบ. สูงกว่ารายได้สูงสุดที่ทำได้ 1.5 พันลบ. และอยู่ระหว่างประมูลอีก 3 พันลบ. คาด GPM ดีขึ้นเป็น 15~18%

           - คาด FY54 มีกำไร 180~220 ลบ. EPS 0.48~0.58 บ.,DPS 0.2 บ. รายได้ส่วนใหญ่เข้า 2H54

           - เราแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 3 บ. (อิง P/E 6x) และ D/P10%

 

News & Views 

 

           - Warrant ที่จะหมดอายุเดือน พ.ค. 54  BCP--W1 แนะนำ "ใช้สิทธิ"

           - BCP-W1 จะขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามการซื้อขายในวันที่ 19 เม.ย. 54 นี้ โดยเราแนะนำ "ไม่ใช้สิทธิในการแปลงสภาพ" เนื่องจากราคา warrant หลังจากแปลงสภาพต่ำกว่าราคาหุ้นสามัญในตลาด

          หมายเหตุ : คำแนะนำใช้สิทธิ(Exercise) หรือไม่ใช้สิทธิ (Not Exercise) เกิดจากการเปรียบเทียบต้นทุนจากการแปลง warrant (ณ ราคาปัจจุบัน) กับราคาหุ้นสามัญ

          - Warrant ที่จะหมดอายุเดือน พ.ค. 54  TUCC--W1 แนะนำ "ไม่ใช้สิทธิ"

TUCC-W1 จะขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามการซื้อขายในวันที่ 19 เม.ย. 54 นี้ โดยเราแนะนำ "ไม่ใช้สิทธิในการแปลงสภาพ" เนื่องจากราคา warrant หลังจากแปลงสภาพสูงกว่าราคาหุ้นสามัญในตลาด

 

News & Views 

 

กลุ่มยานยนต์ : “'โตโยต้าเริ่มผลิตรถยนต์ทุกโรงงานวันนี้” (ที่มา: โพตย์ทูเดย์)

           - บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ เริ่มเดินเครื่องการผลิตรถยนต์ที่โรงงานทุกแห่งในญี่ปุ่นอีกครั้งในวันนี้ หลังจากเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงและคลื่นสึนามิในพื้นที่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา

           - ทั้งนี้ โตโยต้าได้เริ่มดำเนินการผลิตที่โรงงาน 14 แห่งเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ นับตั้งแต่บริษัทได้ประกาศระงับการผลิตที่โรงงานทุกแห่งภายในประเทศเมื่อวันที่ 14 มี.ค.หลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น

           - นอกจากนี้ โตโยต้าเปิดเผยว่า บริษัทในเครือของโตโยต้าได้เริ่มดำเนินการผลิตที่โรงงานจังหวัดมิยากิ และอิวาเตะเช่นกัน หลังจากโรงงานในพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติ

           - สำหรับยอดการผลิตรถยนต์ในระยะนี้ คาดว่าจะผลิตได้ราว 50% ของระดับปกติ หรือปริมาณการผลิตที่วางแผนไว้แต่เดิม เนื่องจากปัญหาด้านการจัดหาชิ้นส่วนรถยนต์ นอกจากนี้ โรงงานทุกแห่งของโตโยต้าจะดำเนินการผลิตไปจนถึงวันที่ 3 มิ.ย. และหลังจากนั้นบริษัทจะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

 

ความเห็น: (พรชัย #520)

           - ภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นหลังจากที่โตโยต้าเริ่มเดินเครื่องการผลิตรถยนต์ที่โรงงานทุกแห่งในญี่ปุ่นอีกครั้งในวันนี้ แต่ยังไม่สามารถผลิตเต็มที่นัก ทำให้แนวโน้มการผลิตรถในไทยช่วง 2Q54 มีโอกาสชะลอตัว

           - ในช่วง 1-2 เดือน ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยมีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อต่ำกว่าเป้าที่เคยตั้งไว้ ซึ่งทำให้ผลประกอบการในระยะสั้นต่ำกว่าที่คาดไว้

           - แต่อย่างไรก็ตามด้านความต้องการรถยนต์ยังเติบโตได้ดี เนื่องจากยอดจองรถในบางกอกฯมอเตอร์โชว์สูงถึง 3.4 หมื่นคันทำสถิติสูงสุด  ซึ่งเชื่อว่าในระยะยาวการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังดีต่อเนื่อง  เราจึงยังคงแนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว ในกลุ่มยานยนต์  และยังคงต้องติดตามประเด็นการระงับการผลิตของค่ายรถญี่ปุ่นต่อไป

 

นักวิเคราะห์:

          Namchai Techaratanawiroj 02-207-0038 email: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

          โดยบริษัทหลักทรัพย์ ยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน) ประจำวันที่ 18 เม.ย. 2554

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment