Error
รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง
Print
Tuesday, 06 September 2011 10:20

สรุปภาพตลาด

ตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ปิดลบ 0.37% ตลาดเปิดปรับขึ้น แต่ก็มีแรงขายออกมาต่อเนื่องดัชนีส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบระหว่างวันดัชนีลงมาต่ำกว่า 1,060 อย่างไรก็ตาม ก็มีแรงซื้อเข้ามารับจึงทำให้ดัชนีกระเตื้องขึ้นมายืนเหนือระดับดังกล่าวได้ โดยปัจจัยมาจากนักลงทุนคาดว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ที่จะประกาศในคืนนี้จะออกมาไม่ดี จึงทำให้มีการขายออกมาก่อน  สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ

 

แนวโน้มตลาด

แม้ว่านักลงทุนจะคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากเฟดในการประชุม FOMC เดือนนี้ แต่เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาตัวเลขออกมาผิดคาดค่อนข้างมากทำให้มีแรงขายออกมาค่อนข้างมากในตลาดหุ้นทั่วโลก ราคาทองคำปรับขึ้นอีกครั้ง รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ และพันธบัตรสหรัฐที่ปรับตัวขึ้น  สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่านักลงทุนมีการโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง เรายังประเมินว่าตลาดยังจะเผชิญกับความผันผวนไปต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ นักลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ หุ้นกลุ่มสื่อสารยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ

ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนวันศุกร์ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานหยุดชะงักในเดือนส.ค. โดยไม่มีการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก.ค. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนักไปทั่วตลาดการเงิน และยังทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยรอบใหม่ คาดวันนี้ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับลดลง

 

คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333

 

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด

ญี่ปุ่นคาดเฟดยังไม่ออก QE3 เร็วๆ นี้ แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกซบเซา: นายฮิโตชิ ซูซูกิ หัวหน้าฝ่ายตลาดโลกของแบงก์ ออฟ โตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) ระบุว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่มีแนวโน้มจะดำเนินมาตรการ QE3 ในเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากยังไม่มีเหตุผลที่จำเป็นและมีความวิตกน้อยลงเกี่ยวกับภาวะเงินฝืด รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีจะเปลี่ยนแปลงแนวโน้มในตลาด และเฟดไม่ได้จนมุมถึงขั้นต้องออก QE3 นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐแทบไม่มีทางเลือกด้านการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดว่าสหรัฐจะออกมาตรการด้านการคลังใดๆ ในเร็วๆ นี้ ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินและการคลังในขอบเขตที่จำกัดนั้น ได้ส่งผลกระทบโดยรวมต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ นักลงทุนกำลังรอดูว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) จะตัดสินใจดำเนินมาตรการผ่อนคลายเพิ่มขึ้นหรือไม่ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.

ทำเนียบขาวหั่นคาดการณ์จีดีพีสหรัฐเหลือ 1.7% ปีนี้และ 2.6% ปีหน้า: ประธานาธิบดีบารัค โอบามาปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐลงอย่างมากในการทบทวนช่วงครึ่งปี โดยคาดว่าจีดีพีของปีนี้จะอยู่ที่ 1.7% เมื่อเทียบกับ 2.7% ที่คาดไว้ในเดือน ก.พ. และคาดว่าจะขยายตัว 2.6% ในปี 2012 ลดลงจาก 3.6% ที่คาดไว้ในเดือน ก.พ. แต่คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะดีดตัวขึ้นสูงกว่า 4% ภายในปี 2015 สำหรับแนวโน้มงบประมาณนั้น ยอดขาดดุลจะลดลงสู่ 6.1% ของจีดีพีในปี 2012 จาก 8.8% ในปีนี้ โดยการปรับตัวดีขึ้นจากการคาดการณ์ในเดือน ก.พ. นั้น เป็นผลส่วนใหญ่จากการลดค่าใช้จ่ายภายใต้ข้อตกลงในเดือน ส.ค. ระหว่าง ปธน.โอบามากับสมาชิกสภานิติบัญญัตพรรครีพับลิกันเพื่อเพิ่มเพดานหนี้ซึ่งจะลดยอดขาดดุลลงราว 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ปธน.โอบามายังคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 9.1% ในปีนี้ และ 9% ในปี 2012 ทั้งนี้ ปธน.โอบามาจะกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญในวันที่ 8 ก.ย.เกี่ยวกับแผนการที่จะเพิ่มการจ้างงานและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งที่ ปธน.โอบามาจะกล่าวในแถลงการณ์ต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้ อาจรวมถึงข้อเสนอที่จะปรับลดภาษีสำหรับครอบครัวคนชั้นกลาง การใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และความช่วยเหลือสำหรับคนตกงานระยะยาว โดย ปธน.โอบามาต้องทำให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเชื่อว่านโยบายของเขาได้ผลเพื่อที่จะชนะการเลือกตั้งในปี 2012 แต่ความไม่แน่ใจได้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการจัดการด้านเศรษฐกิจของเขาหลังจากตลาดหุ้นแกว่งตัวรุนแรงในฤดูร้อน และข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ได้ตอกย้ำความเสี่ยงที่สหรัฐจะกลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรหยุดชะงักในเดือน ส.ค. โดยไม่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2010 โดยการจ้างงานภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเพียง 17,000 ตำแหน่งในเดือน ส.ค. จาก 156,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. และภาครัฐปรับลดการจ้างงาน 17,000 ตำแหน่ง โดยลดลงเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน ส่วนอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 9.1% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือน ก.ค. นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานได้ทบทวนตัวเลขการจ้างงานเดือน มิ.ย. และ ก.ค. โดยปรับลดลงอีก 58,000 ตำแหน่งจากที่มีการรายงานก่อนหน้านี้

สหรัฐเตรียมฟ้องแบงก์ยักษ์ใหญ่บิดเบือนคุณภาพหลักทรัพย์ช่วงวิกฤติซับไพร์ม: สำนักงานบริการการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FHFA) เตรียมยื่นฟ้องธนาคารขนาดใหญ่กว่า 10 แห่ง โดยกล่าวหาว่าธนาคารกลุ่มนี้บิดเบือนคุณภาพของสัญญาจำนองที่ธนาคารรวบรวมออกขายในช่วงที่เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐ และธนาคารกลุ่มนี้ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะของสัญญาจำนองตามที่กฎหมายหลักทรัพย์ระบุไว้ รวมทั้งมองข้ามหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้จำนองแจ้งยอดรายได้ที่ผิดพลาดหรือสูงเกินจริง แหล่งข่าวกล่าวว่า FHFA อาจยื่นเรื่องฟ้องแบงก์ ออฟ อเมริกา, เจพีมอร์แกน เชส, โกลด์แมน แซคส์, ดอยช์ แบงก์ และธนาคารอื่นๆ การฟ้องร้องครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากหมายเรียกที่ FHFA ออกต่อธนาคารกลุ่มนี้ในปี 2010 โดย FHFA อาจยื่นเรื่องฟ้องในวันที่ 2 ก.ย. หรือ 6 ก.ย. ซึ่ง FHFA เคยยื่นเรื่องฟ้องธนาคารยูบีเอสของสวิตเซอร์แลนด์ไปแล้วในเดือน ก.ค. โดยเรียกร้องเงินอย่างน้อย 900 ล้านดอลลาร์ และการยื่นฟ้องครั้งใหม่นี้อาจมีวงเงินใกล้เคียงกัน นักลงทุนจึงกังวลว่าหากธนาคารกลุ่มนี้ต้องจ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อชดเชยให้สัญญาจำนองที่ผิดนัดชำระหนี้ เหตุการณ์นี้จะกระทบรายได้ของธนาคารเวลาหลายปี และสร้างความเสียหายต่อภาคบริการทางการเงินในวงกว้าง ทั้งนี้ FHFA เป็นหน่วยงานที่ดูแลสมาคมการจำนองแห่งชาติของรัฐบาลกลาง (แฟนนี เม) และบรรษัทจำนองสินเชื่อบ้านของรัฐบาลกลาง (เฟรดดี แมค)

"ยูบีเอส" คาดตลาดหุ้นสหรัฐอาจพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ก่อนสิ้นปีนี้: นักยุทธศาสตร์การลงทุนของธนาคารยูบีเอสระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมีประวัติที่ไม่ดีนักในเรื่องการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ และมีแนวโน้มว่าตลาดอาจส่งสัญญาณที่ผิดพลาดอีกครั้งในช่วงนี้ โดยดัชนี S&P 500 อาจร่วงลงสู่ 1,000 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบปกติ และอาจดิ่งลงเข้าใกล้ 800 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรง ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบปกตินั้น ตลาดหุ้นมักจะร่วงลง 24% โดยเฉลี่ย แต่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงของการเติบโตอย่างเชื่องช้า มากกว่าจะอยู่ในช่วงของการถดถอยและปัจจัยนี้จะช่วยหนุนตลาดหุ้น ปัจจุบัน ราคาหุ้นในดัชนี S&P อยู่ที่ 11.3 เท่าของคาดการณ์ผลกำไรซึ่งต่ำกว่าระดับราคาที่เหมาะสม (fair value) ที่ยูบีเอสประเมินไว้ที่ 12.5 เท่า ยูบีเอสตั้งข้อสังเกตว่ารายงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในระยะนี้บ่งชี้ว่าปริมาณการปล่อยกู้เชิงพาณิชย์และทางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และแนวโน้มนี้น่าจะช่วยหนุนตลาดแรงงาน และผลสำรวจภาคการผลิตไม่ได้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอย รวมทั้งผู้บริโภคยังคงจับจ่ายใช้สอยต่อไปในช่วงนี้ ดังนั้น ยูบีเอสคาดการณ์ว่าดัชนี S&P 500 อาจพุ่งขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักก่อนสิ้นปีนี้ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเบาบางลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นกลับคืนสู่ระดับที่เหมาะสม และหากไม่นับการดิ่งลงของตลาดหุ้นในปัจจุบัน ดัชนี S&P 500 ก็เคยร่วงลงมาแล้วกว่า 17% เป็นจำนวน 14 ครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยเพียง 9 ครั้งใน 14 ครั้งนั้น ขณะที่เหตุการณ์ 5 ครั้งที่ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงแต่ไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามมานั้น ตลาดหุ้นฟื้นตัวถึง 15% ในอีก 4 เดือนต่อมา และพุ่งขึ้น 28% ในอีกหนึ่งปีต่อมา

บริษัทน้ำมันสหรัฐสั่งปิดแท่นผลิตและอพยพคนงานหนีพายุถล่มอ่าวเม็กซิโก: ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ในอ่าวเม็กซิโกได้ปิดแท่นการผลิตนอกชายฝั่ง และอพยพคนงานก่อนที่พายุลูกหนึ่งที่ก่อตัวนอกชายฝั่งอาจกลายเป็นพายุโซนร้อนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติในไมอามีเปิดเผยว่า ภาวะความกดอากาศต่ำเหนือพื้นที่กลางอ่าวเม็กซิโกและไปทางตะวันตกเฉียงเหนือนั้น ทำให้มีโอกาส 80% ที่จะกลายเป็นพายุไซโคลนใน 2 วันข้างหน้า และพายุดังกล่าวอาจเคลื่อนตัวผ่านแท่นผลิตน้ำมันและก๊าซจำนวนมากบริเวณพื้นที่ชายฝั่งรัฐหลุยเซียนาและเท็กซัส และมีแนวโน้มที่จะกระทบปริมาณผลิตจากอ่าวเม็กซิโกซึ่งคิดเป็น 30% ของการผลิตน้ำมันของสหรัฐ และ 12% ของการผลิตก๊าซ ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้มีการปิดการผลิตในอ่าวเม็กซิโกเพียงเล็กน้อย คิดเป็น 5.7% ของปริมาณผลิตน้ำมัน และ 2.4% ของปริมาณผลิตก๊าซ แต่คาดว่าการปิดการผลิตจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงหลายวันข้างหน้าขณะที่พายุเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา

กรีซไม่บรรลุเป้ายอดขาดดุลงบประมาณ: รัฐบาลกรีซ สหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่ากรีซจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายยอดขาดดุลงบประมาณในปีนี้ แต่พวกเขาก็มีความขัดแย้งกันในเรื่องที่ว่าการขาดดุลดังกล่าวจะมีวงเงินเท่าใดและเกิดจากสาเหตุใด ความขัดแย้งดังกล่าวจะสร้างความยุ่งยากให้แก่การเจรจาก่อนการเบิกจ่ายเงินกู้ช่วยเหลืองวดใหม่ตามมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน 1.10 แสนล้านยูโรที่มีการเห็นชอบในปี 2010 เพื่อป้องกันการล้มละลายของกรีซ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ EU/IMF รู้สึกว่ากรีซไม่ได้ปฏิรูปอย่างแข็งขันมากพอ ขณะที่เจ้าหน้าที่กรีซระบุว่าเหตุผลหลักที่ทำให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งขึ้นคือ ภาวะถดถอยที่เลวร้ายกว่าที่คาดซึ่งเกิดจากมาตรการรัดเข็มขัด ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ซึ่งใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของ EU/IMF ระบุว่ายอดขาดดุลงบประมาณที่แท้จริงประจำปี 2011 ของกรีซจะอยู่ที่ 8.6% ของจีดีพี เทียบกับเป้าหมายที่ 7.6%

ยุโรปค้าน IMF เรียกร้องภาคธนาคารเพิ่มทุนครั้งใหม่ 2 แสนล้านยูโร: นักการเมืองยุโรปปฏิเสธข้อเรียกร้องของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ต้องการให้ภาคธนาคารระดมทุนครั้งใหม่ราว 2 แสนล้านยูโร (2.90 แสนล้านดอลลาร์) และทำให้เกิดความกังวลกันว่าผู้กำหนดนโยบายอาจประเมินความรุนแรงของวิกฤติหนี้สินในระดับต่ำกว่าความเป็นจริง โดย IMF, คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IASB) และนักวิเคราะห์ธนาคารได้แสดงความกังวลในช่วงที่ผ่านมาว่า ภาคธนาคารอาจดำรงเงินกองทุนต่ำเกินไป ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงได้ อย่างไรก็ดี ผู้ควบคุมกฎระเบียบ นักการเมือง และสมาคมธนาคารในยุโรปโต้แย้งว่าธนาคารมีทุนกันชนมากพอแล้ว และสามารถรับมือกับความปั่นป่วนวุ่นวายในตลาดได้ หลังจากธนาคารทั่วยุโรปได้เพิ่มทุนไปแล้ว 2-3 รอบในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (EU) ได้เปิดเผยผลการทดสอบภาวะวิกฤติในเดือน ก.ค. ซึ่งระบุว่าธนาคารยุโรปต้องเพิ่มทุนเพียง 2.5 พันล้านยูโร (3.6 พันล้านดอลลาร์) อย่างไรก็ดี IASB ระบุว่าการทดสอบภาวะวิกฤตินี้ไม่ได้พิจารณาถึงยอดขาดทุนจำนวนมากในพันธบัตรรัฐบาลที่ธนาคารถือครองไว้ในงบดุล และระบุว่าสถาบันการเงินในยุโรปควรลงบัญชียอดขาดทุนในพันธบัตรรัฐบาลกรีซอย่างสอดคล้องกันมากกว่านี้ ขณะเดียวกัน นายฮวาควิน อัลมูเนีย กรรมาธิการด้านการแข่งขันของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวเตือนว่าแม้การทดสอบภาวะวิกฤตินำเสนอภาพที่ถูกต้องของภาคธนาคารยุโรปในปัจจุบัน แต่เหตุการณ์ในอนาคตก็อาจทำให้สถานะของธนาคารเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน ธนาคารยุโรปต้องใช้เงินมากยิ่งขึ้นในการทำประกันการผิดนัดชำระหนี้ โดยธนาคารฝรั่งเศสได้รับแรงกดดันมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล, บีเอ็นพี พาริบาส์ และเครดิต อะกริโคล

รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนชี้เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น: นายหม่า เต๋อหลุน รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวของสหรัฐกำลังเผชิญความท้าทาย วิกฤติหนี้ของยุโรปยังคงส่งผลกระทบ และยอดขาดดุลทางการคลังของญี่ปุ่นกำลังเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ความเสี่ยงของพันธบัตรรัฐบาลกลายเป็นความท้าทายสำคัญที่กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ประเทศเกิดใหม่บางประเทศกำลังรู้สึกถึงผลกระทบจากนโยบายเชิงหดตัว และอัตราการเติบโตที่กำลังชะลอตัวลง ขณะที่ความเสี่ยงในช่วงขาลงต่อเศรษฐกิจโลกกำลังเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ ซึ่งมีสาเหตุจากสภาพคล่องที่ล้นระบบทั่วโลก โดยแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกระจายตัวจากประเทศเกิดใหม่ไปยังประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ มุมมองเชิงลบเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของนายหม่าสอดคล้องกับความเห็นก่อนหน้านี้ของนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่าของจีน ซึ่งตอกย้ำว่า ผู้กำหนดนโยบายของจีนจะไม่พึ่งพาตลาดต่างประเทศในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

 

ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336

 

รายงานวันนี้

หุ้น: BBL          คำแนะนำ: ซื้อ          ราคาเป้าหมาย (บาท): 212.00

สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวปานกลางในปี 2554 และปี 2555

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น

การบริหารคุณภาพสินทรัพย์ดีเยี่ยม

เราคาดว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปี 2554 จะปรับตัวลดลง 5% YoY

 

นักวิเคราะห์: สุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม Tel. (662) 618-1341

 

หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม

 

Technical Analysis

Security: CPALL

Position: ขาย

Reason: ส่งสัญญาณเตือนอยู่ในช่วงปลายทางขาขึ้นจากรูปแบบ Bearish divergence ขณะที่มีวอลุ่มขายหนาแน่น หากหลุดแนวรับ สำคัญ 149 คาดปรับลงแรง

 

Security: PTTEP

Position: ขาย

Reason: ปิดต่ำและหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน 170 ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง ขณะที่เครื่องมือทางเทคนิคตัดลงเกิดภาพเชิงลบ

 

Security: PTT

Position: ขาย

Reason: ไม่ผ่านยอดเดิม 334 ขณะที่ราคาหุ้นปิดต่ำและมีปริมาณหุ้นฝั่งขายหนาแน่น

 

Security: PTTCH

Position: ขาย

Reason: การปรับตัวลงหลุดเส้น Neck line บริเวณ 36-37 ส่งผลแนวโน้มระยะกลางเปลี่ยนเป็นลง

 

Security: INTUCH

Position: ซื้อเก็งกำไร

เป้าหมาย 39.5/40

Stop loss < 36

Reason: สร้างฐานอยู่ในกรอบ 36-37.25 สัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นทะลุกรอบบนที่ 37.25 แนะนำ Follow buy โดยมีแนวต้านถัดไป 39.5-40

 

Security: TRUE

Position: ซื้อเก็งกำไร

เป้าหมาย 4.3/4.4

Stop loss < 3.86

Reason: การกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยหลักได้ทำให้หุ้นกลังมามีความน่าสนใจ ในขณะที่วอลุ่มสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต สอดคล้องกับราคาหุ้นที่สร้างฐานและกำลังดีดตัวขึ้น

 

โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 5 ก.ย. 2554

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment