| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
| Thursday, 08 September 2011 11:10 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดบวก 1.24% ตามแรงซื้อนำหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี พลังงาน และแบงก์ ตามด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ และปิโตเคมี โดยตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรปที่บวก หลังศาลเยอรมนียกฟ้อง กรณีรัฐบาลเยอรมนีให้เงินสนันสนุนประเทศกรีซ ในการแก้ปัญหาหนี้ รวมถึงดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าบวกขึ้นมาด้วย สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ
แนวโน้มตลาด ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดทะยานขึ้นแข็งแกร่งเมื่อคืนนี้ ขานรับข่าวที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีมีคำสั่งยกฟ้องรัฐบาลเยอรมนีในข้อหาจ่ายเงินสมทบมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศต่างๆในยูโรโซน ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ขัดขวางการจ่ายเงินสมทบของรัฐบาลเยอรมนี จะช่วยเปิดทางให้เยอรมนีมีส่วนในการช่วยกู้วิกฤตหนี้ยุโรปได้มากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากรายงานสำรวจภาวะเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ ที่ระบุว่าเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงมีการขยายตัวปานกลาง ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาดูประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่จะแถลงนโยบายการสร้างงานต่อสภาคองเกรสในช่วงเช้าวันศุกร์ตามเวลาประเทศไทย คาดตลาดหุ้นไทยจะมีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่บวกขึ้นตามตลาดหุ้นในต่างประเทศ
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด ศาลเยอรมนียกฟ้องคดีรัฐบาลสมทบเงินช่วยเหลือประเทศยูโรโซน: ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนียกฟ้องคดีที่รัฐบาลเยอรมนีถูกฟ้องกรณีจ่ายเงินสมทบมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซและประเทศอื่นๆ ในยูโรโซน โดยศาลไม่ขัดขวางการจ่ายเงินสมทบของรัฐบาล แต่ระบุว่ารัฐบาลเยอรมนีต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการงบประมาณของรัฐสภาก่อนจะให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่อาจทำให้การจัดการของยุโรปในการรับมือวิกฤติหนี้สาธารณะต้องล่าช้าออกไป ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนีมีกำหนดจะลงมติในวันที่ 29 ก.ย.นี้ เกี่ยวกับการอนุมัติให้เพิ่มขนาดและขอบเขตการทำงานของ EFSF ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้ EFSF ซื้อพันธบัตรของประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอในยูโรโซน และการผ่านมาตรการนี้ไม่น่าจะมีปัญหาเนื่องจากได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านของเยอรมนี ส่วนการขยายขนาด EFSF จะทำให้เยอรมนีต้องค้ำประกันเงินราว 2.11 แสนล้านยูโร เพิ่มขึ้นจากราว 1.23 แสนล้านยูโรในปัจจุบันหรือราว 2 ใน 3 ของงบประมาณประจำปีของรัฐบาลกลางเยอรมนี คาดแบงก์สหรัฐขาดทุนเกือบ 4 หมื่นล้านดอลล์จากคดีสัญญาซับไพร์ม: นักวิเคราะห์ประมาณการว่า ธนาคารสหรัฐอาจเผชิญกับการขาดทุนมากถึง 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หากการฟ้องร้องของสำนักงานบริการการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FHFA) เกี่ยวกับพันธบัตรจำนองประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ FHFA ได้ฟ้องร้องธนาคาร 17 แห่งในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเมื่อทำการขายหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง (MBS) วงเงินประมาณ 1.96 แสนล้านดอลลาร์ให้กับแฟนนี เมและเฟรดดี แมค ซึ่งเป็นนักลงทุนด้านสัญญาจำนองของรัฐบาลสหรัฐ โดย FHFA ระบุว่า เป็นการเร็วเกินไปและอาจผิดพลาดที่จะประเมินการเรียกเงินชดเชยจากธนาคารต่างๆ แต่ระบุว่าจำนวนเงินชดเชยจะถูกกำหนดผ่านกระบวนการทางกฏหมาย ขณะที่นายจอห์น แมคโดนัลด์ นักวิเคราะห์ธนาคารของแซนฟอร์ด เบิร์นสไตน์ ระบุว่า ในคดีที่คล้ายคลึงกันที่มีการยื่นฟ้องต่อยูบีเอสเมื่อต้นปีนี้นั้น FHFA ได้เรียกร้องค่าเสียหาย 900 ล้านดอลลาร์จาก 4.5 พันล้านดอลลาร์ในพันธบัตรจำนอง หากใช้อัตราส่วนดังกล่าว ธนาคารต่างๆ อาจเผชิญกับภาวะขาดทุน 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการขาดทุน 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ของธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป, 6.5 พันล้านดอลลาร์ของเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค และ 700 ล้านดอลลาร์ของซิตี้กรุ๊ป อิงค์ ด้านเอฟบีอาร์ แคปิตอล มาร์เก็ตส์ประมาณการสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดว่าธนาคารต่างๆ จะขาดทุนจากการซื้อคืนสัญญาจำนองทั้งหมดสูงเป็นประวัติการณ์รวม 1.21 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.04 แสนล้านดอลลาร์ โดยธนาคารขนาดใหญ่ที่สุด 4 แห่งจะขาดทุนจากการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 60% ของยอดขาดทุน เพิ่มขึ้นจาก 40% คลังมีแผนระดมทุนปีงบ 55 รวม 7.4 แสนล้านบาท โดยออกพันธบัตร 5.4 แสนล้านบาท: สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยปีงบประมาณ 55 (ต.ค.54-ก.ย.55) กระทรวงการคลังมีความต้องการระดมทุน 7.4 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นการชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 4 แสนล้านบาท และการปรับโครงสร้างหนี้พันธบัตรกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) อีก 3.4 แสนล้านบาท แต่หากภาวะตลาดเอื้ออำนวย สบน. อาจปรับโครงสร้างหนี้ของโครงการไทยเข้มแข็งก่อนกำหนดอีก 1.49 แสนล้านบาท ดังนั้น จากความต้องการระดมทุน 7.4 แสนล้านบาท สบน. จึงมีแผนออกพันธบัตรรัฐบาลวงเงิน 5.4 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 4.5 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 54 สำหรับพันธบัตรรัฐบาล 5.4 แสนล้านบาทนั้น แบ่งเป็น รุ่นอายุ 5 ปี วงเงิน 1 แสนล้านบาท ประมูล 6 ครั้งทุกเดือนคู่ ครั้งละ 1.5-2.0 หมื่นล้านบาท, รุ่นอายุ 7 ปี วงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท ประมูล 6 ครั้งทุกเดือนคี่ ครั้งละ 0.9-1.5 หมื่นล้านบาท, รุ่นอายุ 10 ปี วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท ประมูล 6 ครั้งทุกเดือนคี่ ครั้งละ 0.9-1.5 หมื่นล้านบาท, รุ่นอายุ 15 ปี วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ประมูล 6 ครั้งทุกเดือนคู่ ครั้งละ 5-9 พันล้านบาท, รุ่นอายุ 20 ปี วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ประมูล 6 ครั้งทุกเดือนคี่ ครั้งละ 5-9 พันล้านบาท, รุ่นอายุ 30 ปี วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ประมูล 6 ครั้งทุกเดือนคู่ ครั้งละ 3-5 พันล้านบาท และอายุ 50 ปี วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ประมูล 6 ครั้ง ทุกเดือนคี่ ครั้งละ 2.0-2.5 พันล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีพันธบัตรรัฐบาลประเภทอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (FRB) อายุ 4 ปี จำนวน 5 หมื่นล้านบาท ประมูล 6 ครั้งทุกเดือนคี่ ครั้งละ 0.8-1.1 หมื่นล้านบาท และพันธบัตรรัฐบาล อัตราดอกเบี้ยแปรผันตามการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ (ILB) อายุ 10 ปี วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท ประมูลทุกไตรมาส ครั้งละ 1.0-1.5 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน จะออกพันธบัตรรัฐบาล อายุ 3 ปี ซึ่งเป็นเครื่องมือใหม่ที่ออกในปีงบประมาณ 55 จำนวน 1 แสนล้านบาท ซึ่งประมูล 6 ครั้งทุกเดือนคี่ ครั้งละ 1.5-2.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ หลังออก ILB รุ่นอายุ 10 ปีแล้ว ในระยะต่อไปอาจปรับอายุให้สั้นลง เป็นอายุ 5 ปี หลังจากแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อน้อยลงกว่าช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังมีแผนออกพันธบัตรออมทรัพย์หรือพันธบัตรรัฐบาลเพื่อรายย่อยพิเศษ ที่สามารถซื้อผ่านตู้เอทีเอ็มของ KTB ราว 1 แสนล้านบาท และจะออกตั๋วเงินคลัง 3 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 55 และ สบน. ยังมีการเปลี่ยนแปลงการออกตั๋วเงินคลังซึ่งจะประมูลในวันที่ 28 ก.ย. นี้ อายุ 3 วัน เพิ่มเป็น 1.8 แสนล้านบาท จากเดิมที่ประกาศไว้ 8 หมื่นล้านบาท เพราะต้องการเพิ่มวงเงินสำหรับการบริหารเงินสดในปีงบประมาณ 55 ซึ่งการเปลี่ยนวงเงินตั๋วเงินคลังดังกล่าว จะทำให้วงเงินในการบริหารเงินสดสำหรับการออกตั๋วเงินคลังในปีงบประมาณ 55 เพิ่มเป็น 2.1 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากการเพิ่มวงเงินดังกล่าว 1.8 แสนล้านบาท และวงเงินตามแผนงบประมาณ อีก 3 หมื่นล้านบาท
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: TSTH คำแนะนำ: ขาย ราคาเป้าหมาย (บาท): 1.10 หยุดการผลิตที่โรง MBF ในเดือน ส.ค. 2554-มี.ค. 2555 โดยบริษัทกล่าวว่าการปิดโรงงานมีสาเหตุมาจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น (ทั้งสินแร่เหล็กและถ่านโค๊ก) เราคาดว่าจะรายงานขาดทุนสุทธิ 230 ล้านบาทในปี 2554 ปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะกำไร 574 ล้านบาท ไม่มีแนวโน้มว่าจะพลิกกลับมารายงานกำไรในระยะอันใกล้นี้ ปรับราคาเป้าหมายไปยังปี 2555 ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 1.1 บาทจากเดิม 1.42 บาท
นักวิเคราะห์: นฤมล เอกสมุทร Tel. (662) 618-1345
หุ้น: TVO คำแนะนำ: ถือ ราคาเป้าหมาย (บาท): 28.50 ประธานสมาคมอาหารสัตว์ไทยกล่าวว่าได้ยื่นคำรองไปยังกระทรวงพาณิชย์เพื่อขอปรับลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เหลือ 0% เราไม่คาดว่ารัฐบาลจะลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เป็น 0% โดยเราคาดว่ารัฐบาลน่าจะปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เรายังคงคำแนะนำ ถือ โดยอ้างอิงจาก PER ที่ 13.09 เท่า เหนือค่าเฉลี่ยระยะยาวอยู่ 1 SD
นักวิเคราะห์: ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
ทันข่าว...ก้าวทันหุ้น COLOR COLOR คาดว่ากำไรสุทธิปีนี้ดีกว่าปีก่อน และมั่นใจว่า รายได้จะเติบโตตามเป้าที่ 30% จากปีก่อน อยู่ที่ 566.43 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกในปีนี้เป็น 25-30% จากปีก่อนอยู่ที่ 20-25% (รอยเตอร์)
PTT PTT เผยได้ยกเลิกบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (เอ็มโอยู) ในการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวน 1 ล้านตัน กับการต้า เพื่อรองรับการใช้ในปี 54 แล้ว และหันไปนำเข้าจากตลาดจรแทน เพื่อรองรับการใช้ในช่วงกลางปี 54 ถึงกลางปี 55 (รอยเตอร์)
RAIMON RAIMON ตั้งเป้าหมายรายได้ปีนี้ที่ 1.0-1.5 พันล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายที่ 5 พันล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายรอโอน 1.53 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ปีนี้ และรับรู้รายได้ราว 1 หมื่นล้านบาทในปีหน้า (รอยเตอร์)
STAR STAR คาดธุรกิจในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น และมองว่าปีนี้รายได้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 10-15% นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ารายใหม่ในประเทศแถบตะวันออกกลางและออสเตรเลีย ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ (รอยเตอร์)
SPALI SPALI คาดปีนี้กำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และบริษัทคงเป้ารายได้ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่คาดว่ากำไรและรายได้ในไตรมาส 3/54 จะดีกว่างวดปีก่อน จากการโอนคอนโดมิเนียม และมองว่ายอดขายปีนี้เกินเป้าที่ตั้งไว้ 1.7 หมื่นล้านบาท และบริษัทจะทยอยขึ้นราคาขายบ้านราว 10% ในปีนี้ (รอยเตอร์)
TKS TKS คาดกำไรสุทธิในปีนี้ ดีกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น และบริษัทคาดว่ารายได้และกำไรสุทธิไตรมาส 3/54 จะดีกว่าไตรมาส 2 เนื่องจากมีการส่งมอบงาน และขายโรงาน ส่วนในปีหน้า คาดว่ารายได้โตราว 10% ตามอุตสาหกรรมการพิมพ์ (รอยเตอร์)
TFI TFI คาดรายได้รวมในปีนี้มากกว่า 4 พันล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน ที่มีรายได้ 3.8 พันล้านบาท โดยมองว่าครึ่งปีหลังความต้องการแผ่นฟิล์มยังเติบโต ทั้งนี้ ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า คาดว่าจะได้ข้อสรุปแนวทางการล้างขาดทุนสะสม ที่มีอยู่ 920 ล้านบาท (รอยเตอร์)
Technical Analysis Security: THCOM Position: ซื้อ เป้าหมาย 12/12.5 Stop loss < 10.6 Reason: การกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยหลักได้ทำให้หุ้นกลับมามีความน่าสนใจ ในขณะที่วอลุ่มสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต สอดคล้องกับราคาหุ้นที่สร้างฐานและกำลังดีดตัวขึ้น
Security: SAT Position: ซื้อ เป้าหมาย 27.5/28.5 Stop loss < 24.8 Reason: กลับขึ้นมายืนเหนือแนวรับสำคัญ 25 บนเส้นค่าเฉลี่ย 25วัน มองเป้าหมายระยะสั้น 27-28
Security: TASCO Position: ซื้อ เป้าหมาย 54/55 Stop loss < 50 Reason: ส่งสัญญาณฟื้นตัวเมื่อลงมาทดสอบแนวรับสำคัญ 48 ขณะที่วอลุ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการทะลุแนวต้านสำคัญที่ 50 บ.
Security: TRUE Position: ซื้อ เป้าหมาย 4.34/4.40 Stop loss < 4.12 Reason: กลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน 4.1 ได้อย่างแข็งแกร่งและมีโอกาสปรับขึ้นตามกลุ่ม
Security: ITD Position: ซื้อ เป้าหมาย 4.8/4.9 Stop loss < 4.32 Reason: สัญญาณซื้อจะเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นทะลุแนวต้านสำคัญ 4.6 แนะนำ Follow buy โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 4.8-4.9
Security: HEMRAJ Position: ซื้อ เป้าหมาย 2.44/2.54 Stop loss < 2.26 Reason: ทะลุแนวต้านสำคัญ 37.25 พร้อมกับวอลุ่มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 8 ก.ย. 2554
|
Comments