| รอบด้านตลาดหุ้น - บล.บัวหลวง |
|
| Tuesday, 20 September 2011 10:43 | |||
|
สรุปภาพตลาด ตลาดหุ้นไทยวานนี้ปิดปรับลดลง โดยดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยมีแรงขายตั้งแต่เปิดตลาด ซึ่งกลุ่มพลังงานและแบงก์ เป็นกลุ่มที่ถูกขายนำตลาด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายอยู่ในระดับเบาบาง คาดตลาดมีการเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นในภูมิภาค สิ้นวันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ
แนวโน้มตลาด ตลาดหุ้นยังได้รับแรงกดดันจากวิกฤตหนี้ในยุโรปที่ประเมินแล้วไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าโอกาสที่จะมีการผิดนัดชำระหนี้ภายในปีนี้ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ปริมาณการซื้อขายยังเบาบางและผันผวน นักลงทุนยังชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลการประชุม FOMC ในวันที่ 20-21 กันยายนนี้ ว่าจะมีมาตรการอะไรที่ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นหรือไม่ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนจนกว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ปัจจัยตลาดในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดร่วงลงเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับการลุกลามของวิกฤติหนี้ยุโรป หลังจากที่ประชุมรมว.คลังกลุ่มสหภาพยุโรป ไม่ได้ประกาศใช้มาตรการใดๆที่เฉพาะเจาะจงในการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์สามารถไต่ขึ้นจากระดับต่ำสุดในระหว่างวันได้ หลังจากมีรายงานว่ารัฐบาลกรีซใกล้จะบรรลุข้อตกลงกับอียู และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือด้านการเงินครั้งใหม่ คาดวันนี้มีโอกาสอ่อนตัวลงได้อีก
คมสันต์ ปรมาภูติ Tel. (662) 618-1333
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาด เจาะลึกแผนลดยอดขาดดุล 3 ล้านล้านดอลล์ของ "โอบามา": ประธานาธิบดีบารัค โอบามาจะประกาศแผนลดยอดขาดดุลงบประมาณมากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยการลดยอดขาดดุลครึ่งหนึ่งจะมาจากการขึ้นภาษีประชาชนที่มีฐานะร่ำรวยและบริษัทขนาดใหญ่ โดยเนื้อหาสำคัญในแผนได้แก่ 1) การปรับขึ้นภาษี แผนนี้จะระดมเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านการแก้กฎหมายภาษี โดยเม็ดเงิน 8 แสนล้านดอลลาร์ในจำนวนนี้จะมาจากการปล่อยให้กฎหมายลดหย่อนภาษีคนรวยสหรัฐหมดอายุลง ส่วนเงินอีก 7 แสนล้านดอลลาร์จะมาจากการยกเลิกกฎหมายลดหย่อนภาษีพิเศษ โดยปธน.โอบามาเสนอให้จำกัดการลดหย่อนภาษีของครัวเรือนที่มีรายได้สูง และยกเลิกการลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทน้ำมันและก๊าซและบริษัทที่ซื้อเครื่องบินไว้ใช้ในบริษัท ซึ่งการเก็บภาษีจากคนรวยมากขึ้นเรียกว่า "กฎบัฟเฟตต์" เนื่องจากข้อเสนอนี้มาจากแนวคิดของนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีที่เป็นพันธมิตรของ ปธน.โอบามา โดยนายบัฟเฟตต์ระบุว่าคนรวยอย่างตัวเขามักจ่ายภาษีน้อยกว่าลูกจ้างเพราะมีช่องโหว่ทางกฎหมายภาษี, 2) สวัสดิการสำหรับผู้เกษียณอายุ แผนการนี้จะหลีกเลี่ยงการลดงบประมาณขนาดใหญ่สำหรับโครงการสวัสดิการของชนชั้นกลาง เช่น โครงการประกันสังคมสำหรับผู้เกษียณอายุ และโครงการเมดิแคร์ (ระบบประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงวัย) และการประหยัดงบประมาณ 2.48 แสนล้านดอลลาร์จากโครงการเมดิแคร์ โดยการประหยัดงบส่วนใหญ่จะมาจากการลดการจ่ายเงินแก่บริษัทประกันสุขภาพ นอกจากนี้ จะประหยัดงบอีก 3.30 แสนล้านดอลลาร์ผ่านโครงการสวัสดิการอื่นๆ ขณะเดียวกัน ปธน.โอบามาจะใช้สิทธิวีโต้แผนการใดก็ตามที่ปรับลดการจ่ายเงินแก่ผู้ประกันสุขภาพตามโครงการเมดิแคร์ นอกจากจะมีการกำหนดให้คนรวยและบริษัทขนาดใหญ่จ่ายภาษี "ในสัดส่วนที่เป็นธรรม", 3) การยุติสงคราม แผนนี้ครอบคลุมการประหยัดงบ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์จากการปิดฉากการทำสงครามในอิรักและลดกำลังพลในอัฟกานิสถาน, 4) การออมเงินที่ใช้ในการจ่ายดอกเบี้ย แผนนี้จะประหยัดงบ 4.3 แสนล้านดอลลาร์จากการชำระค่าดอกเบี้ย โดยเป็นผลจากการลดงบประมาณในส่วนอื่นๆ คาดเฟดเพิ่มถือครองบอนด์ระยะยาวหวังกดดันอัตราดอกเบี้ย: ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะจัดการประชุมในวันที่ 20-21 ก.ย. นี้ และจะประกาศมติการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 21 ก.ย. เวลา 01.15 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยเฟดกำลังจับตาวิกฤติหนี้ยุโรปและอัตราการว่างงานซึ่งยังคงอยู่ที่ระดับ 9.1% ในสหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดอาจปรับสัดส่วนงบดุลที่มีขนาด 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ของตน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวให้สูงขึ้น และมาตรการดังกล่าวอาจกดดันอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดลงซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการรีไฟแนนซ์ (การกู้เงินใหม่เพื่อนำมาชำระหนี้เก่า) สัญญาจำนองบ้านและกระตุ้นให้ภาคธุรกิจลงทุนมากขึ้น รวมทั้งอาจช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนย้ายเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นหรือหุ้นกู้เอกชนมากขึ้นเพื่อแสวงหาสิ่งที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตร ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีแนวโน้มจะหารือเกี่ยวกับทางเลือกแบบแข็งกร้าว เช่น การกำหนดเป้าหมายอัตราการว่างงานหรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พึงปรารถนา หรือการใช้นโยบายที่เปิดโอกาสให้อัตราเงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมาย อย่างไรก็ดี เฟดมีแนวโน้มจะใช้ทางเลือกนี้เฉพาะกรณีที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเลวร้ายกว่านี้มากเท่านั้น ขณะเดียวกัน เฟดเคยดำเนินมาตรการซื้อพันธบัตรระยะยาวมาแล้ว โดยมาตรการครั้งนั้นมีชื่อว่า Operation Twist ซึ่งเฟดใช้ในปี 1960-1965 เพื่อแก้ไขภาวะเศรษฐกิจถดถอยและลดยอดขาดดุลการค้า แต่ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อผ่อนคลายนโยบายการเงิน เจ้าหน้าที่เฟดจึงต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินมาตรการ Twist ครั้งที่สองนี้ในระดับที่รุนแรงเพียงใด ซึ่งหากเฟดดำเนินมาตรการนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เฟดจะปล่อยให้หลักทรัพย์ที่ถือครองไว้ครบกำหนดไถ่ถอนก่อน แล้วเฟดจึงแทนที่หลักทรัพย์ดังกล่าวด้วยพันธบัตรที่มีอายุยาวกว่าเดิม แต่หากเฟดดำเนินมาตรการ Twist อย่างเข้มข้น เฟดจะขายหลักทรัพย์ระยะสั้นและซื้อหลักทรัพย์ระยะยาวเพื่อแทนที่หลักทรัพย์ระยะสั้น เนื่องจากหลักทรัพย์ต่างๆ ในงบดุลของเฟดมีกำหนดไถ่ถอนที่ต่างกันและผูกพันกับตลาดจำนอง นักวิเคราะห์บางรายจึงคาดว่าเฟดอาจขายหลักทรัพย์ระยะสั้นและซื้อหลักทรัพย์ระยะยาวตามกำหนดเวลาที่สม่ำเสมอ เพื่อที่ตลาดจะได้คาดการณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจใช้มาตรการแบบแข็งกร้าวมากซึ่งได้แก่ การซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมทันทีแม้วิธีนี้อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายสำคัญในการกำหนดนโยบายของตนเพื่อตอบรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ซบเซาลง โดยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) คงนโยบายการเงินไว้ตามเดิมในช่วงต้นเดือน ก.ย. หลังจากที่เคยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้า ส่วนธนาคารกลางแคนาดา เกาหลีใต้ และอินโดนีเซียไม่ได้ถอนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ EU/IMF ยื่นแผนรัดเข็มขัด 15 ข้อให้กรีซก่อนเบิกจ่ายเงินกู้งวดต่อไป: เจ้าหนี้ระหว่างประเทศของกรีซเสนอมาตรการรัดเข็มขัด 15 ข้อที่กรีซต้องเร่งดำเนินการตามเงื่อนไข เพื่อให้มีการเบิกจ่ายเงินกู้ช่วยเหลืองวดต่อไป โดยกรีซจำเป็นต้องปลดข้าราชการ ลดหรือไม่เพิ่มเงินเดือนและเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพิ่มภาษีน้ำมัน heating oil ปิดกิจการรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน ลดงบรายจ่ายด้านสาธารณสุข และเร่งการแปรรูป ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนลดงบประมาณระยะกลางของกรีซอยู่แล้ว โดยรัฐสภากรีซเห็นชอบในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาเพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลืองวดต่อไปจากสหภาพยุโรป (EU)/กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และหลีกเลี่ยงการล้มละลาย นักวิเคราะห์ชี้มีโอกาส 65% ที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ภายใน 1 ปี: ความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่ามีโอกาส 65% ที่กรีซมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้ภายใน 1 ปีหลังจากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนอีกต่อไป ขณะที่นักลงทุนในตลาดสินเชื่อคาดว่ามีโอกาสสูงกว่า 90 % ที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ดี มีโอกาสเพียง 18% ที่กรีซจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน ขณะเดียวกัน ประเทศเศรษฐกิจสำคัญในยูโรโซนแสดงความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการที่รัฐบาลกรีซไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการคลังที่ตั้งไว้ภายใต้มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และปัจจัยนี้ทำให้ตลาดกังวลว่ากรีซอาจผิดนัดชำระหนี้หรืออาจออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซนในอนาคต นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่ามีโอกาส 40% ที่ยูโรโซนจะออกพันธบัตรร่วมกัน แม้ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีสั่งห้ามรัฐบาลเยอรมนีเข้าร่วมในโครงการนี้ แต่นักเศรษฐศาสตร์มองว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่สามารถแก้ไขวิกฤติหนี้ยูโรโซนได้ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาตลาดพันธบัตรของประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอในยูโรโซนได้รับแรงหนุนในวงจำกัดจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ผ่านโครงการตลาดหลักทรัพย์ (SMP) โดยอีซีบีได้ซื้อพันธบัตรสเปนและอิตาลีภายใต้โครงการ SMP ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอีซีบีดำเนินการไปแล้ว 2 ใน 3 ของโครงการ SMP โดยอีซีบีใช้เงินไปแล้ว 1.43 แสนล้านยูโรภายใต้โครงการนี้ และนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าอีซีบีจะใช้เงินซื้อพันธบัตรรวมกันทั้งสิ้นราว 2.50 แสนล้านดอลลาร์เมื่อโครงการสิ้นสุดลง ธนาคารกลางอังกฤษชี้ QE1 ช่วยหนุนจีดีพีเพิ่มขึ้น 1.5-2.0%: ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เปิดเผยว่าการซื้อสินทรัพย์รอบแรกของ BoE ช่วยหนุนเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด แต่การผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในอนาคตอาจไม่ส่งผลมากเท่าเดิม โดยเม็ดเงิน 2 แสนล้านปอนด์ที่ใช้ซื้อพันธบัตรระยะกลางและยาวในระหว่างเดือน มี.ค. 2009 ถึงเดือน ม.ค. 2010 ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 1.5-2.0% ขณะเดียวกัน คณะกรรมการนโยบายจะยังคงเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากการซื้อสินทรัพย์จนถึงขณะนี้ เพื่อตัดสินใจในอนาคตเกี่ยวกับการขายสินทรัพย์ย้อนหลังหรือซื้อเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์ BoE บางรายแสดงความไม่แน่ใจต่อประสิทธิภาพของการซื้อสินทรัพย์ในอนาคต เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว แต่ผู้กำหนดนโยบายบางรายกล่าวว่า การผ่อนคลายนโยบายลงอีกจะได้ผล ซึ่งนักวิจัยของ BoE กล่าวว่าบทวิเคราะห์ของพวกเขาบ่งชี้ว่านโยบาย QE รอบแรกทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.75-1.75% ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.5% ซึ่งมากกว่าเป้าหมายของ BoE ถึงกว่า 2 เท่า
ปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ Tel. (662) 618-1336
รายงานวันนี้ หุ้น: CPALL คำแนะนำ: ซื้อ ราคาเป้าหมาย (บาท): 64.00 ยังขยายสาขาได้ 500 สาขาต่อปีไปอย่างน้อย 10 ปี ส่วนแบ่งทางการตลาด 55% ในแง่ของจำนวนร้านสะดวกซื้อและการแข่งขันยังไม่รุนแรงมาก ผู้บริหารคาดว่าการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมจะกลับสู่ระดับปกติในไตรมาส 3/54 จากที่ขยายตัวได้ช้าในครึ่งแรกของปี ตั้งเป้าเพิ่มสัดสวนสินค้าประเภทอาหารเป็น 40% จาก 20% ซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้น จะขยายธุรกิจซึ่งจะช่วยสร้าง Synergy ให้กับการดำเนินงานในปัจจุบัน
นักวิเคราะห์: ไชยธร ศรีเจริญ Tel. (662) 618-1344
กลุ่ม: ปิโตรเคมี คำแนะนำ: เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ราคาเป้าหมาย (บาท): - ส่วนต่างเอธิลีนปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่ส่วนต่างโพรพิลีนปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนต่าง HDPE ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ส่วนต่าง MEG ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนต่างพีวีซียังคงอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์: สุพพตา ศรีสุข Tel. (662) 618-1343
กลุ่ม: พัฒนาอสังหาริมทรัพย์(ที่อยู่อาศัย) คำแนะนำ: NEUTRAL ราคาเป้าหมาย (บาท): - รัฐบาลจะพิจารณาการให้สิทฺธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ซื้อบ้านหลังแรก (บ้านใหม่เท่านั้น) ข้อเสนอที่พิจารณาได้แก่การคืนภาษี 10% ของราคาบ้าน ทั้งนี้ราคาบ้านจะต้องไม่เกิน 5 ล้านบาทและระยะเวลาในการให้สิทธิพิเศษทางภาษีจะคลอบคลุมเป็นเวลา 5 ปี เรามองว่าบ้านระดับ กลาง-บนจะได้ประโยชน์มากที่สุด โดยบริษัทที่มีสินค้าบ้านประเภท 3.5-5 ล้านมากที่สุด 3อันดับแรก ได้แก่ SIRI, SPALI และ LH เราชอบ LH และ SPALI เนื่องจากได้ประโยชน์จากข่าวดังกล่าว
นักวิเคราะห์: นฤมล เอกสมุทร Tel. (662) 618-1345
หมายเหตุ: รายงานดังกล่าวเป็นเพียงเนื้อหาโดยสรุป สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม
Technical Analysis Security: PTT Position: ขาย Reason: ส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาดและปรับตัวลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่นับตั้งแต่ต้นปี 2011 แนะนำขายหรือหลีกเลี่ยง
Security: TOP Position: ขาย Reason: ปรับลงและทดสอบบริเวณจุดต่ำสุดเดิม 61.25 หากหลุดลงไปต่ำกว่าคาดว่าหุ้นจะปรับตัวลงแรง
Security: BAY Position: ขาย Reason: หลุดเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว ส่งผลให้แนวโน้มเปลี่ยนเป็นรูปแบบขาลง และคาดว่าราคาหุ้นจะปรับตัวไปทำจุดต่ำสุดใหม่ต่ำกว่า 22.7 บ.
Security: CPALL Position: ขาย Reason: ส่งสัญญาณเตือนอยู่ในช่วงปลายทางขาขึ้นจากลักษณะ Bearish divergence หากราคาหลุดแนวรับสำคัญ 48.5 คาดว่าหุ้นจะปรับตัวลงแรง
Security: PTTCH Position: ขาย Reason: ปรับตัวไปในทิศทางเดียวกับหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มถือว่าส่งสัญญาณอ่อนกว่าตลาดอยู่ชัดเจนและมีแนวโน้มที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่
Security: JAS Position: ขาย Reason: แนวโน้มระยะยาวอยู่ในทิศทางขาลงหลังจากหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันขณะที่วอลุ่มฝั่งขายหนาแน่นหลังจากราคาหุ้นปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดใหม่
โดย บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ประจำวันที่ 20 ก.ย. 2554
|
Comments