|
บล.พัฒนสิน : รายงานภาวะหุ้น 05/11/52
|
|
|
Thursday, 05 November 2009 10:29 |
|
บล.พัฒนสิน : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 05/11/52
กลยุทธ์การลงทุน ทิศทางตลาดหุ้น วานนี้(+): รายงานคำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐฯที่ดีกว่าคาด ส่งผลบวกต่อ ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิคส่วนใหญ่ปรับสูงขึ้น ยกเว้น เวียดนาม-0.39% ฟิลิปปินส์- 0.02% สำหรับตลาดหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้น สูงสุด(เรียงจากมากสุดไปน้อยสุด) ได้แก่ ไทย +2.35% ไต้หวัน +1.97% เกาหลีใต้ +1.94% ฮ่องกง +1.76% อินโดนีเซีย +1.62% สิงคโปร์ +1.03% จีน +0.46% ญี่ปุ่น +0.42% ดัชนีตลาดฯวานนี้ปิดที่ระดับ 686.41จุด +17.93จุด +2.68% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้น สูงสุดในภูมิภาค ขณะที่วอลุ่มซื้อขายลดลงเหลือ 18,652.57ล้านบาท โดยดัชนีฯ ปรับขึ้นเกือบ 6 จุดตั้งแต่เปิดตลาด และปรับขึ้นต่อเนื่องในลักษณะ Sideway Up ตลอดการซื้อขาย จากแรงซื้อหุ้นบลูชิพที่ดิ่งลงแรงตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นำ ขึ้นโดยกลุ่ม ปิโตรเคมี ธนาคารฯ ขนส่ง พลังงาน ทั้งนี้ หลักทรัพย์ที่ปรับลดลงมี 40 หลักทรัพย์(ลดลงจากวานนี้ที่ 189 หลักทรัพย์) และเพิ่มขึ้น 314 หลักทรัพย์ (จากวันก่อนหน้า 133หลักทรัพย์) ส่วนวอลุ่มซื้อขายสูงสุด 20 อันดับแรก มี จำนวนบจ.ที่ปิดบวกทั้งหมด จากวันก่อนหน้า 3 บริษัท
สรุปประเด็นเด่นวันนี้ : Sell on fact/bad news (-) 1) (-) คาดดัชนีฯ ปรับลดลง แนวรับ 670/666 จุด แนวต้าน 695/700 จุด Sentiment ตลาดวันนี้เป็น Slightly Negative เพราะแม้จะมีปัจจัยบวกจาก เฟด ยังคงดอกเบี้ยต่ำต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน แต่ปัจจัยลบใหม่คือ เฟดมีการส่ง สัญญาณแนวโน้มดอกเบี้ยอนาคตที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือน มีนาคมเป็นต้นมา และการตัดวงเงินซื้อตราสารหนี้ $25bn จาก Fannie Mae, Freddie Mac สะท้อนมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินใกล้สิ้นสุดลงและทำให้ ตลาดฯจะให้ความสนใจต่อแถลงการณ์ของ ผลประชุมธนาคารกลางยุโรป อังกฤษ ฟิลิปปินส์ วันนี้ ว่าจะมีการส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้าอย่างไรแม้ตลาดคาดว่าจะคง ดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 1.0% 0.5% และ 4.0%ตามลำดับ ก็ตาม ส่วนปัจจัย ทางเทคนิค เริ่มมีสัญญาณบวกจากการผ่านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 5 วันที่ 681.5 จุด ขึ้นมาได้ แต่วอลุ่มไม่ยืนยัน (วอลุ่มไม่สูงขึ้นตามดัชนีฯที่พุ่งขึ้นแรง) และจะเป็นบวก เพิ่มขึ้นหากวันนี้สามารถผ่านแนวต้าน696 จุด ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10วันขึ้น ไปได้ มิฉะนั้นจะเป็นเพียงTechnical Rebound และมีโอกาสที่ดัชนีฯจะลงไปทดสอบ จุดต่ำสุดเดิม 666.81จุดหรือสร้างจุดต่ำสุดใหม่ที่ 657 จุดได้เช่นเดิม 2) (ผลประชุมเฟด VS ตลาดหุ้นสหรัฐฯ -) : DJIA ลดช่วงบวกลง มาปิด +0.31% หลังขึ้นไปบวกสูงสุด +1.6% แม้จะมีข่าวดีจากการประกาศคงดอกเบี้ย นโยบายที่0-0.25% และอาจคงดอกเบี้ยต่อเนื่องไปอีกระยะ 6 เดือน เนื่องจาก 1.เป็น ครั้งแรกที่มีเฟดการชี้แจงสมมุติฐานของนโยบายดอกเบี้ยต่ำ มาจาก อัตราการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในระดับต่ำ แนวโน้มเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตยังคงมีเสถียรภาพ (สะท้อนการปรับดอกเบี้ยสูง ขึ้นเริ่มมีความเป็นไปได้ หากสมมุติฐานเปลี่ยนไปจากคาด ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ ไม่มีการระบุใดๆทั้งสิ้น) 2.การตัดวงเงินซื้อตราสารหนี้จากFannie Mae, Freddie Mac จำนวน US$25bn จากแผนทั้งหมด $200bn แทนที่จะโอนวงเงินดังกล่าวไปซื้อ Mortgage back securities แทน (สะท้อนว่าการเสนอซื้อ MBS มีแนวโน้มสิ้นสุดลง หรือแผนอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงิน มูลค่า$1750bn จะไม่มีการเพิ่มเติมในอนาคต) 3) ผลประชุมธนาคารกลางอังกฤษ ยุโรป ฟิลิปปินส์ จะเป็นไฮไลท์สำคัญต่อ ตลาดหุ้นวันนี้ วานนี้ รายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯเป็นลบ เพราะ ISM ภาคบริการ เดือน ตค. ต่ำกว่าคาด (50.6 Vs คาด 51.7 และลดลงจากเดือนก่อน50.9), ADP private employment เดือนตค. รายงานจำนวนการลดพนักงานสูงเกินคาด (2.03 แสนราย Vs 1.9 แสนราย แต่ดีขึ้นจากเดือนก่อน ที่ลดลง 2.54 แสนราย) ส่วนวันนี้ ไฮไลท์จะอยุ่ที่ EU-ผลประชุมธนาคารกลางยุโรป คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม 1.0% และไม่ส่ง สัญญาณ Exit Strategy /ยอดค้าปลีกเดือนกย. คาดเติบโต +0.2%mm sa (ดีขึ้นจาก เดือนก่อน -0.2%m-m sa) UK-ผลประชุมธนาคารกลางอังกฤษ คาดคงดอกเบี้ยไว้ที่ ระดับเดิม 0.50% /Industrial Production เดือนกย. คาด +1.3%m-m sa (ดีขึ้นจาก เดือนก่อน -2.5%m-m sa) ฟิลิปปินส์ – ผลประชุมธนาคารกลางฟิลิปปินส์ คาดคง ดอกเบี้ยนโยบาย ไว้ที่ระดับเดิม 4.0% 4) อัตราผลตอบแทนของกลยุทธ์ใหม่ วานนี้ 1.การทำ Pair Trade ให้ผลตอบ แทน -1.07%d-d 2.การทำ ShortSell(SCC, S50z09) ให้ผลตอบแทน -3.87% และ การซื้อหุ้นแนะนำประจำสัปดาห์ MINT KCE ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย+4.43% รวม Total Return วานนี้อยู่ที่เฉลี่ย -0.51% และหากนับสะสมตั้งแต่ต้นสัปดาห์ มีอัตราผลตอบ แทนเฉลี่ย +2.94% 5) เราคงคำแนะนำ 1. การทำ Pair Trade คู่เดิม (ดุตาราง) 2. Short SCC ที่ 211- 213 บาท (จุดซื้อคืนที่ 204 -200บาท) Short TTA (ราคาซื้อคืน 26.25 บาท) และ Short S50z09 รอบใหม่ ที่ 483-488 จุด โดยมีจุดพิจารณา Long คืนที่ 473จุด 3. ถือ ต่อ MINT KCE 6) (กลุ่มถ่านหิน Neutral) Nomura ออกรายงาน Weekly Update on Coal โดย คาดว่า ราคาถ่านหินในจีนและอินโดนีเซีย มีแนวโน้มทรงตัวไปจนถึงสิ้นปีนี้ เนื่องจาก 1. ผลผลิตถ่านหินตั้งแต่ต้นปีถึงกย.09 เติบโตถึง 7.4%y-y ขณะที่อุปสงค์ถ่านหินจาก โรงไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 1.7%y-y ต่ำกว่าคาดการณ์ของ Nomura ที่ +3%y-y ในปี 2009F 2. เหมืองถ่านหินขนาดเล็กในจีน เริ่มกลับมาผลิตเพิ่มขึ้นตามลำดับ หลังจากผ่านการ ตรวจเช็คเพื่อความปลอดภัยไปแล้วCNSคงคำแนะนำ Neutral BANPU ราคาเหมาะ สม 445 บาท 7) (กลุ่มเรือเทกอง -) เราแนะนำ Take Profit สำหรับ TTA PSL วันนี้ (แนวรับซื้อ คืน 26.25 บาทและ 17.9-17.7บาท) เนื่องจากแนวโน้มราคาค่าระวางเรือล่วงหน้า 1 เดือน (ธค.09) วานนี้ ดิ่งลงแรง -455 จุด -15.8% เป็น 2425 จุดจะกดดันให้ราคา Spot ที่วานนี้ +48 จุด +1.48% เป็น 3295 จุด ปรับตัวลดลงแรงเช่นกันในการรายงาน พรุ่งนี้ แม้สัญญาณระยะยาวยังคงเป็นบวก โดย Nomura ออกรายงาน Asia Transport วานนี้ โดยคงคำแนะนำ Bearishสำหรับกลุ่มเรือคอนเทนเนอร์(RCL) ที่ คาดว่าจะเกิดภาวะ Oversupply และกดดันต่อค่าระวางเรือใกล้เคียงกับระดับ จุดคุ้มทุนเท่านั้น และ Bullish สำหรับเรือเทกอง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.อุปสงค์ เรือเทกองเพิ่มขึ้นจาก โครงการก่อสร้างของเอกชนและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใน จีน ทำให้ความต้องการเหล็กสูงขึ้น 2.จำนวนเรือเทกองที่มีอยู่จริงน้อยกว่าคาดการณ์ CNS คงคำแนะนำ ซื้อ TTA ราคาเป้าหมาย 35 บาท 8) (PTTEP –Montara Fields) เราคาดว่า ความเสียหายเบื้องต้นจากเหตุการณ์ น้ำมันรั่วและไฟไหม้แท่นขุดเจาะ จะทราบได้ในสัปดาห์หน้า และคาดวงเงินประกัน ภัยที่ทำไว้ จะสามารถชดเชยได้เพียงพอ แต่ที่ยังคงมีความเสี่ยงและอาจกระทบต่อ กำไรของบริษัท คือ ความเสียหายจากการล่าช้าของโครงการ ซึ่งเดิมจะเริ่มต้นผลิต มีนาคม 2010F 3.5 แสนบาร์เรลต่อวัน จะทำให้กำไรสุทธิปี 2010Fของ PTTEP หาย ไปเกือบ 7 พันล้านบาท และกรณีการฟ้องร้องของกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมใน ออสเตรเลีย ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ในปัจจุบัน ทำให้การรีบาวด์ของ PTTEP ยัง คงมี UpsideLimit ขณะที่แนวรับสำคัญทางเทคนิคอยู่ที่ 126 บาทหรือ 120บาท(จุด พิจารณา ซื้อ) ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 138.50 บาท(ระยะสั้น ไม่ผ่าน-ควรขายก่อน) 9) (US Earnings Update +/-) คาดผลกำไร 3Q09F เติบโต -15.7% ดีขึ้น เทียบกับ -16.0% ประเมิน ณ วันก่อนหน้า ส่วนรายงานงบฯ บจ.397 แห่งจากทั้งหมด 500 แห่งที่คำนวณใน S&P500 Index พบว่า 80%ของบจ. รายงานกำไรดีกว่าคาด และ 14% รายงานกำไรแยก่ว่าคาด ส่วนวันนี้ จะมี 238 บจ. โดยบจ.ที่น่าสนใจ ได้แก่ Toyota, Cigna , Thompson Reuters, Uniliver, CBS etc) 10) (Thai Earnings Update +) วานนี้ IFEC รายงานกำไรดีขึ้น พร้อมประกาศปัน ผล 3Q09 0.03 บาท/หุ้น Nomura ออกรายงาน Earnings Results Monitor วันนี้ โดย พบว่ารายงานงบการเงิน 3Q09 QTD ไทยและไต้หวันเป็นสองประเทศที่มีจำนวน บจ. ที่รายงานกำไรดีกว่าคาด(Surprise) มากกว่า แย่กว่าคาด(Disappointment) กว้างกว่า 20PPts.ดีสุดในภูมิภาค โดยที่อินเดีย และอินโดนีเซีย มีจำนวนบจ.ที่รายงานกำไร Surprise ลดลงสงสุดกว่า 5 PPTs ทั้งนี้ ไทยประกาศงบการเงินแล้ว 22 บจ.ในเดือน ตค. มีจำนวนบจ.ที่รายงานกำไรดีกว่าคาด 8 แห่งหรือ 36.36% และแย่กว่าคาด4 แห่ง คิดเป็น 18.18% ซึ่งถือว่าดีกว่าคาดการณ์ทั้งไตรมาส 3/09F จากทั้งหมด 106 บจ. ซึ่ง คาดว่าจะมี Surprise33.96% และ Disappointment 22.64% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ รายงานกำไรดีกว่าคาด ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เซมิคอนดัคเตอร์ และ ธนาคาร 11) รายงานของ CNS วันนี้ : PTTEP THCOM (Update) CENTEL MINT (Earnings Preview)
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ : (-)คาดดัชนีฯ ปรับลดลง แนวรับ 670/666 จุด แนวต้าน 695/700 จุด Sentiment ตลาดวันนี้เป็น Slightly Negative เพราะแม้จะมีปัจจัยบวกจาก เฟดยังคงดอกเบี้ยต่ำ ต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน แต่ปัจจัยลบใหม่คือ เฟดมีการส่งสัญญาณแนวโน้ม ดอกเบี้ยอนาคตที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา และการตัดวงเงินซื้อตราสารหนี้ $25bn จาก Fannie Mae, Freddie Mac สะท้อน มาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินใกล้สิ้นสุดลง และทำให้ตลาดฯจะให้ความสนใจ ต่อแถลงการณ์ของ ผลประชุมธนาคารกลางยุโรป อังกฤษ ฟิลิปปินส์ วันนี้ ว่าจะมีการ ส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้าอย่างไร แม้ตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ ระดับเดิม 0.5% 0.5% และ 4.0% ตามลำดับ ก็ตาม ส่วนปัจจัยทางเทคนิค เริ่มมีสัญญาณบวกจากการผ่านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 5 วันที่ 681.5 จุดขึ้นมาได้ แต่วอลุ่มไม่ยืนยัน(วอลุ่มไม่สูงขึ้นตามดัชนีฯที่พุ่งขึ้นแรง) และจะเป็นบวกเพิ่มขึ้นหากวันนี้สามารถผ่านแนวต้าน 696 จุด ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ย เคลื่อนที่ 10วันขึ้นไปได้ มิฉะนั้นจะเป็นเพียง Technical Rebound และมีโอกาสที่ ดัชนีฯจะลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิม666.81 จุดหรือสร้างจุดต่ำสุดใหม่ที่ 657 จุดได้ เช่นเดิม เราคงคำแนะนำ 1. การทำ Pair Trade คู่เดิม (ดุตาราง) 2. Short SCC ที่ 211-213 บาท (จุดซื้อคืนที่ 204 -200บาท) Short TTA (ราคาซื้อคืน 26.25 บาท) และ Short S50z09 รอบใหม่ ที่ 483-488 จุด โดยมีจุดพิจารณาLong คืนที่ 473จุด 3. ถือต่อ MINT KCE
|
Comments