|
บล.เกียรตินาคิน : CK แนะนำทยอยซื้อ โดยมีราคาเหมาะสมปี 53 หลังเพิ่มทุน 7.40 บาท
-คาดแนวโน้มระยะยาวบริษัทมีความน่าสนใจจากการเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากงบประมาณภาครัฐเช่นงบประมาณประจำปี53 โครงการไทยเข้มแข็ง และงานประมูลรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งบริษัทมีความได้เปรียบจากงานใต้ดิน นอกจากนั้นยังมีงานภาคเอกชนจากงานเขื่อนน้ำบาก1-2มูลค่าโครงการประมาณ 17,000ล้านบาทรวมถึงงานฝ้ายน้ำล้นไซยะบุรี
-บริษัทมี Backlog ในมือ 15,043ล้านบาทหลักๆเป็นงานรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยมีงานที่เข้ารวมประมูลประมาณ 9,000ล้านบาทมองโอกาสบริษัทได้รับงาน(Succeed Ratio) ที่ไม่ต่ำกว่า30-40%ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานภาครัฐ มองประเด็นบวกจากโอกาสการรับงานและความคืบหน้าของรถไฟฟ้าปรับคำแนะนำจากรอ“ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว”เป็น”ทยอยซื้อ”โดยมีราคาที่เหมาะสมปี53หลังเพิ่มทุน 7.40บาท
Backlogในมือปัจจุบัน 15,043ล้านบาท มีงานที่อยู่ระหว่างประมูล มูลค่าโดยรวมประมาณ 9,000ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงานภาครัฐ เช่น กรมชลประทาน กรมทางหลวง ฯลฯ คาดเริ่มเห็นงานในมือเพิ่มขึ้นในปี53 บริษัทเข้าประมูลในโครงการต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางภาครัฐ โดยรวมที่เม็ดเงิน 9,000ล้านบาท คาดบริษัทมีโอกาสได้งานดังกล่าว (Succeed Ratio) ที่ไม่ต่ำกว่า30-40% โดยงานหลักมาจาก กรมชลประทาน และกรมทางหลวง คาดทราบผลความชัดเจนในต้นปี53 นอกจากนั้นยังมีงานที่คาดว่ามีโอกาสรับงานเช่นโครงการโรงไฟฟ้า SPP มูลค่าโครงการ 4,000ล้านบาท สำหรับงานในมือหลักมาจากรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่1 มูลค่าโครงการที่ CK รับผิดชอบอยู่ที่ 10,004ล้านบาท (มูลค่าโดยรวม 14,242ล้านบาทจากสัดส่วน CK 70% TC 30%)และจากโครงการเขื่อนน้ำงึม2 1,768ล้านบาท มองปี53 โอกาสเสริมสร้าง Backlog ในมือต่อเนื่องมาจากงบประมาณจากภาครัฐ โครงการรถไฟฟ้าและโครงการไทยเข้มแข็งช่วยผลักดัน จากความต่อเนื่องของงบประมาณภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการไทยเข็มแข็ง ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินสำหรับการพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ ที่ส่งผลต่อการสร้างงานรับเหมาก่อสร้าง นอกจากนั้นยังมีประเด็นคาดหวังรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ต่อเนื่องเช่น สายสีน้ำเงิน สายสีแดง และสายสีเขียว ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนจากสายสีน้ำเงินเป็นสายถัดไป โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการเข้าประมูล ในช่วงม.ค.ปี53 และคาดทราบผู้รับเหมาได้ในช่วง กลางปี 53(1H53) โดยบริษัทเป็น1 ในผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีโอกาสเข้าร่วมประมูลและได้รับงาน อีกทั้งบริษัทค่อนข้างมีความชำนาญและประสบการณ์ เช่นงานใต้ดิน สายสีน้ำเงินทางรฟม.ได้ขอปรับวงเงินค่าก่อสร้างโยธาเพิ่มขึ้นเนื่องจากค่าแรงงานและค่ารื้อย้าย จากเดิม 48,821ล้านบาท เป็น 52,460ล้านบาท โดยยังไม่รวมงานระบบรางและงานที่ปรึกษา โดยมีการแบ่งการประกวดราคาเป็น 5 สัญญา มีรายละเอียดดังนี้
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่างก่อสร้าง ลักษณะ ระยะทาง (กม.) มูลค่าโครงการ (ล้านบาท) สัญญาที่ 1 หัวลำโพง-สนามชัย ใต้ดิน 2.8 11,649 สัญญาที่ 2 สนามชัย-ท่าพระ ใต้ดิน 2.6 10,818 สัญญาที่ 3 เตาปูน-ท่าพระ ยกระดับ 11 11,395 สัญญาที่ 4 ท่าพระ-หลักสอง(บางแค) ยกระดับ 10.5 13,429 สัญญาที่ 5 งานระบบราง 5,169 Total 52,460
โครงการเขื่อนน้ำบาก1 และ2 รวมถึงโครงการเขื่อนฝ่ายน้ำล้น ยังคงเป็นงานภาคเอกชนที่บริษัทคาดหวังช่วยสร้างงานในมือในเติบโต 1) โครงการเขื่อนน้ำบาก1 และ 2 : มูลค่าโครงการ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ(17,000 ล้านบาท) มีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี อยู่ระหว่างรอเซ็น สัญญา สัดส่วนโครงการ 70% เป็นของ CK และ 30% เป็นของ SEAN 2) โครงการเขื่อนแบบฝายน้ำล้นบนแม่น้ำโขง : บริเวณจังหวัดไซยะบุรี (Xayaburi Hydroelectric Power Project) (มูลค่าโครงการ 97,000ล้านบาท) โครงการไซยะบุรีจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งได้เท่ากับ 1,260 เมกะวัตต์ (MW) โดยขณะนี้ผลการศึกษาความเป็นไปได้ดำเนินการแล้วเสร็จ โดยบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาผลตอบแทน รวมถึงการหาผู้ร่วมทุนของโครงการคาดว่าได้เห็นความชัดเจนภายในปี 53 นอกเหนือจากงาน ทั้ง2 โครงการในประเทศลาว บริษัทยังให้ความสนใจโอกาสของงานที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของประเทศเวียดนาม ทำให้มีการเร่งพัฒนาทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ถนนโครงการทางด่วน และรถไฟฟ้า เพิ่มขึ้น
ปัจจัยเสี่ยง 1) จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลลาว ซึ่งบริษัทคาดหวังการเติบโตระยะยาวของงานในมือจากก่อสร้างเขื่อน และจาก ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ยังคงสูงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลประกอบการรับผลกระทบ 2) การเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้างเช่นราคาเหล็ก และราคาน้ำมันที่เป็นไปตามทิศทางของราคาในตลาดโลก ส่งผลต่อการควบคุมต้นทุนขายซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการทำกำไรไม่เป็นไปตามคาด
คาดผลประกอบการในระยะสั้น1-2ไตรมาสจากนี้อาจยังไม่สดใส อย่างไรก็ตามในระยะยาวบริษัทมีแนวโน้มที่ดีจากประเด็นการรับงานในมือที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ส่งผลดีต่อการรับรู้รายได้และผลประกอบการที่ปรับดีขึ้นในอนาคต หลังจากบริษัทประกาศเพิ่มทุนจากจำนวนหุ้นเดิม 1,446ล้านหุ้น เพิ่มขึ้น 206.5ล้านหุ้น เป็นทุนจดทะเบียน 1,652ล้านหุ้น (เพิ่มทุนสัดสวน 7:1) ในราคาหุ้นละ 5.34บาท ขึ้นเครื่องหมาย XR วันที่ 3 กพ.53 คาดได้รับเงินจากการเพิ่มทุนประมาณ 1,100ล้านบาท คาดว่าเงินที่ได้บริษัทเตรียมเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการขนาดใหญ่และรองรับงานจากโครงการรถไฟฟ้า พร้อมทั้งชำระหนี้บางส่วน หลังจาก Fully dilute ราคาที่เหมาสมปี53 อยู่ที่ 7.40บาท อ้างอิง (APBV) 1.95 เท่า สำหรับผลประกอบการใน1-2ไตรมาสอาจยังไม่สดใสรับผลกระทบต่อการรับรู้รายได้จากโครงการในมือเก่าที่เริ่มหมดลง (ซึ่งมีการรับรู้รายได้รถไฟฟ้าสายสีม่วงเพียง 300-500 ล้านบาท) คาดผลประกอบการปี53 บริษัทมีแนวโน้มที่ปรับดีขึ้นจากการรับงานจากงบประมาณภาครัฐ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทร่วมที่ปรับดีขึ้น ทั้ง BECL TTW และ BMCL โดยประมาณการปี 53 มีกำไรสุทธิ 574 ล้านบาท EPS 0.40 บาท ปรับคำแนะนำ จากซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เป็น.”ทยอยซื้อ”
|
Comments