Error
บล.กรุงศรีอยุธยา: ภาวะตลาดหุ้น30/12/52
Print
Wednesday, 30 December 2009 09:27

บล.กรุงศรีอยุธยา : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 30/12/52

Market Recap and Trend: ความคืบหน้าการลงทุนเขตมาบตาพุด ประกอบกับแรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน หนุนการปรับสูงขึ้นของ SET วานนี้
               แรงซื้อหุ้นกลับเข้ามามากในช่วงบ่ายนำโดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และสื่อสารหลังจากมีความคืบหน้าประเด็นการลงทุนในเขตพื้นที่มาบตาพุด ที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การจัดทำรายงาน EIA และ HIA รวมไปถึงแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันภายในประเทศผ่านกองทุน RMF และ LTF ที่เป็นปัจจัยหนุนการปรับสูงขึ้นของตลาด โดยมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็น 13,767 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิมากถึง 2,346 ล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 115 ล้านบาท สำหรับแนวโน้ม SET วันนี้ เรามีมุมมองค่อนข้างเป็นบวกหลังจากมีความคืนหน้าในการลงทุนเขตพื้นที่มาบตาพุด และแรงซื้อของกองทุนในประเทศที่มากกว่าที่คาดไว้ ผ่านกองทุน RMF และ LTF ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศส่วนใหญ่เคลื่อนไหวแคบๆ โดยตลาดหุ้น Dow Jones ปิดตลาดทรงตัวจากวันก่อนหน้า แม้ว่าดัชนีราคาบ้านจะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ก็ตาม ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศที่ต้อง
ติดตามวันนี้ คือตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ย.ของ ธปท. ในช่วงบ่ายวันนี้ โดยเราคาดว่าจะแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

Top Picks PTT PTTEP BANPU TOP PTTAR BBL KBANK SCB KTB TISCO DCC SCC LH QH AP PS SPALI KSL TUF CPALL AOT STANLY SAT TTA

Investment Strategy: ถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตเหมือนเดิม เน้นทยอยสะสมกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่เพื่อไปขายในช่วง 1Q10
               เนื่องจากเรามองว่า SET จะยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องในช่วง 1Q10 ทำให้เราแนะนำนักลงทุนถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของพอร์ตเหมือนเดิม และแนะนำใช้กลยุทธ์ Let the Profit Run เพื่อไปขายหุ้นในช่วง 1Q10 ที่ระดับ 740-800 จุด...สำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำ ที่คาดว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มนำตลาดในช่วง 1Q10 ยังคงเป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ อย่างอย่างกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP, PTTAR, TOP) ธนาคาร (BBL, KBANK, SCB, TISCO, KK) และอสังหาฯ (QH, AP, PS, LH) และหุ้นเด่นดังตารางด้านล่าง เหมือนเดิม Futures Strategy: สถานะ LONG ได้เปรียบต่อเนื่อง โดยเลื่อนจุด Trailing Stop ขึ้นมาที่ 522 จุด (ดูรายละเอียดในDerivatives Strategy)

AUTO: นำ AP, BGH, และ MINT ออกจากกลุ่มหุ้น Top Picks


ตลาดต่างประเทศ และประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตลาดโลก
            ตลาดหุ้นต่างประเทศซื้อขายเบาบาง ภายหลังที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 6 วัน วานนี้ปรับลดลง 1.67 จุด (-0.02%) ด้วยการซื้อขายที่เบาบางเพียง 638 ล้านหุ้นซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในปีนี้ เนื่องจากขาดปัจจัยบวกเข้ามาชี้นำตลาดในช่วงใกล้สิ้นปี เช่นเดียวกับดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ที่ปิดลดลงเช่นเดียวกัน 1.58 จุด (-0.14%) และ 2.68 จุด(-0.12%) แต่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นท่ามกลางปริมาณซื้อขายที่เบาบาง โดยมีกลุ่มเหมืองแร่โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาทองแดงที่ปรับตัวสูงขึ้นจากข่าวการนัดหยุดงานของคนงานในเหมืองแร่ชูกีคามาตา ชิลี และกลุ่มผู้ผลิตยาเป้นกลุ่มนำตลาด ดัชนี FTSE100
(อังกฤษ) เพิ่มขึ้น 35.20 จุด (+0.65%), ดัชนี DAX (เยอรมันนี) เพิ่มขึ้น 8.63 จุด (+0.14%), ดัชนี CAC-40 (ฝรั่งเศส) เพิ่มขึ้น 12.83 จุด (+0.33%) เป็นจุดสูงสุดในรอบปี, และดัชนี FTS Eurofirst 300 เพิ่มขึ้น 2.96 จุด (0.28%)
            ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. ปิดเพิ่มขึ้น 0.10 ดอลลาร์ หรือ 0.13% มาที่ 78.87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากแรงหนุนจากภาวะอากาศที่หนาวเย็นซึ่งสำนักงานสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐได้รายงานตั้งแต่วันจันทร์ว่า อุปสงค์ในการทำความรอ้นในสหรัฐอาจอยู่สูงกว่าปกติประมาณ 2% ในสัปดาห์นี้และการคาดการณ์ที่ว่าตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบและน้ำมันกลั่นประจำสัปดาห์ที่แล้วอาจลดลง 2 ล้านบาร์เรลและ 2.2 ล้านบาร์เรลตามลำดับ
           ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับยูโร และเยน ดอลล่าร์สหรัฐพุ่งขึ้นเทียบกับเงินสกุลอื่นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน จากรายงานเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐจะเพิ่มขึ้นในเดือนนี้, คำสั่งซื้อดอลล่าร์ในช่วงปลายปีของผู้จัดการสินทรัพย์เพื่อปิดสถานะการลงทุน และการเริ่มวงจรขาขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้าไม่มีรายงานดัชนีค่าระวางเรือเทกองปิด  

Written by :
platoo
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment