|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะหุ้น 06/01/53
|
|
|
Wednesday, 06 January 2010 10:13 |
|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 06/01/53
กลยุทธ์การลงทุน วานนี้ต่างชาติกลับมาซื้อวันแรกของปี แต่ภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกในวันนี้ น่าจะมี ลักษณะแกว่งตัวบวกลบสลับ จากทิศทางราคาน้ำมันดิบโลกที่เริ่มทรง ถึงอ่อนตัวลง หลังจากปรับ ตัวขึ้นต่อเนื่องมานานเกือบ 3 สัปดาห์ จึงคาดว่าดัชนีหุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวในกรอบ 736-720 จุด โดยแนะนำให้ซื้อสะสมหุ้นอาหาร (CPF) และชิ้นส่วนฯ (DELTA) ที่ยังได้ประโยชน์จากการฟื้น ตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันดิบเริ่มอ่อนตัว แต่ยังคงสูงกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัย: PTTEP, PTT, BCP, TOP, KSL จากการคาดการณ์ของ EIA เชื่อว่าปริมาณสำรองน้ำดิบของสหรัฐที่จะประกาศวัน พฤหัสบดีนี้ น่าจะลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะน้ำมันดิบ และน้ำมันกลั่น (เฉพาะน้ำมัน ดีเซล ยกเว้นน้ำมันเบนซินที่ยังคงเพิ่มขึ้น) เป็นปัจจัยหนุนให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทำสถิติ สูงสุดในรอบ 1 เดือน ทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดล่วงหน้า (ไนเม็กส์) ล่าสุดเริ่มทรงตัว โดยเริ่มติด แนวต้านที่ 82 เหรียญฯต่อบาร์เรล ตามคาด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบขึ้นมาติดแนวต้านที่ 79 เหรียญฯต่อบาร์เรล แต่คาดว่ามีโอกาสขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ และเป็นระดับที่สูงกว่าสมมติฐานของ ฝ่ายวิจัยที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับเพียง 75 เหรียญฯต่อบาร์เรล แต่ระยะสั้นอาจจะทำให้ราคาหุ้น PTTEP(FV@B180) และ PTT(FV@B312) เริ่มอ่อนตัวตาม แต่ด้วยราคาหุ้นปัจจุบันยังมี upside สูงเมื่อเทียบกับ Fair Value ถึงราว 23% และ 27% ตามลำดับ จึงยังแนะนำให้ทยอย สะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว รวมถึงหุ้นโรงกลั่น BCP(FV@B20), TOP(
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) ซึ่งคาด ว่าค่าการกลั่นจะทำสถิติสูงสุดในปลาย 1Q53 ต่อเนื่อง 2Q53 ซึ่งจะทำให้กำไรในงวด 1H53 โดดเด่นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 2H53 ซึ่งเป็นช่วง Low Season นอกจากนี้ทิศทางราคาน้ำมัน ที่ทรงตัวในระดับสูง ยังส่งผลดีต่อพลังงานทางเลือกเช่น น้ำตาล ซึ่งล่าสุดราคาน้ำตาลในตลาด โลก ปรับตัวขึ้นอีก 7 เหรียญฯต่อตัน มาอยู่ที่ 621.48 เหรียญฯต่อตัน ทำสถิติสูงสุดเป็น ประวัติการณ์อีกครั้ง และยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาล รายใหญ่ของโลก เช่น บราซิลและอินเดีย ยังคงประสบปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ ผลผลิตเสียหาย แต่เป็นผลดีต่อ KSL(
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) จึงยังคงแนะนำซื้อสะสม
ผลกำไรของภาคส่งออกทั้งอาหารและชิ้นส่วนฯ ยังคงโดดเด่นจากผลของฤดูกาล แนะนำ DELTA, CPF ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ ฟื้นตัวทำให้ภาคส่งออกมีแนวโน้มสดใสต่อเนื่องในงวด 4Q52 และต่อเนื่องในงวด 1Q53 ล่าสุดนักวิเคราะห์ของ ASP ได้ปรับเพิ่มประมาณการและ Fair Value ปี 2553 ของ CPF(
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) เพื่อสะท้อนธุรกิจต่างประเทศกลับมาสร้าง กำไร รวมถึง Gross margin ที่ดีขึ้นจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Products) ขณะที่กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังรายงานตัวเลขดีขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุด SIA รายงานยอดขาย Semiconductor ทั่วโลกในเดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 3.7% จากเดือนหน้า ซึ่งเป็น การเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ทั้งนี้ Semiconductor ดังกล่าวได้รับปัจจัยหนุนจากการเติบ โตของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ใหม่ (Microsoft Window 7) ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิต IC เช่น HANA(FV@B23.7) และ SMT(FVB6.1) นอกจากนี้วานนี้ CCET ยังเปิดเผยยอดขาย เดือน ธ.ค. 2552 เพิ่มขึ้น 3% จากเดือนก่อนหน้า ทำให้ยอดขายรวมในงวด 4Q52 อยู่ที่ 2.82 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับงวด 3Q52 ซึ่งเป็นช่วงที่สูงสุดของปี จึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นชิ้นส่วน โดยเฉพาะ DELTA ที่ปรับตัวขึ้นล่าช้ากว่าตลาด
อุตสาหกรรมรถยนต์ได้ประโยชน์จากข้อตกลง AFTA แนะนำซื้อ SAT, AH ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2553 ส่งผลให้ ประเทศสมาชิกทั้ง 6 แห่งคือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ต้องลด ภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ลงเหลือ 0% ขณะที่ประเทศ สมาชิกใหม่4 แห่งคือ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า จะมีผลบังคับในปี 2558 ทั้งนี้ข้อตกลงดัง กล่าวนับว่าเป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะประเทศไทยเป็นฐานส่งออกรถยนต์รายใหญ่ สุดในอาเซียน (ทั้งชิ้นส่วนรถยนต์และรถยนต์สำเร็จรูป) เพราะเป็นการเปิดตลาดใหม่สำหรับ อุตสาหกรรม ดีต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SAT(
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
), AH(
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) ส่วนอุตสาหกรรมเกษตรที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในเรื่องของการแข่งขัน ได้แก่ ข้าว และน้ำมัน ปาล์ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่าประเทศ มาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตปาล์มรายใหญ่สุดของโลก (อยู่ราว 20%) แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยเชื่อว่า ผลกระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยรายใหญ่น่าจะกระทบ น้อย เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตใกล้เคียงกับมาเลเซีย เช่น UPOIC ซึ่งเป็นผู้ผลิตปาล์มรายใหญ่ ของประเทศ และ LST ซึ่งเป็นผู้แปรรูปรายใหญ่สุดเช่นกัน (LST ซึ่งถือหุ้นใน UPOIC 69.96%)
|
Comments