|
บล.ยูไนเต็ด แนะ“ถือ” SCC เป้า 235 บาท
|
|
|
Monday, 11 January 2010 11:01 |
|
บล.ยูไนเต็ด : SCC แนะนำ“ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 235 บาท
คาดกำไรปี 53 ทรงตัว และเติบโตได้ในปี 54 คาดผลประกอบการ 4Q09 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อน ผลกระทบจากปัญหามาบตาพุด และวัฎจักรปิโตรเคมีขาลงส่งผลกำไรปี 53 ทรงตัว แนะนำ “ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 53 ที่ 235 บาท
Investment Theme : เหตุการณ์ : จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว แต่ทางบริษัทได้รับผลกระทบจากปัญหามาบตาพุด จึงทำให้ผลประกอบการในระยะสั้นและระยะยาวมีแนวโน้มดังนี้ 1) ธุรกิจปูนซีเมนต์ ราคาขายปูนใน 4Q52 ยังคงทรงตัว แต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศออกมา ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือน พ.ย. โต 16% ต่อเนื่องจาก ต.ค.ที่โต 6% สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการปูนในประเทศเริ่มฟื้นตัว โดยคาดว่าใน 4Q52 เพิ่มขึ้น 10%yoy ประกอบกับโครงการประหยัดต้นทุนพลังงานเฟส 3 เริ่มใช้งานใน 4Q52 ช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นยังรักษาระดับสูงได้ดี 2) ธุรกิจปิโตรเคมี การใช้กำลังการผลิตของปิโตรเคมียังอยู่ในระดับสูง 90-100% แต่มีช่วงที่โรงงานระยองโอเลฟินส์หยุดซ่อมบำรุง 2 อาทิตย์ และนอกจากนี้ราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆและราคาวัตถุดิบปรับตัวลดลงจาก 3Q52 โดยการปรับตัวขึ้นของวัตถุดิบมากกว่า จึงทำให้ส่วนต่างระหว่าง HDPE-Naphtha ลดลงจากเดิม 643$/ตัน เป็น 530$/ตัน เนื่องจากเริ่มมีแรงกดดันจากกำลังผลิตใหม่ที่ผู้ผลิตเอทิลีนในตลาดโลกจะเพิ่มเข้ามาในปี 53 3) ธุรกิจกระดาษ ความต้องการกระดาษลดลงตามฤดูกาล และราคาขายกระดาษ และราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นควบคู่กัน แต่ยังมีส่วนต่างที่ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน แนวโน้มผลประกอบการใน 4Q52 ถูกกดดันจากธุรกิจปิโตรเคมีที่คาดว่าจะไม่ดี ประกอบกับปริมาณขายลดลงตามฤดูกาลและการหยุดซ่อมบำรุง แต่ได้ธุรกิจปูนซีเมนต์ และธุรกิจกระดาษที่ช่วยชดเชย แต่อย่างไรก็ตามรายได้และกำไรในปี 52 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดี
ผลกระทบ : คาดว่าผลประกอบการใน 4Q09 เท่ากับ 5,464 ล้านบาท ลดลง 21%QoQ โดยพลิกจากขาดทุนใน 4Q52 และสำหรับกำไรในปี 52 เท่ากับ 24,478 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46%YoY เนื่องจากใช้กำลังการผลิตเต็มที่ในช่วง 3 ไตรมาสสุดท้าย และส่วนต่างระหว่าง HDPE-Naphtha ยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดไว้ ส่วนในปี 53 คาดว่าปัญหามาบตาพุดจะทำให้รายได้บางส่วนที่คาดไว้เลื่อนไปในปี 54 แทน แต่อย่างไรก็ตามยังคาดว่าโรงงานโอเลฟินส์แห่งใหม่ และโรงงานปิโตรเคมีปลายน้ำบางส่วนจะเริ่มผลิตได้ในกลางปีนี้ โดยปริมาณขายที่เพิ่มจะช่วยชดเชยอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง และธุรกิจปูนซีเมนต์และกระดาษน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากภาวะ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัว เราจึงคาดว่ากำไรทรงตัวจากปี 52 โดยลดลงเพียง 6%
คำแนะนำ : ในปัจจุบัน SCC ซื้อขายกัน ณ ระดับ P/E เท่ากับ 12x ของกำไรต่อหุ้นปี 53 เราประเมินราคาเป้าหมายโดยอิงจากค่า P/Eที่ระดับ 12x ซึ่งจะได้ราคาเป้าหมาย 235 บาท/หุ้น ซึ่งมีUpside gain เพียง 4% แต่แนวโน้มผลประกอบการในปีหน้าจะกลับเติบโตได้ดี และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 5% เราจึงแนะนำ “ถือ”
ความเสี่ยง : จากศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับการดำเนินงาน 76 โครงการ ซึ่งมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SCC อยู่ 20 โครงการ ซึ่ง 1) 2 โครงการ ได้รับการยกเว้นตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด 2) 7 โครงการ ทางคณะรัฐมนตรียื่นขอศาลผ่อนผันคำสั่งระงับ และ 3) 11 โครงการ ยังอยู่ในช่วงเตรียมทำแผนงานต่างๆตามกฏหมายที่กำหนดออกมา ทังนี้หากภาครัฐดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร็วจะส่งผลกระทบลบต่อบริษัทน้อยลง
|
Comments