|
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 08/02/53
แนวโน้มตลาดวันนี้ เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวไปตามทิศทางข่าวสาร จากตลาดหุ้นต่างประเทศ และประเด็นการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการตัดสิน คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของคุณทักษิณ ชินวัตรที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เราคาดว่ากรอบการปรับตัวลง (Downside) ของตลาดหุ้นไทยใน 2 สัปดาห์นี้จะเปิดกว้างมากกว่า กรอบการปรับตัวขึ้น (Upside) ดังนั้นนักลงทุนจึงควร เน้นลงทุนในหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการปีนี้ขยายตัวแข็งแกร่ง และจ่ายเงินปันผล ตอบแทนสูง แม้ตลาดกำลังอยู่ในช่วงการปรับฐาน หุ้นเด่นที่เราขอแนะนำในวันนี้ ได้แก่ MCOT และ SCC สัญญาณตลาดขาลงเริ่มเด่นชัดมากขึ้น: มูลค่าการซื้อขายในวันศุกร์ที่ผ่าน มาบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงในการปรับตัวลงต่อ มากขึ้น โดยมูลค่าการซื้อขายโดยรวมของตลาดลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 16,249 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ, นักลงทุนต่างประเทศ และพอร์ท โบรกเกอร์มีสถานะขายสุทธิ 809 ล้านบาท, 662 ล้านบาท, และ 196 ล้านบาท ตาม ลำดับ ตัวเลขสำคัญในสัปดาห์หน้า: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน จากความกังวลของนักลงทุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลัง จากจีนประกาศใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นเพื่อชะลอความร้อนแรงของ เศรษฐกิจ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาดัชนี Down Jones ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 10.05 จุด หรือ 0.10% เป็น 10,012.23 จุด ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 0.29% และ 0.74% ตามลำดับ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ใน เดือนมกราคมปรับตัวลง 2 หมื่นตำแหน่ง แต่อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ในทางตรง กันข้ามปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 9.7% จากตัวเลขอัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง เราคาดว่านักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพุ่งความสนใจไปยังมาตรการของรัฐบาล สหรัฐฯ ในการสร้างงาน หรือการลดอัตราภาษีนิติบุคคลเพื่อให้บริษัทต่างๆ มีการจ้าง งานมากขึ้น สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญในสัปดาห์นี้ได้แก่ ตัวเลข ยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีการประกาศในคืนวันอังคาร โดยตลาดคาดจะเห็นการ ฟื้นตัวต่อเนื่อง, ตัวเลขมูลค่าการส่งออก-นำเข้าของญี่ปุ่นซึ่งจะประกาศในวันนี้ และตัว เลขปริมาณเงินของจีนที่ทางการจะประกาศในวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ โดย ตลาดคาดว่าปริมาณเงิน M2 จะขยายตัว 25.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจาก นี้ตลาดจะให้ความสนใจกับมาตรการในการควบคุมปริมาณสินเชื่อของจีนด้วย ค่าเงิน US Dollar ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง: ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ค่าเงิน US dollar เทียบยูโรแข็งค่าขึ้น 0.4% ขณะที่ค่าเงิน US dollar เทียบยูโร และเยน แข็งค่าขึ้น 0.8% และ 0.3% ตามลำดับ สาเหตุหลักเกิดจากความกังวลต่อปัญหาการ เงินในกลุ่ม EU โดยเฉพาะปัญหาการขาดดุลการคลังของประเทศกรีซ การที่นักลง ทุนโยกย้ายเม็ดเงินเข้าลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง US dollar ทำให้ราคาสินค้า โภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวลง โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลง 1.95 เหรียญ สหรัฐฯ เป็น 71.19 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าปรับตัวลง 10.20 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 1,052.80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์
แนวการลงทุน: เราปรับลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลงเหลือ 60%
สัดส่วนลงทุน: หุ้น = 60% เงินสด = 40% หุ้นแนะนำ กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, TCAP, KTB กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC, SSI กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : HANA กลุ่มเดินเรือ : TTA กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, TVO, AIT, MAJOR
|
Comments