|
บล.เอเซียพลัส: รายงานภาวะตลาดหุ้น24/02/53
|
|
|
|
|
Wednesday, 24 February 2010 09:24 |
|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 24/02/53
กลยุทธ์การลงทุน ยิ่งใกล้วันตัดสินคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกฯ ความเสี่ยงทางการเมืองยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไรก็ตาม คาด SET Index จะไม่ผ่านแนวต้าน 715-720 จุด แนะนำให้นักลงทุนทยอยขายหุ้นที่มีกำไร และ High Beta เพื่อรอกำหนดกลยุทธ์การลงทุนใหม่อีกครั้ง หลังมีความชัดเจนด้านการเมือง หรือเลือกลงทุนในหุ้นปันผลเด่น CPF, MCS, TICON, EASTW, BCP, THRE
การเมืองต้องมองข้ามไปถึงการเคลื่อนไหว หลังการตัดสินคดียึดทรัพย์ กระบวนการในการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท จะเริ่มตั้งแต่ 26 ก.พ.2553 ช่วงเช้า โดยที่องค์คณะผู้พิพากษา จะมีการประชุมเพื่อลงมติในแต่ละประเด็น และเขียนคำวินิจฉัยกลาง หลังจากนั้นช่วง 13:30 น. องค์คณะผู้พิพากษาจะเริ่มอ่านคำพิพากษา ซึ่งผลที่จะออกมาอาจแยกเป็น 3 แนวทาง คือ ยึดทรัพย์ทั้งหมด, ยึดบางส่วน และยกคำร้อง ซึ่งผลจะออกมาแนวใดยากต่อการคาดการณ์ แต่ฝ่ายวิจัยเห็นว่า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็จะมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจอย่างแน่นอน ประเด็นที่ต้องมองต่อไปหลังจากที่มีผลคำตัดสินออกมา จึงต้องพุ่งไปที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆ ว่ามีความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นมี ความชัดเจนในการเคลื่อนไหวของ 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแดงสยาม ซึ่งจะนัดชุมนุมที่สนามหลวงวันที่ 26 ก.พ.2553 เพื่อรอฟังคำพิพากษา และกลุ่มเสื้อแดง ที่จะนัดชุมนุมในช่วงต้นเดือน มี.ค. 2553 โดยเป็นการชุมนุมใหญ่และยืดเยื้อ โดยที่น่าจับตามองคือเป้าหมายการระดมผู้ชุมนุมที่ระดับ 1 ล้านคน เพื่อที่จะกดดันรัฐบาล จากสถานการณ์ดังกล่าวถือว่าตลาดหุ้นยังอยู่ในภาวะที่มึความเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน และอาจต้องเน้นการลงทุนในระยะสั้น โดยหุ้นที่มีกำไรอาจต้องทยอยขายทำกำไรไปตามช่วงเวลา ทั้งนี้กรอบการเคลื่อนไหวยังต้องระวังแนวต้านสำคัญที่ 718–720 จุด ซึ่งคิดเป็น Current PER ที่ 12.7 เท่า ส่วนแนวรับหลักอยู่ที่ PER 12 เท่า หรือบริเวณ 680–685 จุด ซึ่งฝ่ายวิจัยเห็นว่าเป็นแนวซื้อสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยเลือกหุ้นปันผล เช่น CPF, MCS, TICON, EASTW, BCP, THRE
ค่าเงินบาทแข็งค่าหนัก หลังจากที่คาดการณ์ว่าจีนมีโอกาสขึ้นค่าเงิน 5% วานนี้ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นมากที่สุดเป็นลำดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเซีย ตามหลังดอลลาร์ออสเตรเลีย และเงินเยนของญี่ปุ่น โดยแข็งค่าราว 0.22% จากวันก่อนหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่แข็งค่าขึ้นเพียง 0.13% จากเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น และโดยเฉพาะประเด็นที่จีนได้รับแรงกดดันจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่ขาดดุลการค้าให้กับจีนต่อเนื่องมายาวนาน ทำให้มีกระแสข่าวว่าจีนมีโอกาสจะขึ้นค่าเงินหยวนในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า ราว 5% (การขึ้นค่าเงินหยวนช่วยให้สินค้าส่งออกของจีนมีราคาแพงขึ้น ตรงกันข้ามสินค้านำเข้าจีนจะถูกลง จะทำให้จีนได้ดุลการค้าลดลง) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการค้าโลก สร้างแรงกดดันให้ค่าเงินในเอเซีย จะมีทิศทางแข็งค่าในลักษณะเดียวกันต่อเนื่องตลอดปี 2553 โดยเฉพาะในงวด 2H53 ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เชื่อว่าประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคเอเซียมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดกั้นปัญหาเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงกดดันอีกประการหนึ่งสำหรับตลาดหุ้น เฉพาะอย่างยิ่งในหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยเช่นกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นที่มีภาระหนี้สูง เช่น BMCL
รัฐฯ ไม่ต่อมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ตามคาด กระทบต่อกำไรของกลุ่ม คงน้ำหนักน้อยกว่าตลาด ครม. มีมติไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตรงตามสมมุติฐานของฝ่ายวิจัย ที่ทำประมาณการณ์กำไรของกลุ่มโดยกำหนดให้ไม่มีการต่ออายุมาตการออกไป (บทวิเคราะห์กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย 16 ก.พ. 2553) มาตรการที่กำลังจะหมดอายุวันที่ 28 มี.ค.2553 ประกอบด้วย ภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.01% (ผู้ขายเป็นผู้รับประโยชน์ทั้งหมด), ค่าธรรมเนียมการโอนฯ จาก 2% เหลือ 0.01% (ผู้ซื้อและผู้ขาย ได้รับประโยชน์ฝ่ายละครึ่งหนึ่ง) และมาตรการสุดท้ายเป็นเรื่องค่าธรรมเนียมการจดจำนอง ที่ปรับลดลงจาก 1% ของสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เหลือ 0.01% (ผู้ซื้อเป็นผู้รับประโยชน์ทั้งหมด) ฝ่ายวิจัยเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อยอดขายอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะส่งผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำกำไรของผู้ประกอบการ โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าผลประกอบการในงวด 1Q53 ของกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยจะเป็นจุดสูงสุดของปี เนื่องจากผู้ประกอบการจะเร่งการขายและโอนฯ ให้ได้มากที่สุดเพื่อรับสิทธิประโยชน์ในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่หลังจากนั้นน่าจะเห็นการชะลอตัวของผลประกอบการ โดย Norm Profit Margin อาจหดตัวลงมา 2-3% เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่ผ่านมา ส่วนการปรับขึ้นราคาขายบ้าน ฝ่ายวิจัยเห็นว่าไม่น่าเกิดขึ้น เนื่องจากพบว่าในปี 2553 จะมี Supply ที่พร้อมออกสู่ตลาดประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งต้องใช้เวลาในการดูดซับนานกว่า 2 ปี จากองค์ประกอบดังกล่าว และความคาดหมายว่าจะเห็นทิศทางอัตราดอกเบี้ยในขาขึ้นตั้งแต่ 2H52 ทำให้ฝ่ายวิจัยยังให้น้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาด สำหรับกลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง ส่วนหุ้นที่แนะนำ ให้สลับจาก Growth Stock มาเลือก Dividend Stock ซึ่งตัวที่เลือกเป็น Top Pick ได้แก่ SPALI, SC, SENA และ LPN
|
Comments