|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะหุ้น 02/03/53
|
|
|
Tuesday, 02 March 2010 09:29 |
|
บล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 02/03/53
กลยุทธ์การลงทุน เงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง คาด Fund Flow ยังหนุนดัชนีในสัปดาห์นี้ต่อ ขณะที่การเมืองคลายความกดดันลง หลังผ่านพ้นคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ไปแล้ว แม้ยัง ต้องติดตามการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นตามมา หนุนดัชนีวันนี้มีโอกาสแกว่งตัวขึ้นทดสอบ 730 จุด แนะนำซื้อหุ้น Top Picks คือ MAJOR, BANPU และ TTA หลังศาลสั่งให้ยึดทรัพย์อดีตนายกฯ บางส่วน แต่เชื่อว่าประเด็นการเมืองยังมีอยู่ ในค่ำวันศุกร์ที่ผ่านมา ศาลฯ ได้มีคำพิพากษาให้ยึดทรัพย์อดีตนายกฯ 4.6 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าสินทรัพย์ที่อายัดไว้ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งการยึดทรัพย์บางส่วนเป็นไปตามที่ ASP คาดไว้ก่อนหน้า เชื่อว่าประเด็นการเมื่องที่กดดันตลาดและทำให้มูลค่าการซื้อขายหดตัวน่าจะผ่อน คลายลง แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าการเคลื่อนไหวนอกสภาจะยังมีอยู่ โดยเฉพาะการนัดชุมนุมครั้ง ถัดไปในช่วงกลาง มี.ค.2553 ของกลุ่ม นปช. ซึ่งอาจจะกดดัน SET Index ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่การเคลื่อนไหวนอกสภาไม่รุนแรงเหมือนในช่วงปิดสนามบินปลายปี 2551 ถือว่าจะไม่เป็นต่ออุปสรรคต่อตลาดหุ้นมากนัก ประกอบกับตลาดหุ้นถูกกดดันจากประเด็น การเมืองมานาน คาดว่านับจากนี้ประเด็นการเมืองน่าจะมีน้ำหนักต่อตลาดลดน้อยลง และน่าจะ กลับไปให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น ๆ โดยเฉพาะกระแส Fund Flow ซึ่งได้รับแรงหนุนจาก เงินบาทที่แข็งค่า ตามค่าเงินในภูมิภาค ช่วยหนุนหุ้นเอเซียให้เดินหน้าต่อ
เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ากว่าภูมิภาคเอเซีย คาด Fund Flow ยังหนุน SET ต่อ เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง ในทิศทางเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเงินเอเซียแข็งค่าเฉลี่ยราว 0.1% โดยพบว่าเงินเยนแข็งค่ามากที่สุด 0.8% รองลงมาคือ ริงกิต บาท และเปโซ โดยแข็งค่า 0.7% และ 0.4% และ 0.3% ตาม ลำดับ หนุนให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในภูมิภาคเอเซียในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย เฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่น มียอดซื้อสุทธิ 2.3 พันล้านเหรียญฯ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา และ ใน ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามียอดซื้อสุทธิ ในตลาดหุ้นอินเดีย และไทย ราว 366 ล้าน เหรียญฯ และ 190 ล้านเหรียญฯ ตามลำดับ และล่าสุดเช้านี้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในเอ เซีย โดยอยู่ที่ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ฯ ทำให้คาดหมายว่า Fund Flow จะยังคงไหลเข้าตลาด หุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง
หุ้นน้ำมันทรงตัว ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ราคาถ่านหิน Futures ยังฟื้นตัวต่อ เนื่อง เป็นที่สังเกตว่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเอเซีย แต่กลับแข็งค่าเมื่อ เทียบกับเงินสกุลยุโรป และปอนด์ เนื่องจากปัญหาวิกฤติการเงินในกรีซยังกดดันเสถียรภาพค่า เงินยูโรป ทำให้ Dollar Index ยังคงยืนอยู่หนือ 80 จุด ต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับผลการสำรวจของ Bloomberg ในปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่านักวิเคราะห์ราว 58% ของผู้ตอบคาดหมายว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะอ่อนตัวลง มีเพียง 25% และ 18% ของ ผู้ตอบที่คาดว่าราคาน้ำมันจะทรงตัว และเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับแรงกดดันจาก ปริมาณสำรองน้ำมันของสหรัฐ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สูงกว่าคาดมาก (ทุกประเภท) ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดแกว่งตัว โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า ส่งมอบเดือน มี.ค. (ไนเม็กส์) มาอยู่ที่ ระดับ 78.29 เหรียญฯต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 76.27 เหรียญฯต่อบาร์เรล แนะนำให้นักลงทุนระยะยาวทยอยสะสมหุ้นน้ำมัน เมื่อราคาอ่อนตัว ทั้ง PTTEP, PTT ขณะที่ราคาถ่านหินในตลาดล่วงหน้า (Futures) ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกือบ 2 สัปดาห์ โดยวันนี้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 96.90 เหรียญฯต่อตัน ตามปริมาณการนำเข้าถ่านหิน ที่เพิ่มขึ้นของจีน และยังเป็นปัจจัยหนุนดัชนี BDI ทั้ง Spot และ Futures ฟื้นตัวต่อเนื่อง จึงแนะ นำซื้อหุ้น BANPU และ TTA
เงินบาทแข็งค่า คาดกระทบต่อหุ้นส่งออกอาหาร โดยเฉพาะ CPF นักวิเคราะห์ ASP อยู่ระหว่างการปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน ปี 2553- 2554 โดยปรับเปลี่ยนสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วย การปรับขึ้นค่าเงินบาทจากเดิม 1 บาท เป็น 33 บาท ต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ กลุ่มส่งออกมากที่สุด เนื่องจากฐานรายได้หลักอยู่ในรูปดอลลาร์ฯ เมื่อแปลงค่าเป็นเงินบาท จะ ทำให้รายได้รวมมีแนวโน้มลดน้อยลง ขณะที่ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นเงินบาท จึงกดดันให้อัตรา กำไรขั้นต้นลดลง ในเบื้องต้นฝ่ายวิจัยคาดว่ากลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์น่าจะกระทบมากสุด โดย คาดว่ากำไรกลุ่มชิ้นส่วนฯ จะลดลงราว 6.5% จากประมาณการเดิม โดยพบว่า KCE (
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) กระทบมากสุด โดยกำไรจะลดลงจากเดิม 9.4% ตามมาด้วย HANA (
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) และ DELTA(
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) จะลดลง 8.3% และ 7.6% ตามลำดับ ระยะสั้น จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุน KCE ส่วนกลุ่มเกษตร คาดว่าจะได้รับผลกระทบรองลงมา โดยคาด ว่ากำไรกลุ่มจะลดลงจากประมาณการเดิมเพียง 3.2% แต่ในระดับบริษัทพบว่า CFRESH (
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) และ STA(
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) ได้รับผลกระทบมากสุดคือกำไรจะลดลง 24% และ 18% ตามลำดับ เพราะรายได้อยู่ในรูปดอลลาร์ถึง 100% และ 86% ตามลำดับ ขณะที่ต้นทุนอยู่ ในรูปเงินบาททั้งหมด จึงแนะนำให้ขายทั้ง 2 บริ๋ษัท ตรงกันข้ามหุ้นอาหารส่งออก ที่ได้รับผล กระทบน้อยสุดคือ CPF(
This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
) โดยคาดว่ากำไรจะลดลงเพียง 1.7% เนื่องจากโครง สร้างรายได้ในรูปดอลลาร์ และต้นทุนเงินบาท มีส่วนต่างน้อยมาก ตามมาด้วย TUF (FV@B40.9) กำไรลดลงราว 8.9% และเพราะ 2 บริษัทหลัง เป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารจำ เป็นต่อการดำรงชีพเป็นที่ต้องการของตลาดโลก จึงยังแนะนำให้ทยอยซื้อสะสม เพื่อลงทุนระยะ กลาง และ ยาว
อุตสาหกรรมภาพยนต์อยู่ในช่วงฟื้นตัว เป็นจังหวะเข้าสะสม : MAJOR ผลประกอบการของธุรกิจภาพยนต์ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยงวด 4Q52 MAJOR มีกำไร สุทธิ 171 ล้านบาท เติบโตจากระยะเดียวกันของปีก่อนเกือบ 3 เท่าตัว และทำให้ทั้งปี 2552 มี กำไรสุทธิ 334 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 46.7% แต่ยังดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ถึง 27% ขณะที่แนวโน้มในงวด 1Q53 แม้จะเป็นช่วง Low Season แต่ยังมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้เกิน 100 ล้าน เช่น 32ธันวา โดยผู้สร้างเป็นกลุ่ม MPIC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ MAJOR ทำให้ MAJOR สามารถรับรู้รายได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภคทำให้เอเจนซี่มีแนวโน้ม ลงโฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในงวด 1Q53 MAJOR จะรับรู้รายได้ค่าเซ้งพื้นเช่า เอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคiาย ส่วนที่เหลืออีก 41 ล้านบาทในงวด 1Q53 ซึ่งยังไม่รวมใน ประมาณการ ประกอบกับในช่วงที่เหลือของปี 2553 มีหนังฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายจำนวนมาก อาทิ นเรศวรภาค 3 องค์บาก 3 แฮร์รี่พอตเตอร์ภาคใหม่ ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการ กำไรสุทธิปี 2553 อีก 41 ล้านบาท โดยภายใต้ประมาณการใหม่กำไรสุทธิในปี 2553 จะอยู่ที่ 448 ล้านบาท เติบโตจากปี 2552 ถึง 34.3% และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องอีก 22.5% ในปี 2554 จากบริษัทร่วม SF ที่จะเริ่มรับรู้รายได้โครงการขนาดยักษ์ที่ร่วมทุนกับ IKEA ที่บางนาใน ปี 2554 โดยมูลค่าพื้นฐานปัจจุบันของ MAJOR ซึ่งคำนวณด้วยวิธี DCF อยู่ที่ 11.50 บาท Upside จากราคาปัจจุบัน 27.8% จึงแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากเป็นหุ้น Turnaround
|
Comments