|
บล.กิมเอ็ง : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 08/03/53
แนวโน้มตลาดวันนี้ เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นสัปดาห์นี้ พร้อมกับมูลค่า การซื้อขายโดยรวมของนักลงทุนที่หน่าแน่น และเชื่อว่านักลงทุนต่างประเทศจะยังซื้อสุทธิต่อ เนื่อง โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักจะมาจากทิศทางการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นย่านเอเชียตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยเรา ขอแนะนำนให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นที่มีค่าความไวต่อดัชนีสูง และเหลือ upside จากราคา เป้าหมายมาก ทั้งนี้ขอแนะนำให้นักลงทุนหาโอกาสขายทำกำไรในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์เพื่อ ลดความเสี่ยงจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่จะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีแนวโน้มจะประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคงอีกครั้งหากการชุมนุมบานปลายจนเกิดความรุนแรง ขึ้น ในวันนี้เราขอแนะนำ PDI และ PTTEP ยังเหลือเวลาอีกหลายวันก่อนการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงจะเริ่มต้นขึ้น: เรารู้สึกดีใจ กับตัวเลขมูลค่าการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวลง 6.86 จุด มาปิดที่ ระดับ 723.96 จุด แต่ด้วยมูลค่าการซื้อขายโดยรวมที่ปรับตัวขึ้นมาที่ระดับ 21,887 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิสูงถึง 2,297 ล้านบาท ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน มีแนวโน้มจะฟื้นตัวดีขึ้นในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้เราพบว่ายอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศใน รอบ 9 วันทำการปรับตัวขึ้นมาที่ระดับ 17,888 ล้านบาท แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงต้น สัปดาห์ดูสดใสมาก แต่เราขอให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุนในช่วงกลางถึงปลาย สัปดาห์ก่อนการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งประเด็นที่อาจทำให้นักลงทุนมีความกังวลคือการ ประกาศใช้ พรบ. ความมั่นคงของรัฐบาลเพื่อควบคุมสถานการณ์ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่จะมีการรายงานในสัปดาห์นี้: ในวันพุธที่ 10 มีนาคม 53 คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการประชุมเรื่องนโยบายอัตรา ดอกเบี้ย โดยตลาดต่างคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังไม่ปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบนี้ และเชื่อว่าถ้อยแถลงของ ธปท. จะเป็นไปในเชิงอนุรักษ์ นิยมคือเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังเปราะบาง ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อ ด้านอุปสงค์ยังไม่น่ากังวลในขณะนี้ ขณะเดียวกันพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนจะมีการประชุมเพื่อ กำหนดนโยบายเศรษฐกิจในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะประกาศแนวทางในการปรับ สมดุลย์ของเศรษฐกิจจีน โดยหันมาเน้นการเติบโตของอุปสงค์ในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทน ภาคการส่งออกที่เริ่มชะลอตัวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประเด็นการลดภาษีเงินได้สำหรับชน ชั้นกลางของประเทศ สำหรับสหรัฐฯ เราเชื่อว่านักลงทุนจะยังให้ความสนใจกับกลุ่ม EU และการ แก้ปัญหาการขาดดุลการคลังของประเทศกรีซ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางค่าเงิน US dollar เทียบยูโร รวมถึงผลกระทบทางอ้อมต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และราคาหลักทรัพย์ด้วย ในวันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งหลังกระทรวงแรงงานประกาศตัวเลข อัตราการว่างงานออกมาต่ำกว่าคาด โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น 122.06 จุด หรือ 1.17% ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 1.40% และ 1.48% ตามลำดับ ภาพรวมตลาดสดใสขึ้น จากการที่ปัญหาการขาดดุลของกรีซเริ่มคลี่คลายลง: ตลาด หุ้น, ตลาดเงิน ,และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มสดใสต่อเนื่องในสัปดาห์นี้จากการที่ปัญหา การขาดดุลของกรีซเริ่มคลี่คลายลง ทำให้ค่าเงิน US dollar เทียบยูโรมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจาก สัปดาห์ก่อน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนราคาหลักทรัพย์ และสินค้าโภคภัณฑ์ ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันล่วงหน้าปรับตัวขึ้น 1.29 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 81.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะ ที่ราคาทองคำล่วงหน้าปรับตัวขึ้น 2.10 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 1,135.20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์ แนวการลงทุน: เราคงสัดส่วนการถือครองหุ้นที่ 60%
สัดส่วนลงทุน: หุ้น = 60% เงินสด = 40%
หุ้นแนะนำ กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, TCAP, KTB กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC, SSI กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : HANA กลุ่มเดินเรือ : TTA กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, TVO, AIT, MAJOR
|
Comments