|
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย : Telecom Sector แนะนำ Bullish
Council of State’s opinion should affirm NTC to move on SCRI มีมุมมองเป็นบวกหลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือแสดงความเห็นตอบกลับไปยัง กทช. เรื่อง การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่วิทยุกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT หรือ 3G ที่ กทช.ขอหารือไปตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 จากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า กทช. สามารถปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคมได้ทั้งหมดแม้ว่าจะอยู่ในฐานะรักษาการก็ตามทำให้ SCRI มีความมั่นใจว่าการหมดวาระของ กทช. อีก 3 คน ในเดือน ก.ย. 2553 จะไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินการออกใบอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz และ เชื่อว่าความเห็นของความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะสร้างความมั่นใจต่อ กทช. ในการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความคืบหน้าของการออกใบอนุญาตจะเดินหน้าได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ดี SCRI ประเมินว่า การออกใบอนุญาตของคลื่น 2.1 GHz อาจจะยังไม่ราบรื่น และ มีความเสี่ยงที่จะล่าช้า เนื่องจากรัฐบาลอาจจะให้ กทช. สอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้งในประเด็นที่ว่าการออกใบอนุญาตเข้าข่ายการดำเนินงานตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนปี 2535 หรือไม่ เพราะ คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ให้ความเห็นในครั้งนี้เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ซึ่งอาจจะทำให้กระบวนการต่างๆล่าช้าออกไปมากกว่าที่ SCRI คาดการณ์ ความเห็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กทช. ชี้ว่า กทช. ที่จะหมดวาระในเดือน ก.ย. 2553 ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ : แม้ว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า กทช. รักษาการ 3 ท่านสามารถปฎิบัติงานต่อไป ไม่น่าจะใช้ได้ตามสถานการณ์ปัจจุบันที่ กทช. 4 คนที่ได้ถูกสรรหา ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นที่เรียกร้อย แต่ถือว่าความเห็นดังกล่าวเป็นบวกต่อการตีความถึงอำนาจหน้าที่ของ กทช. อีก 3 คน ที่กำลังจะหมดวาระลงในเดือน ก.ย. 2553 ซึ่งหากประเมินจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าว SCRI เชื่อว่า กทช. ทั้ง 3 ท่านที่จะอยู่ในตำแหน่งรักษาการ กทช. นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 2553 จะยังสามารถดำเนินการเพื่อให้การออก ใบอนุญาตของคลื่นความถี่ 2.1 GHz ต่อไปได้ จนกว่าจะมีการคัดเลือก กทช. คนใหม่มาแทน ดังนั้นกระบวนการในการออกใบอนุญาตจึงสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกต่อไป คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีความเห็นเรื่อง การเข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุน แต่เชื่อว่าไม่มีผลต่อการดำเนินการจัดสรรคลื่นของ กทช. : คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการ ของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือไม่ เนื่องจากโครงการการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz เพื่อให้ใช้บริการ 3G ของ กทช. ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการเมื่อใด และ ดำเนินการในลักษณะใด อย่างไรก็ดี SCRI ประเมินว่า ประเด็นนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อขั้นตอนในการออกใบอนุญาตของ กทช. โดยหลังจากที่มีการเลือกประธาน กทช. แล้วคาดว่า กทช. จะดำเนินการ พิจารณารายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตได้แก่ ร่างข้อสรุปข้อสนเทศ อัตราค่าใบอนุญาตเริ่มต้น และ การจัดทำการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยหากไม่มีอะไรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ SCRI คาดว่า การประมูลน่าจะเกิดขึ้นได้ในปีนี้ การออกใบอนุญาตของ 2.1 GHz อาจล่าช้า หากรัฐบาลให้ กทช. ขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุน อีกครั้ง : ถึงแม้ว่า SCRI เชื่อว่า ขั้นตอนการดำเนินงาน หลังประกาศสรุปข้อสนเทศ รัฐบาลอาจให้ กทช. ขอความเห็นต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของการออกใบอนุญาต กับ พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 อีกในอนาคต ซึ่ง SCRI เชื่อว่าจะทำให้มีเกิดความยืดเยื้ออีกเช่นเดิม โดยหากว่าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz ของ กทช. โดยการประมูลคลื่นเข้าข่ายอยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ. ร่วมทุนปี 2535 จะทำให้ขั้นตอนในการจัดสรรคลื่นนานมากขึ้นจากเดิมที่ SCRI ประเมินว่าจะเกิดการประมูลใบอนุญาตได้ภายในปี 2553 นอกจากนี้ หากต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี ซึ่งทราบดีอยู่แล้วว่าการออกใบอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz จะทำให้มีโอนย้ายลูกค้าจากธุรกิจภายใต้สัญญาสัมปทานไปยังธุรกิจภายใต้ใบอนุญาตที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ทำให้ TOT และ CAT ต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมากจากการออกใบอนุญาตดังกล่าวซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อบริษัทเอกชนอย่างแน่นอน คาดการออกใบอนุญาตมีความคืบหน้า เป็นบวกต่อกลุ่มสื่อสาร : SCRI ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนที่ BULLISH โดยเห็นว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาจะสร้างความมั่นใจให้กับ กทช. ให้สามารถดำเนินการอย่างมั่นใจมากขึ้นว่ามีอำนาจและหน้าที่ทางกฎหมาย ซึ่งน่าจะทำให้การจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz มีความคืบหน้ามากขึ้น แม้ว่าประเด็นของคำตัดสินของศาลฎีกาฯเรื่องคดียึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 อาจทำให้ราคาหุ้นผันผวน เพราะยังไม่แน่ใจว่าภาครัฐฯจะดำเนินการใดต่อบริษัทถูกนำไปเป็นพยานหลักฐานในคดีดังกล่าว อย่างไรก็ดี SCRI เชื่อว่า ขบวนการในชั้นศาลจะใช้เวลาในการดำเนินคดีนานมากกว่า 1 ปี จึงยังคงไม่มีกระทบต่อผลประกอบการปี 2553 ของบริษัท ทั้งนี้ SCRI คงคำแนะนำ “ซื้อ” ADVANC มูลค่าเหมาะสมในกรณีเลวร้ายที่สุดอยู่ที่ 77.80 บาท และ DTAC มูลค่าเหมาะสมในกรณีเลวร้ายที่สุดอยู่ที่ 27.70 บาท
ความเห็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จากกรณีที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ทำหนังสือหารือ ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตามข้อสังเกตของ ครม.เศรษฐกิจ โดยมีคำถาม 2 ประเด็น คือ 1) คณะกรรมการ กทช. ปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งรักษาการ เพราะรอการสรรหา กทช. ใหม่อีก 4 คน สามารถมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ 2) การจัดสรรคลื่นความถี่และการออกใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2.1 GHz เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการ ของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือไม่ ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาข้อหารือของ กทช. และได้รับฟังข้อเท็จจริงจากหน่วยงานของรัฐ และมีความเห็นตอบกลับไปยัง กทช. ในวันที่ 4 มี.ค. 2553 มีรายละเอียด ดังนี้ ความเห็นความคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อประเด็นที่ 1 : คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า กทช. ที่รักษาการมีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2543 และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง กทช. ขึ้นใหม่ อย่างไรก็ดีในการปฏิบัติหน้าที่ของ กทช. จะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของ มาตรา 47 และ มาตรา 305 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วย ความเห็นความคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อประเด็นที่ 2 : คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นข้อยุติแล้ว แต่ปรากฏว่า กทช. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาวางกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz ยังไม่มีความชัดเจนแน่นอนว่าจะดำเนินการเมื่อใด และ ดำเนินการในลักษณะใด จึงยังไม่มีข้อเท็จจริงที่จะพิจารณาได้ว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz เป็นโครงการที่เข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุน หรือไม่
กทช. มีอำนาจหน้าที่ในการออกใบอนุญาต 2.1 GHz ถึงแม้ว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นที่ (1) เกี่ยวกับว่า กทช. ที่อยู่ในตำแหน่งรักษาการ 3 ท่าน ประกอบด้วย 1) พลเอกชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ 2) ศาสตราจารย์เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ และ 3) นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ได้หรือไม่ จะค่อนข้างล้าสมัยไปแล้ว เพราะว่าปัจจุบัน กทช. ที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 4 คน ได้แก่ 1) พ.อ.นที สุกลรัตน์ 2) นายบัณฑูร สุภัควณิช 3) นายพนา ทองมีอาคม และ 4) นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2553 ดังนั้น กทช. ที่รักษาการทั้ง 3 ท่าน จึงหมดหน้าที่ไปแล้ว ในขณะที่ กทช. ที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ทำให้คณะกรรมการ กทช. สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตาม พร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ปี 2543 และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมได้ จึงถือว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของ กทช. ชุดปัจจุบัน อย่างไรก็ดี SCRI ประเมินว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กทช. ที่รักษาการ เป็นประโยชน์ต่อการตีความเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กทช. อีก 3 ท่าน ได้แก่ 1) นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ 2) นายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ และ 3) นายสุธรรม อยู่ในธรรม จะหมดอายุตามวาระในเดือน ก.ย. 2553 ซึ่งหาก SCRI ตีความจากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า กทช. ทั้ง 3 ท่านที่จะอยู่ในตำแหน่งรักษาการ กทช. นับตั้งแต่ในวันที่ 28 ก.ย. 2553 จะยังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อให้การออกใบอนุญาตของคลื่นความถี่ 2.1 GHz ต่อไปได้ จนกว่าจะมีการคัดเลือก กทช. คนใหม่มาแทน ทำให้กระบวนการในการออกใบอนุญาตไม่น่าจะสะดุดลง อีกทั้ง กทช. ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาจากประเด็นนี้อีก ทำให้กระบวนการไม่ล่าช้า สำหรับในกรณีที่มีความกังวลว่า จะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)” เป็นองค์กรอิสระขึ้นมาดูแลกิจการโทรคมนาคมแทน กทช. ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยมีการคาดการณ์ว่า จะสามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ในปีนี้ ในประเด็นนี้ SCRI ประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการในการออกใบอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz เช่นเดียวกัน เพราะ หากพิจารณาตาม มาตรา 74 ของร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ ระบุว่า “ในระหว่างที่การแต่งตั้ง กสทช. ยังไม่แล้วเสร็จ ให้ กทช. ที่ได้แต่งตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ปี 2543 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปในฐานะ กสทช. เมื่อ กสทช. ได้รับการแต่งตั้งแล้ว กทช. เป็นอันพ้นจากหน้าที่” โดยสรุป SCRI ประเมินว่า กทช. คณะใหม่ 7 คน ที่ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ, นายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ, นายสุธรรม อยู่ในธรรม, พันเอกนที ศุกลรัตน์, นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร, นายพนา ทองมีอาคม และนายบัณฑูร สุภัควณิช สามารถปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม และ กฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งหมายรวมถึง การออกใบอนุญาตเพื่อใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz ความคืบหน้าในการประกาศใช้ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ ไม่ได้มีผลกระทบต่อการออกใบอนุญาตของคลื่นความถี่ 2.1 GHz ของคณะกรรมการ กทช. ชุดปัจจุบัน เพราะถือว่า กทช. ชุดนี้ยังมีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมได้ต่อไปได้ จนกว่าจะมีการจัดตั้ง กสทช. แล้วเสร็จ จากประเด็นความคิดของคณะกรรมการกฤษฎีกาส่วนนี้ SCRI ประเมินว่า กทช. จะดำเนินการตามขั้นตอนในการเปิดให้มีการประมูลใบอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz
การออกใบอนุญาต 2.1 GHz ไม่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ร่วมทุนปี 2535 ในประเด็นที่ 2 ที่ กทช. ได้ขอความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับ การจัดสรรคลื่นความถี่และการออกใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2.1 GHz เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการ ของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือไม่ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้ให้ความเห็นในประเด็นนี้ เนื่องจาก การจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการเมื่อใด และ ดำเนินการในลักษณะใด SCRI ตั้งข้อสังเกตจากประเด็นนี้ว่า การที่ คณะกรรมการกฤษฎีกายังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า การออกใบอนุญาตของคลื่น 2.1 GHz จะทำเมื่อไร และ ลักษณะใด เกิดจากกรณีที่มี กทช. จำนวน 3 ท่าน อยู่ในระหว่างรักษาการจึงไม่กล้าดำเนินการเดินหน้าประกาศสรุปข้อสนเทศของการจัดสรรคลื่นความถี่ได้ในขณะที่ขอความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ดี SCRI มีความเห็นว่า เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่า กทช. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ได้ น่าจะทำให้ กทช. คณะใหม่ จะเดินหน้าในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz ต่อไป ส่วนจะขอความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกหรือ ไม่นั้น คงอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะมีข้อท้วงติงกลับมาอีกหรือไม่ สำหรับสาเหตุที่คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกฎหมายว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz ว่าต้องเข้าข่ายอยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ. ร่วมทุนปี 2535 หรือไม่ SCRI ได้สอบถามไปยัง กทช. โดยได้รับการชี้แจงว่า รัฐบาลประเมินว่า การให้ใบอนุญาตของคลื่น 2.1 GHz ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 1,000 ล้านบาท อาจจะเข้าข่าย
ในประเด็นนี้ SCRI ประเมินว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz ไม่น่าจะเข้าข่ายภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ. ร่วมทุนปี 2535 เนื่องจาก กทช. ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ แต่เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 2543 การจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz ไม่ได้เป็นการลงทุนในกิจการของรัฐที่มีมูลค่าการลงทุนจะมากกว่า 1,000 ล้านบาทก็ตาม เพราะโครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนของเอกชนฝ่ายเดียวที่เกิดจากการประมูลคลื่นความคลื่นความถี่ การออกใบอนุญาตของ กทช. ในการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติอย่างไรก็ดี SCRI ประเมินว่าว่า ประเด็นดังกล่าวอาจจะมีความยืดเยื้อในอนาคต เพราะแม้ว่า กทช. ชุดใหม่จะประกาศสรุปข้อสนเทศในการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz ได้เรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาจจะให้ กทช. หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องของการออกใบอนุญาต กับ พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 อีกในอนาคต ซึ่ง SCRI เชื่อว่าจะทำให้มีเกิดความยืดเยื้ออีกเช่นเดิม โดยหากว่าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1 GHz ของ กทช. โดยการประมูลคลื่นเข้าข่ายอยู่ภายใต้ข้อบังคับของ พ.ร.บ. ร่วมทุนปี 2535 จะทำให้ขั้นตอนในการจัดสรรคลื่นนานมากขึ้นจากเดิมที่ SCRI ประเมินว่าจะเกิดการประมูลใบอนุญาตได้ภายในปี 2553 นอกจากนี้ หากต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี ซึ่งทราบดีอยู่แล้วว่าการออกใบอนุญาตในการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz จะทำให้มีโอนย้ายลูกค้าจากธุรกิจภายใต้สัญญาสัมปทานไปยังธุรกิจภายใต้ใบอนุญาตที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ทำให้รัฐวิสาหกิจทั้ง TOT และ CAT ต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมากจากการออกใบอนุญาตดังกล่าว ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อบริษัทเอกชนอย่างแน่นอน
|
Comments