Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Daily Research บล.ยูไนเต็ด: รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน15/03/53
บล.ยูไนเต็ด: รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน15/03/53 PDF Print E-mail
Monday, 15 March 2010 10:20

บล.ยูไนเต็ด : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 15/03/53

Market Highlight   
แนวโน้มตลาดหุ้น:
            - วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวกมากกว่าลบ แต่ความกังวลเกี่ยวกับการนัดชุมนุมของกลุ่ม “เสื้อแดง” เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ (แม้จะมีผู้เข้าร่วมต่ำกว่าคาด) แต่ก็ยังมีผลกดดันตลาดอยู่หลังจากที่ยื่นคำขาดให้ นรม. ยุบสภาภายในวันนี้ แต่ด้วยค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าขึ้น คาดว่าจะยังหนุนให้ SETI แกว่งตัวแคบๆ/ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย (sideways/sideways up)
            - ในเชิงเทคนิค ถือว่าทั้งโมเมนตัมระยะสั้นและกลางได้พลิกกลับมาเป็นบวกได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว เนื่องจากเมื่อวันศุกร์ SETI “พิสูจน์ให้เห็น” โดยสามารถขึ้นปิดเหนือระดับ 725 และ 715 จุด ตามลำดับ
           - วันนี้ หุ้นแสดงสัญญาณบวก (& 61569;=ACCELERATION) คือ BAY, BBL, IRPC, KBANK, KTB, PTT, PTTAR, QH, RCL, SCB, TT&T ส่วนหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;=DECELERATION) คือ LANNA, LH, THAI   
             หุ้นเด่นเล่นสั้น (รับ/ต้าน): BANPU (586.-/610.-), PTTEP (136.5/140.5), SCB  (85.25/89.25)


เหตุการณ์และการขึ้นป้าย:
           - วันนี้: 
           - PRANDA XD @ 0.43 บาท, SIRI XD @ 0.52 บาท,VNG XD @ 0.08 บาท,
          - HMPRO ลูกหุ้นเข้า 5.08
          - จากการประกาศของตลท. สัปดาห์นี้มีหุ้นที่ต้องซื้อขายในบัญชี Cash Balance คือ TYONG--ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Turnover List
         - พรุ่งนี้:
          - BSM XD @ 0.038 บาท, JCT XD @ 2.50 บาท, ROBINS XD @ 0.42 บาท, SPG XD @ 5.00 บาท, TKS  XD @ 0.01 บาท, TWZ XD @ 0.025 บาท
          - DEMCO ลูกหุ้นเข้า  1.78 ล้านหุ้น
 
 สรุปการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหาร:
          - ผู้บริหารซื้อ : PS, TTI, WIN, SMT, SUSCO
          - ผู้บริหารขาย : QH, TRT, PRANDA, IFEC, AKR
          - ปฏิทินเหตุการณ์สำคัญ:
          - 11-23 มี.ค. 53: ประกาศใช้ พรบ. รักษาความมั่นคงใน กทม.และบางอำเภอในจังหวัดใกล้เคียง
          - 14 มี.ค.53: นปช.นัดชุมนุมใหญ่
          - 16 มี.ค.53: Fed กำหนดทิศทางดอกเบี้ย
          - 17 มี.ค.53: OPEC ประชุมที่เวียนนา
          - 22 มี.ค.53: Vernal Equinox day (JP)
          - 31 มี.ค.53: ธปท.แถลงข้อมูลเศรษฐกิจไทย เดือน ก.พ. 53

Investment Outlook
  แนวโน้มระยะสั้น:
  เมื่อวันศุกร์ ตลาดหุ้นไทยเดินหน้าขึ้นต่อ หลังจากที่กลุ่ม “เสื้อแดง” สลายการชุมนุมในวันแรกเร็วเกินคาด โดย SETI +7.39 จุด (+1.02%) ปิด 733.34 จุด ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขาย 15,032 ล้านบาท
  ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดวันนี้ (market drivers):
 ตลาดหุ้นโลก: DJIA 10,624.69 จุด (+0.1%), S&P 1,149.99 จุด (-0.02%), NASDAQ 2,367.66 จุด (-0.03%), Nikkei 10,790.87 จุด (+0.4%), AOI 4,847.2 จุด (+0.3%), KOSPI 1,662.97 จุด (+0.01%)
 กลุ่มผู้ลงทุน: เมื่อวันศุกร์ ทั้งต่างชาติ, สถาบัน และ บล. ยังซื้อสุทธิอีก +476, +805 และ +89 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่รายย่อยขายสุทธิ -1,370 ล้านบาท
 สินค้าโภคภัณฑ์: น้ำมันดิบ light NYMEX  $81.24 (-1.1%), BDI 3,506 จุด (+5.7%), GRM $4.371 (-5.2%), ทองคำ $1,099.50 (-0.9%)—ดูเพิ่มในตารางซ้ายมือ
 ค่าเงินบาท: เช้านี้ เงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซื้อขายที่ 32.51-32.59 บาท/ดอลลาร์
 การเมือง: การชุมนุมของกลุ่ม นปช. (“เสื้อแดง”) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่สุดสัปดาห์ (14/3/53)
 วันนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดยังดูเป็นบวกมากกว่าลบ แต่การชุมนุมของกลุ่ม “เสื้อแดง”
ที่เริ่มมาตั้งแต่วันศุกร์ (แม้มีผู้เข้าร่วมต่ำกว่าคาด) แต่ก็ยังมีผลกดตลาดอยู่ คาดว่า SETI มีแนวโน้มแกว่งตัวช่วงแคบๆ/ปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย (sideways/sideways up)
 ทางด้านเครื่องชี้กระแสเงินทุน (intermarket fund flow indicators) ยังแสดงให้เห็นความกล้าลงทุน (risk appetite) ที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเห็นได้จาก ...
 ตลาดหุ้นโลก: เช้านี้ ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มแกว่งตัว/เดินหน้าขึ้นต่อเนื่อง
 ตลาดพันธบัตร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตร US10Y ยังคงแกว่งตัวในระดับสูง ล่าสุด
= 3.7025% (จุดสูงสุด 31/12/52=3.9176%) [ความหมาย: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
=แรงซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง (risk-free asset)+นักลงทุนคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในเชิงลบ]

 ค่าเงินดอลลาร์: ล่าสุด=79.806 จุด เริ่มปรับตัวลง หลังไม่ผ่านแนวต้านที่บริเวณ 80~82 จุด (11/6/52-10/7/52) [ความหมาย: ดัชนีค่าเงิน US$& 61665;=แรงขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายกันในสกุล US$ (non-US$ denominated assets)]
 สินค้าโภคภัณฑ์: แกว่งตัวขึ้นต่อ โดยน้ำมัน& 61502;$80, ทองคำ& 61627;$1,100, BDI& 61502;3,000 จุด
 ในระดับตลาด ยังดูแข็งแรงดี (“climbing the wall of worries”) โดยทั้งโมเมนตัมระยะสั้นและกลาง พลิกกลับมาเป็นบวกอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดย SETI ได้ “พิสูจน์” ด้วยการกลับขึ้นไปปิดเหนือระดับ 725 และ 715 จุด ตามลำดับ
 ในเชิงกลยุทธ์ เราได้ย้ำมาตลอดตั้งแต่ช่วง ก.พ. ว่านักลงทุนควรมองหาจังหวะ “ซื้อ” มากกว่า “ขาย” เนื่องจาก …
 SETI ได้ถอยลงมาใกล้จุดต่ำสุดเดิมเมื่อปลายปี 52 ที่บริเวณ 670~680 จุดค่อนข้างมากแล้ว และเมื่อลงมาระดับ -100 จุด (SETI& 61627;650 จุด) จะเริ่มนิ่ง+มีโอกาสดีดกลับได้; 
 ผู้เล่นรายใหญ่ได้ถอยออกไปดูสถานการณ์นอกตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว (จะเห็นว่าปี 53 นี้ ไม่มี “January Effect”) ดังนั้น ผู้เล่นรายใหญ่จึงมีเงินสดอยู่ในมือค่อนข้างมาก; 
 ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าทุกครั้งที่ตลาดร่วงลงเพราะเหตุทางการเมืองมักเป็นโอกาสของนักลงทุนในการ “ช้อนซื้อของถูก” (bottom fishing) ในระดับกลุ่ม ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หลังจากที่ให้เพิ่มน้ำหนัก BANK จาก NEUTRAL เป็น OVERWEIGHTED และลดน้ำหนัก ICT จาก NEUTRAL เป็น UNDERWEIGHTED ไปตั้งแต่2 สัปดาห์ก่อน—ดูรายละเอียดใน Investment Ideas

 ในระดับหุ้น มีหุ้นที่แสดงสัญญาณบวก (& 61569;=”ACCELERATION”) คือ BAY, BBL, IRPC, KBANK, KTB, PTT, PTTAR, QH, RCL, SCB, TT&T สำหรับหุ้นที่แสดงสัญญาณลบ (& 61570;= ”DECELERATION”) คือ LANNA, LH, THAI [สังเกต: เครื่องหมาย & 61483;/& 61485; ด้านหลัง “คำแนะนำซื้อขาย” (action rating)=“ความชอบของนักวิเคราะห์” (analyst’s preference) เปรียบเทียบกับหุ้นกลุ่มเดียวกัน—ดู Investment Ideas]

 แนวโน้มระยะกลาง:
 หากมองย้อนกลับไปในปี 52 ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยให้ผลตอบแทนที่สูง มาก ทั้งนี้ ดัชนี SET และ SET50 TRI ได้แสดงอัตราผลตอบแทนรวม (total return) ถึง >70% ต่อปี—ดูตาราง TRI ซ้ายมือ
 อย่างไรก็  ตาม หลัง 1H52 นักลงทุนส่วนใหญ่จะคิดแต่ “กลยุทธ์ออก” (exit strategy) [=”ขายทำกำไร”] มากกว่า “กลยุทธ์เข้า” (entry strategy) [=”หาจังหวะซื้อ”] เพราะกังวลว่า ...  
 หลังตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง >3 เดือน คนส่วนใหญ่มองว่าตลาด “สะท้อน” การ  คาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจจะไม่ฟุบยาว (“L”) แต่ฟื้นตัวขึ้น (“U”หรือ “V”) ไปพอควรแล้ว คนจำนวนไม่น้อยมองว่าการฟื้นตัวดังกล่าวเป็นแค่ “การดีดกลับชั่วคราวในแนวโน้มขาลง” (bear market rally) เพราะเศรษฐกิจโลกอาจฟุบลงอีกครั้ง (“double dips”) คือ เศรษฐกิจไม่ได้ฟื้นตัวตามรูปแบบ “V” หรือ “U” แต่กลายเป็นรูปแบบ “W” แทน แต่เราได้ย้ำมุมมอง “เชิงบวก” (bullish bias) ตลอดเช่นกันว่าการปรับฐานดังกล่าวเป็นเพียง “การจบฉากแรก” (“the end of the beginning”) [ของแนวโน้มขึ้น] ไม่ใช่ “จุดเริ่มต้นของฉากจบ” (“the beginning of the end”) โดยเราได้แนะนำให้ผู้อ่าน Market Insight หาจังหวะเข้าตลาด (re-entry strategy) ด้วยเหตุผล ดังนี้  เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประเทศต่างๆ อัดเข้าสู่ระบบจะเริ่มเห็นผล ทำให้เศรษฐกิจโลก ฟื้นตัวขึ้นใน 2H52 และไม่ฟุบยาวในรูปแบบตัว L (“great depression”) 

 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะสร้างฐานได้ (bottom out) ในปี 52 ทั้งนี้ จากประสบการณ์ช่วงปี 43~44 พบว่าเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวก่อนกลุ่มอื่น (“green shoots” or “pre-recoveries”) เราคาดว่าเม็ดเงินจะไหลกลับมาที่ตลาดหุ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ใน
เอเชีย เพราะวิกฤตครั้งนี้ ประเทศเอเชียไม่ประสบปัญหารุนแรงเท่ากับสหรัฐอเมริกาและยุโรป เพราะไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่เหมือนช่วงปี 40 

อีกจุดหนึ่งที่เราได้ย้ำเช่นกัน คือ ต้อง “เลือกเล่น”(selective buy) โดยวางน้ำหนักกลุ่ม (sector weighting)/เลือกหุ้น (stock picking)ที่ถูกต้องด้วย[ให้เลือกเล่นหุ้นกลุ่มที่เราให้วางน้ำหนักOVERWEIGHTED และหุ้นที่มีสัญญาณ &61569;=ACCELERATION ในตารางประกอบ Investment Ideas หรือ หุ้นที่มี “& 61514;” ในตาราง Fast Fact  เป็นหลัก] 

 สำหรับแนวโน้มปี 53 เรายังคงมีมุมมอง “เชิงบวก” และประเมินเป้าหมายใหม่ของ SETI ที่ 838 จุด [ประเมินจากราคาเป้าหมาย 12 เดือนข้างหน้าของหุ้นใน coverage] เนื่องจาก ...
 ขณะนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเห็นค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ว่าเศรษฐกิจได้ “ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว” (bottom out) ในปี 52 ซึ่งเรามองว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวผ่านจากช่วงแรก (“& 61678;”) และช่วงกลาง (“& 61640;”) เข้าสู่ช่วงหลัง (“& 61694;”) ของตัว “U”
 การฟื้นตัวในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีมากขึ้น (broad-based recovery) จะมีผลให้การปรับตัวขึ้นของตลาดกระจายตัวในกลุ่มต่างๆ มากขึ้น (broad-based rally)
 “คุณภาพของกำไร” (quality of earnings) มีแนวโน้มดีขึ้น เพราะ “การเติบโตของกำไร” (bottom-line growth) ไม่ได้มาจากกำไรสต็อก (inventory gain) เหมือนกับการฟื้นตัวในระยะแรก แต่มีแรงหนุนจาก “การเติบโตของยอดขาย” (top-line growth) ด้วย
 ในเบื้องต้น เราแนะนำให้มองเป้าหมายที่ 750~800 จุดก่อน เพราะมีปัจจัยถ่วงตลาด คือ ...
 ช่วงปลายปี 52 หุ้นใหญ่ในกลุ่ม ENERG+CONMA ได้ผลกระทบจากคำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการลงทุนใน “มาบตาพุด” กดดันไม่ให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้มาก ในช่วงต้นปี การเมืองก็เป็นประเด็นที่ยังกดดันตลาดอยู่ เพราะศาลฎีกาได้นัดฟังคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของทักษิณวันที่ 26 ก.พ. 53 อาจทำให้เกิดสถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองได้อีกครั้ง

 ในเชิงเทคนิค โมเมนตัมระยะยาวจะยังดูดี “ถ้า” SETI & 61619; 705 จุด ในเชิงกลยุทธ์ เราให้ถือว่าเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของการลงทุนเพื่อลุ้นเป้าหมายที่ระดับ 800~850 จุดด้วยคำอธิบาย: OVERWEIGHTED=ควรลงทุนมากกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด; NEUTRAL=ควรลงทุนเท่ากับน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด; UNDERWEIGHTED=ควรลงทุนน้อยกว่าน้ำหนักกลุ่ม เพราะคาดว่าจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด โดยระบบคำแนะนำนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเอาชนะดัชนี (beat the index) โดย “น้ำหนักกลุ่ม”=น้ำหนักของหุ้นแต่ละกลุ่มใน SETI, “ผลตอบแทนของตลาด”
(market total return)=อัตราผลตอบแทนที่คำนวณจาก SET Total Return Index (SETTRI) 

ทั้งนี้ TRI (total return index)=ดัชนีผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งรวม 1) กำไร/ขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ (capital gain/loss); 2) สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน (right); 3) เงินปันผล (dividend) โดยสมมติว่าเงินปันผลถูกนำไปลงทุนซ้ำ (reinvest) ในหลักทรัพย์เดิมด้วย โดยจุดเริ่มต้นของดัชนี TRI  (2/1/45)=1,000 จุด

Written by :
platoo
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday867
mod_vvisit_counterAll days867

We have: 866 guests, 1 members online
Your IP: 216.73.216.183
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 10, 2026

4291512