Error
เอแบคโพลล์ชี้คนส่วนใหญ่70.8%ไม่มีเงินออม
Print
Friday, 22 April 2011 19:00

              ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ผู้อำนวยการโครงการ ABAC  Consumer Index บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ และนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกับ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ (Social Innovation Management and Business Analysis, ABAC – SIMBA) โดยการสนับสนุนของธนาคารกรุงศรีฯ เพื่อการวิจัย เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สำรวจการออม ของประชาชนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2554 กรณีศึกษาตัวอย่างผู้บริโภคระดับครัวเรือนใน 12 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี  ชลบุรี  นครราชสีมา อุดรธานี  กาฬสินธุ์  เชียงใหม่  แม่ฮ่องสอน  นครสวรรค์  ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต และสงขลา  จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 1,632 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 – 22 เมษายน 2554 และสามารถติดต่อดาวน์โหลดข้อมูลไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ www.abacpolldata.au.edu

 ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 70.8 ไม่มีเงินเก็บออม ในขณะที่เพียงร้อยละ 29.2 เท่านั้นที่มีเงินเก็บออม และที่น่าสนใจคือ ผู้ชายกลับมีสัดส่วนของคนที่เก็บออมเงินมากกว่าหญิงคือร้อยละ 32.1 ต่อร้อยละ 27.5 ในขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 72.5 ไม่มีเงินเก็บออม แต่ผู้ชายร้อยละ 67.9 ไม่มีเงินเก็บออม

เมื่อจำแนกตามรายได้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือกว่าร้อยละ 94.7 มีรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่เพียงร้อยละ 5.3 เท่านั้นมีรายได้เกิน 35,000 บาทต่อเดือน และเมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการออมเงินจำแนกตามรายได้แล้วพบว่า คนที่มีรายได้สูงกว่า 35,000 บาทต่อเดือนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 55.4 ของคนที่มีรายได้ระหว่าง 35,001 – 75,000 บาท และร้อยละ 53.6 ของกลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 75,000 บาทต่อเดือนมีการเก็บออมเงิน ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มคนรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.7 ไม่มีเงินเก็บออม

เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่า ส่วนใหญ่ในทุกช่วงอายุ ไม่มีเงินเก็บออม และเมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่า มีเพียงอาชีพเดียวคือ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการที่เกินครึ่งหรือร้อยละ 51.6 มีเงินเก็บออม แต่อาชีพอื่นๆ ทุกสาขาอาชีพในการสำรวจครั้งนี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บออม ที่น่าสนใจคือ กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชนร้อยละ 39.4 กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 37.5  ลูกจ้างผู้ประกอบการร้อยละ 37.1 ที่มีเงินเก็บออม ตามลำดับ

เมื่อถามกลุ่มคนที่มีการเก็บออมเงินถึงช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้วคือ มกราคม – มีนาคมของปีก่อน พบว่า จำนวนมากหรือ  ร้อยละ 44.2 ระบุว่าเก็บออมเท่าเดิม มีถึงร้อยละ 40.2 ระบุเก็บออมน้อยลง และมีเพียงร้อยละ 15.6 เท่านั้นที่มีการเก็บออมมากขึ้น และที่น่าพิจารณาคือ ในกลุ่มคนที่มีการเก็บออม พบว่า คนที่มีรายได้สูงยังคงมีเงินเก็บออมเพิ่มสูง โดยกลุ่มคนที่มีรายได้มากกว่า 75,000 บาทต่อเดือนร้อยละ 21.4 ระบุมีการเก็บออมเพิ่มขึ้นในขณะที่ในกลุ่มคนรายได้น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือนมีอยู่ร้อยละ 14.8 เท่านั้น

เมื่อมองไปยังอนาคตคืออีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้สูงกว่า 75,000 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนของคนที่คิดว่าจะสามารถเก็บออมได้เหมือนเดิมร้อยละ 50.0 และเก็บออมได้เพิ่มขึ้นสูงมากกว่าทุกกลุ่มรายได้คือร้อยละ 28.6 ในขณะที่คนมีรายได้ระหว่าง 15,001 – 35,000 บาท และคนที่มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 34.8 และร้อยละ 33.5 จะเก็บออมได้น้อยลง ตามลำดับ

ดร.อุดม กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นภาพเดิมๆ ของสภาวะเศรษฐกิจรายได้และพฤติกรรมการออมของประชาชนในทุกรัฐบาลที่ผ่านมาว่า คนที่มีรายได้สูงยังคงเป็นคนกลุ่มน้อย แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย และไม่มีเงินเก็บออม เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน และเมื่อพิจารณาการคาดการณ์ของประชาชน

จากการสำรวจครั้งนี้ยิ่งพบว่า คนที่มีรายได้สูงก็จะยิ่งมีการเก็บออมเงินมากขึ้นไปอีก แต่คนที่มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ยังคงมีการเก็บออมเท่าเดิมและมีทิศทางว่าจะเก็บออมลดน้อยลงไปอีกด้วย ทางออกคือ แนวนโยบายของรัฐบาลจำเป็นต้องชัดเจนและทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นที่จะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ทำให้ประชาชนมีพฤติกรรมการเก็บออมมากขึ้น ผ่านการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่มีหัวใจของการเก็บออมมาสนับสนุนส่งเสริมอย่างครบวงจรในวิถีชีวิตของประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ใช่กลุ่มนักลงทุนหรือผู้ประกอบการเป็นเพียงกลุ่มอาชีพเดียวที่มีพฤติกรรมการเก็บออมสูงสุด

ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมียุทธศาสตร์ที่ “โดนใจ” ประชาชนมากพอจะทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลง” ทำให้ทุกกลุ่มอาชีพมีสัดส่วนของการเก็บออมเพิ่มมากขึ้น

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 62.6 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 37.4 เป็นเพศชาย ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำแนกตามช่วงอายุพบว่า ร้อยละ 13.0 ระบุอายุ 18-24 ปี ร้อยละ 27.4  อายุ 25-35  ปี ร้อยละ 27.1อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 32.5 ระบุอายุ 46-60 ปี  ตัวอย่างร้อยละ 78.7 ระบุสำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีร้อยละ 20.4 ระบุสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 0.9 ระบุสำเร็จการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี  ทั้งนี้เมื่อพิจารณาอาชีพประจำที่ทำอยู่ในปัจจุบันพบว่า ร้อยละ 38.6 ระบุอาชีพค้าขายอิสระ/ส่วนตัว ร้อยละ 16.0 ระบุรับจ้างทั่วไป/ใช้แรงงาน ร้อยละ 9.2 ระบุเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 8.5 ระบุอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 7.9 ระบุเป็นพนักงานบริษัท ร้อยละ 5.2 ระบุเป็นผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการ ร้อยละ 4.6 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 3.6 ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 2.9 ระบุเป็นลูกจ้างโรงงาน/สถานประกอบการ ร้อยละ 2.4 ระบุว่างงาน ร้อยละ 1.0 ระบุเป็นทหาร/ตำรวจ และร้อยละ 0.1 ระบุอื่นๆ ทั้งนี้เมื่อพิจารณารายได้ส่วนตัวต่อเดือนพบว่าร้อยละ 94.7 ระบุรายได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ร้อยละ 5.3 ระบุรายได้มากกว่า 35,000 บาทต่อเดือน ตามลำดับ

 

 

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment