| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Thursday, 19 January 2012 09:09 | |||
|
Snapshot
สหรัฐอเมริกา - บรรษัทประกันเงินฝากของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FDIC) ได้นำเสนอกฎระเบียบใหม่ ซึ่งจะกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้เข้ารับการทดสอบภาวะวิกฤติ (stress test) ประจำปี การทดสอบดังกล่าวจะสามารถระบุได้ว่า ธนาคารมีเงินสดและหลักทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสด มากพอที่จะรับมือกับการขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นจากเงินกู้ที่มีความเสี่ยงได้หรือไม่ และยังสามารถระบุได้ว่า ธนาคารสามารถต้านทานการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้หรือไม่ ทั้งนี้ ข้อเสนอที่จะให้ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐเข้ารับการทำสอบ stress test นั้น เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามกฎหมายปฏิรูปด็อดด์-แฟรงค์ และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค - ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รายงานว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธันวาคมขยายตัว 0.4% หลังจากที่ผลผลิตหดตัวลง 0.3% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 1 ปี ส่วนผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 4 ปี 2554 ขยายตัวในอัตรา 3.1% ต่อปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 10 ไตรมาส โดยผลผลิตในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ขยายตัว 0.3% หลังจากที่ขยายตัว 0.5% ในเดือนก่อน ขณะที่ผลผลิตด้านสาธารณูปโภคหดตัวลง 2.7% ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวลงติดต่อกันเดือนที่ 5 ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 78.1% จากระดับ 77.8% ในเดือนพฤศจิกายน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบปี 2515-2553 อยู่ประมาณ 2.3% - ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย NAHB/Wells Fargo ที่จัดทำโดยสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติของสหรัฐฯ (NAHB) ในเดือนมกราคม 2555 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 25 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง และสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าดัชนีจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 21 จุด - โกลด์แมน แซคส์ ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่อันดับ 5 ของสหรัฐเมื่อพิจารณาจากสินทรัพย์ เปิดเผยว่า ธนาคารมีกำไร 1.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 1.84 ดอลลาร์ต่อหุ้นในเดือนต.ค.-ธ.ค.ที่ผ่านมา ลดลงจากระดับ 2.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 3.79 ดอลลาร์ต่อหุ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจวาณิชธนกิจลดลง ขณะที่ธนาคารลดการจ่ายค่าตอบแทนพนักงานเพื่อชดเชยกับรายได้ที่หดหาย
สหภาพยุโรป - องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยในรายงาน "สถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Situation and Prospects" โดยระบุว่า สถานการณ์เลวร้ายทางการเงินในทุกประเทศของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ได้สั่นคลอนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของยุโรป และยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศหลักๆในอียูมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง ทั้งนี้ ยูเอ็นคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจกลุ่มอียูจะขยายตัวเพียง 0.7% ในปี 2555 ซึ่งต่ำกว่าปี 2554 ที่ขยายตัว 1.6%
เยอรมนี - ZEW Center for European Economic Research รายงานดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนของเยอรมนีเพิ่มขึ้นจาก -53.8 ในเดือนธันวาคม 2554 เป็น -21.6 ในเดือนมกราคม 2555 นับเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจของยูโรโซนได้ผ่านพ้นช่วงอันตรายที่สุดไปแล้ว
อังกฤษ - สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษรายงานว่าอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษลดลงจาก 4.8% ในเดือนพฤศจิกายน 2554 เหลือ 4.2% ในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 6 เดือน เนื่องจากร้านค้าต่างๆ ปรับลดราคาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงสิ้นปี ทั้งนี้ ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในปี 2555 ว่ามีแนวโน้มลดลงเหลือ 1.7%
เอเชีย: จีน - ราคาบ้านในจีนในเดือนธันวาคมลดลงมากที่สุดในปี 2554 โดยมีเพียง 2 เมืองจาก 70 เมืองที่มีราคาบ้านเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลจีนยังคงมาตรการในการควบคุมราคาอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง โดยสำนักงานสถิติของจีนรายงานว่าราคาบ้านใน 52 เมืองจาก 70 เมืองซึ่งรัฐบาลเก็บข้อมูลมีราคาลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยราคาบ้านใหม่ใน 4 เมืองสำคัญของจีนได้แก่ Shanghai, Beijing, Shenzhen and Guangzhou มีราคาลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม - การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในจีนในเดือนธันวาคมลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองจากการที่วิกฤติการเงินโลกส่งผลให้ภาคเอกชนต่างประเทศลดความต้องการในการลงทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จีนรายงานว่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในเดือนธันวาคมลดลง 12.73% จากเดือนเดียวกันปีก่อน มาอยู่ที่ 12.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับทั้งปี 2554 การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 9.72% มาอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 116 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมารายงานการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในจีนลดลงเป็นครั้งแรกนับจากปี 2552 โดยลดลง 9.8% จากเดือนเดียวกันปีก่อน - ประธานของ Goldman Sachs Asset Management กล่าวว่าการที่เศรษฐกิจจีนไตรมาสที่ 4 ขยายตัวสูงถึง 8.9% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนยังห่างไกลจากที่นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงรุนแรง โดยหากเศรษฐกิจจีนในช่วงทศวรรษนี้ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 7.5% ตามที่เขาคาดการณ์จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมมากกว่าสหรัฐฯและยุโรปรวมกัน
ไทย - สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) ประกาศขยายเวลาขายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อรายย่อยพิเศษ รุ่น 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.75% ต่อปี ไปจนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2555 เพื่อชดเชยเวลาที่ไทยประสบอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งกระทบต่อการซื้อพันธบัตรของประชาชน โดยมีวงเงินคงเหลือประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถซื้อผ่านตู้ ATM ของธ.กรุงไทยกว่า 7,000 ตู้ทั่วประเทศ หรือผ่านเคาน์เตอร์สาขา ธ.กรุงไทย โดยมีวงเงินซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนธันวาคม54 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 93.7 จากระดับ 87.5 ในเดือนพฤศจิกายน หลังคำสั่งซื้อ ยอดขายโดยรวม และปริมาณการผลิตเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ประกอบกับเส้นทางคมนาคมขนส่งก็สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้งภายหลังน้ำลด ส่งผลดีต่อระบบโลจิสติก และซัพพลายเชน อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมยังต่ำกว่าระดับ 100 จุด บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ยังอยู่ในระดับที่ไม่แข็งแกร่ง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 106.3 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 104.5 ในเดือนพฤศจิกายน - สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) คาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) ในปี 2555 จะขยายตัวได้ 5%หากรัฐบาลสามารถดูแลสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองให้มีเสถียรภาพ แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาก็ตาม เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังมีความแข็งแกร่ง และสามารถกระจายตลาดส่งออกได้ในหลายประเทศ พร้อมระบุการปรับโครงสร้างราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตจะไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตมากนัก หากเป็นการปรับขึ้นไปตามกลไกตลาด - กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2555 จะเติบโตใกล้เคียงปี 2554 หลังปัญหาหนี้สาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรปที่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2555 คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4-4.5 เนื่องจากการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างที่เสียหายในช่วงน้ำท่วม และการผลิตเพิ่มเพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่สูญเสียไปของภาครัฐ จะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย - สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) แถลงฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2555 (ตุลาคม – ธันวาคม 2544) ว่า รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 402,809 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 7,749 ล้านบาท ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 489,816 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 108,555 ล้านบาท หรือ 18.1% เนื่องจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้น จึงทำให้รัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณ 87,007 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อรวมกับการขาดดุลเงินนอกงบประมาณ 169,606 ล้านบาท จากการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง รายจ่ายเหลื่อมจ่ายจากปีงบประมาณก่อน และการถอนเงินฝากคลังของเงินกู้ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 256,613 ล้านบาท และ เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2554 มีจำนวนทั้งสิ้น 264,677 ล้านบาท
อื่นๆ - ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2555 ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.6% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้ยุโรป ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.1% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3.6% พร้อมกับปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ลงมาอยู่ที่ระดับ 5.4% ในปี 2555 จากเดิมที่คาดว่า จะขยายตัว 6.2% และได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศที่มีรายได้สูง ลงสู่ระดับ 1.4% จากเดิมที่คาดว่า จะขยายตัว 2.7% นอกจากนี้ ยังได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.2% ในปี 2555 และ 2.4% ในปี 2556 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.9% และ 2.7% ตามลำดับ พร้อมกับปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจของจีนลงสู่ระดับ 8.4% สำหรับปี 2555 และ 8.3% สำหรับปี 2556 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 8.7% และ 8.8% ตามลำดับ
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (18ม.ค.)ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่ในช่วงเช้าวันนี้เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นในตลาดเอเซียมากขึ้นหลังจากตัวเลขเศรษฐกิจจีนไตรมาส 4 ขยายตัวสูงเกินคาด และดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯและเยอรมนีดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ดีเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทวันนี้ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (18ม.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินเยนในช่วงเช้าวันนี้ โดยช่วงนี้นักลงทุนขายดอลลาร์สหรัฐฯออกมามากเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเนื่องจากความมั่นใจเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้นหลังจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศต่างๆออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ (18ม.ค.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ดัชนีเศรษฐกิจหลายประเทศที่ประกาศออกมาในช่วงนี้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ซึ่งส่งผลให้ความต้องการถือดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งถือว่าเป็นสกุลเงินที่มีความเสี่ยงต่ำลดลง
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (18ม.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯสูงขึ้นในวันนี้จากการที่รายงานตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนธันวาคมของสหรัฐฯขยายตัวและดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยสูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง ขณะเดียวกันการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศเตรียมเพิ่มเงินทุนอีก 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อช่วยประเทศต่างๆก็ส่งผลบวกต่อตลาดวันนี้ - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพุธ (18ม.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียวันนี้ได้ปัจจัยลบจากการที่ Fitch Ratings กล่าวว่ากรีซอาจจะผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ดีตลาดก็ได้ปัจจัยบวกจากการที่ดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯและเยอรมนีดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมในนิวยอร์คเดือนมกราคมขยายตัวในอัตราที่สูงที่สุดใน 9 เดือน ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเยอรมนีเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ในเดือนมกราคม โดยในวันนี้ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.99% โดยหุ้นในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทน้ำมันมีราคาสูงขึ้นจากการที่นักลงทุนมองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกไปในทางบวกมากขึ้น ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดลดลง 1.39% หลังจากที่เพิ่มขึ้นมากเมื่อวันอังคาร โดยนักลงทุนกังวลว่าการชะลอตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนจะส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ (18 ม.ค)ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งขึ้นลงในกรอบแคบๆวันนี้ โดยนักลงทุนขายหุ้นทำกำไรออกมาหลังจากที่ SET INDEX ปรับเพิ่มขึ้นถึง 19.53 จุดเมื่อวันอังคาร โดยในวันนี้ SET INDEX ปิดตลาดที่ 1,051.64 ลดลง 4.9 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 19 มกราคม 2555
|
Comments