| สรุปภาวะตลาดเงินและภาวะเศรษฐกิจ - ธนาคารกสิกรไทย |
|
| Monday, 14 May 2012 10:51 | |||
|
KBank Market Watch
ตลาดหุ้นไทยพลิกมาปิดบวก 0.03% โดยภาคบ่ายมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานหนุนเศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวที่มากขึ้น โดยผลผลิตภาคโรงงานขยายตัว 9.3% yoy ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 12.2% นอกจากนี้ ทางการจีนได้ปรับลดสัดส่วนการดำรงเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงอีก 0.50% เป็น20% USD/THB ปิดที่ระดับ 31.19 (Reuter = 31.20) ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่า หลังความกังวลต่อปัญหาหนี้ยูโรโซนจากปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลของกรีซ และนักลงทุนยังกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งความกังวลดังกล่าวได้กดดันให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ วันนี้คาดปรับตัวขึ้นไปที่ 31.30
การเคลื่อนไหวของตลาดที่สำคัญ ตลาดหุ้นไทย พลิกมาปิดบวก 0.03% สวนทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค ดัชนีร่วงลงในภาคเช้าตามแรงขายในเกือบทุกกลุ่มหุ้นแต่ภาคบ่ายมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานหนุน เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณการชะลอตัวที่มากขึ้น โดยผลผลิตภาคโรงงานขยายตัว 9.3% yoy ในเดือนเม.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 11.9% ในเดือนมี.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 12.2% นอกจากนี้ การปล่อยสินเชื่อใหม่ของจีนลดลง ต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ 682 พันล้านหยวน (ตลาดคาดการณ์ที่ 780พันล้านหยวน) และเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ปรับลดสัดส่วนการดำรงเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงอีก 0.50% เป็น20% ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ในรอบ 6 เดือน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อยในวันศุกร์ แต่ร่วงลงค่อนค่อนข้างมากหากเทียบเป็นรายสัปดาห์ โดย DJIA ปิดลดลง 1.7% wow ในขณะที่S&P 500 ร่วงลง 1.2% wow โดยนักลงทุนยังมีความกังวลกับภาวะที่ไม่แน่นอนทางการเมืองของกรีซและปัญหาของภาคธนาคารสเปน ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยหนุนความเชื่อมั่นในตลาดมาก แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะพุ่งขึ้นสู่ 77.8 ในกลางเดือนพ.ค.จาก76.4 ในเดือนเม.ย.และเป็นระดับที่สูงสุดตั้งแต่เดือนม.ค. 2008 ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ส่งมอบเดือนมิ.ย.ร่วงลง 0.95 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล สู่ระดับ 96.13 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมจีนและความกังวลต่อวิกฤติหนี้ยูโรโซน ทำให้นักลงทุนมีความกังวลกับแนวโน้มอุปสงค์น้ำมัน แม้ว่าสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันในตลาดโลกอาจขยับขึ้น 20,000 บาร์เรลต่อวันจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนที่แล้ว ราคาทอง ตลาด COMEX ส่งมอบเดือนมิ.ย.ปรับลดลง 11.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ สู่ระดับ 1,584.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ โดยการดิ่งลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้น และสินค้าโภคภัณฑ์กดดันราคาทองร่วงลง 3.7% ในสัปดาห์ก่อน นอกจากนี้ ราคาทองยังได้รับแรงกดดันจากการที่ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค เปิดเผยยอดขาดทุนด้านเทรดดิงที่ระดับสูงมากเนื่องจากธนาคารแห่งเป็นผู้ค้าทองรายใหญ่
อัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD ปิดที่ระดับ 1.2917 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ประมาณปลายเดือนมกราคม ยูโรอ่อนค่าขณะที่นักลงทุนกังวลเรื่องความไม่มั่นคงทางการเมืองของกรีซหลังจากที่นาย Evangelos Venizelos หัวหน้าพรรค Pasok ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังได้ประกาศการประมาณการณ์ของ GDP ในกลุ่มประเทศยูโรโซนว่าจะปรับลดลง 0.3% ในปีนี้ โดยกรีซจะเป็นประเทศที่มีการชะลอตัวแรงที่สุดมากถึงร้อยละ 4.7% ในขณะที่สเปนและอิตาลีคาดว่าจะปรับลง 1.8% และ 1.4% ตามลำดับ วันนี้ ประธานาธิปดีของกรีซจะประชุมกับหัวหน้าพรรคการเมืองในกรีซเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล USD/JPY ปิดทรงตัวที่ 79.93 จากการที่ผู้ลงทุนยังคงถือครองเงินเยนและดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่มีความปลอดภัย ขณะที่มีความกังวลถึงปัญหาหนี้ยูโรโซน และกังวลเกี่ยวกับการที่ JP Morgan รายงานว่ามีการขาดทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการลงทุน อย่างไรก็ดี ค่าเงินเยนปรับอ่อนค่าได้บ้างหลังจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นเกินความคาดหมาย GBP/USD ปิดอ่อนค่าที่ 1.6069 ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์หลังจากที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงในเดือนเมษายน โดย Nationwide Building Society รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลงจาก 53 จุดในเดือนมีนาคม สู่ระดับ 44 จุดในเดือนเมษายน นอกจากนี้ แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจยังลดลงจาก 73 จุดในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ 60 จุดในเดือนเมษายนอีกด้วย สกุลเงินเอเชีย ส่วนใหญ่ปรับอ่อนค่าเมื่อวันศุกร์ ตามแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน จากความวิตกต่อปัญหาหนี้ในยูโรโซนที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกหลังจีนรายงานข้อมูลผลผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยค่าเงินวอนปรับอ่อนค่ามากที่สุดในรอบกว่า 5 เดือนในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นเกาหลีใต้ขณะที่มีภาวะชะงักงันทางการเมืองในกรีซ USD/THB ปิดที่ระดับ 31.19 (Reuter = 31.20) ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่า หลังความกังวลต่อปัญหาหนี้ยูโรโซนจากปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลของกรีซ และนักลงทุนยังกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งความกังวลดังกล่าวได้กดดันให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและเข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ธปท.ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นจะต้องเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก
หมายเหตุ: อัตราแลกเปลี่ยนที่ปรากฏอ้างอิงจาก Reuters ซึ่งอาจไม่ใช่ราคาทำการจริงในตลาด
ท่านสามารถรับฟังข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนผ่านระบบโทรศัพท์อัตโนมัติได้ที่ <โทร 0 2888 8822 หลังเลือกภาษา กด 711 ทิศทางค่าเงินวันนี้ .... กด 721 สรุปความเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยนประจำวัน> หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.twitter.com/KBankFX www.facebook.com/KBankFX
อมรเทพ จาวะลา ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน โทรศัพท์: 02 470 6749 E-mail: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
นลิน ฉัตรโชติธรรม ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน โทรศัพท์: 02 470 3235 E-mail: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
พุฒิกุล อัครชลานนท์ ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน โทรศัพท์: 02 470 1031 E-mail: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
โดย ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ประจำวันที่ 14 พ.ค. 2555
|
Comments