| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Thursday, 23 August 2012 09:27 | |||
|
Snapshot สหรัฐอเมริกา - ยอดขายบ้านมือสอง(Existing Home Sales) ที่จัดทำโดยสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 2.3% (m-o-m: annual rate) สู่ 4.47 ล้านยูนิต จากระดบ 4.37 ล้านยูนิตในเดือนมิถุนายน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดไว้ที่ 4.52 ล้านยูนิต ขณะเดียวกันราคาขายบ้านโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 187,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อยูนิต เพิ่มขึ้น 9.4% (y-o-y) ถือว่าเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบปีต่อปีนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 ส่วนสต็อกบ้านมือสองที่ประกาศขายเพิ่มขึ้น 1.3% สู่ระดับ 2.4 ล้านยูนิต ทั้งนี้ ระยะเวลาที่จะขายบ้านในสต๊อกให้หมดจะใช้เวลา 6.4 เดือน ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าพอใจ - รายงานการประชุมกำหนดนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เมื่อวันที่ 31 ก.ค.-1 ส.ค.ระบุว่า Fed มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ หากข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะมีการเปิดเผยต่อไปไม่แสดงถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างมาก โดยระบุว่ามีจำนวนสมาชิกมากที่ระบุว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะสนับสนุนมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในเร็วๆนี้ หากข้อมูลเศรษฐกิจไม่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งอย่างมากและอย่างต่อเนื่องของอัตราการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ในการประชุมดังกล่าว Fed ไม่ได้ประกาศนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เปิดกว้างสำหรับการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม ทั้งนี้ การประชุมครั้งต่อไปของ FOMC มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 12-13 ก.ย. โดยตลาดคาดว่าอาจจะมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งจะรวมถึงการซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน
ยุโรป: เยอรมนี - นายนอร์เบิร์ต บาร์ธเลอ และนายไมเคิล เมสเตอร์ ซึ่งเป็นนักการเมืองระดับสูงในพรรคคริสเตียน เดโมแครต (CDU) ของนางเมอร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวต่อหนังสือพิมพ์ Tagesspiegel ว่า จะไม่มีการจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือกรีซรอบ 3 ขณะที่นายโวลเคอร์ เคาเดอร์ ผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมในรัฐสภาเยอรมนี กล่าวว่า กรีซจำเป็นต้องทำตามข้อตกลงที่ทำไว้ จึงเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลกรีซให้ปฏิบัติตามมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ ก่อนที่นายแอนโทนิส ซามาราส นายกรัฐมนตรีกรีซจะเดินทางเยือนกรุงเบอร์ลินในสัปดาห์นี้ โดยนักการเมืองเยอรมนีแสดงออกอย่างชัดเจนว่า รัฐสภาเยอรมนีไม่ต้องการให้มีการจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือรอบที่ 3 สำหรับกรีซ - ถึงแม้ชาวเยอรมนีจำนวนมากยิ่งขึ้นเรียกร้องให้กรีซถอนตัวออกจากยูโรโซน แต่นักเศรษฐศาสตร์ 45 จาก 64 รายในผลสำรวจของรอยเตอร์ในเดือนสิงหาคม คาดว่ากรีซจะยังคงอยู่ในยูโรโซนต่อไปในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากนักเศรษฐศาสตร์ 35 จาก 64 รายที่คาดการณ์แบบเดียวกันในโพลล์เดือนพฤษภาคม
กรีซ - นายกรัฐมนตรีอันโตนิส ซามาราสของกรีซ ระบุว่ากรีซต้องการเวลามากขึ้นในการปรับลดค่าใช้จ่ายและเดินหน้าปฏิรูปตามเงื่อนไขของการรับความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ ผู้นำกรีซกล่าวว่า กรีซไม่ได้เรียกร้องเงินช่วยเหลือมากขึ้น กรีซต้องการเพียงเวลามากขึ้นเล็กน้อยในการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอย่างรวดเร็วและเพิ่มรายได้ของประเทศ นอกจากนี้ นายซามาราสยังเน้นย้ำว่ากรีซจะยังคงปฏิบัติตามพันธะสัญญาทั้งหมดที่ให้ไว้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการรับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ โดยระบุว่ากรีซกำลังมีความคืบหน้าด้านการปฏิรูปที่ยากลำบาก - รัฐบาลของนายซามาราส เคยให้สัญญาต่อประชาชนชาวกรีซในช่วงไม่กี่วันหลังการเลือกตั้งว่า จะขอต่อเวลากำหนดเส้นตายออกไปอีก 2 ปีในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ในเงื่อนไขของมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินรอบ 2 ของสหภาพยุโรป(อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดกันว่า กรีซจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณลงตามสัญญาที่ให้ไว้ ให้ได้ 1.15 หมื่นล้านยูโรสำหรับช่วง 2 ปีข้างหน้า และแทบไม่มีโอกาสในการปรับเปลี่ยนข้อตกลงอีก - กระทรวงการคลังกรีซคาดหวังว่า กลุ่มเจ้าหนี้จะให้การรับรองมาตรการรัดเข็มขัดครั้งใหม่ที่มีวงเงิน 1.15 หมื่นล้านยูโร (1.41 หมื่นล้านดอลลาร์) ภายในช่วงกลางเดือนหน้า ทั้งนี้ การที่มาตรการรัดเข็มขัดสำหรับปี 2013-2014 ได้รับการรับรองนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ทีมงานทรอยกา ซึ่งประกอบด้วยผู้ตรวจการจาก - กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ), คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ตัดสินว่ากรีซสมควรที่จะได้รับเงินช่วยเหลือต่อไป โดยทีมงานทรอยกาจะเดินทางกลับมาเยือนกรุงเอเธนส์ในเดือนกันยายนเพื่อตัดสินใจในเรื่องนี้ - เจ้าหน้าที่กรีซกล่าวว่า ผู้นำของทีมงานทรอยกาจะเดินทางกลับมาเยือนกรีซอีกครั้งในวันที่ 5 กันยายน โดยทีมงานทรอยกาเพิ่งเสร็จสิ้นการตรวจสอบการดำเนินการของกรีซในขั้นต้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ รัฐบาลกรีซได้ร่างมาตรการวงเงิน 1.08 หมื่นล้านยูโร และยังคงหารือกันเพื่อหาทางตัดงบรายจ่ายอีก 700 ล้านยูโร ซึ่งมาตรการรัดเข็มขัดครั้งนี้จะครอบคลุมการปรับลดเงินบำนาญ, ค่าจ้างสำหรับพนักงานภาครัฐ, สวัสดิการต่างๆ และเงินค่ารักษาพยาบาล นอกจากนี้ รัฐบาลกรีซกำลังวางแผนปลดข้าราชการราว 40,000 คนในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้าด้วย - นิตยสาร Der Spiegel ของเยอรมนีรายงานว่า ทีมงานทรอยกาต้องการให้กรีซปรับลดงบรายจ่ายลงไปอีก 2.5 พันล้านยูโรในช่วง 2 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดวงเงิน 1.15 หมื่นล้านยูโรนี้ เพื่อที่กรีซจะได้ปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณลงให้ได้ตามเป้าหมายคือยอดขาดดุลลดลงต่ำกว่า 3% ภายในสิ้นปี 2014 ที่เจ้าหนี้ต่างประเทศเรียกร้อง ซึ่งถ้าหากกรีซจัดทำร่างมาตรการรัดเข็มขัดเสร็จเรียบร้อยในช่วงนี้ ปัจจัยดังกล่าวก็จะช่วยส่งเสริมนายแอนโทนิส ซามาราส นายกรัฐมนตรีกรีซในการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของกรีซ - นายเยอร์ก อาสมุสเซน กรรมการกำหนดนโยบายในธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า การที่กรีซถอนตัวออกจากยูโรโซนจะเป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ แต่เขาต้องการให้กรีซอยู่ในยูโรโซนต่อไปและเป็นหน้าที่ของกรีซที่จะต้องรับประกันสมาชิกภาพของตนเองในยูโรโซน อย่างไรก็ดี นายอาสมุสเซน กล่าวเตือนว่า การที่กรีซถอนตัวออกจากยูโรโซนอาจจะเกิดขึ้นพร้อมกับการดิ่งลงของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพุ่งขึ้นของอัตราการว่างงาน และจะสร้างความเสียหายทางการเงินเป็นอย่างมากต่อกรีซ, ยุโรปโดยรวม และรวมไปถึงเยอรมนี - กระทรวงการคลังของกรีซเปิดเผยว่า หนี้สินของรัฐบาลกลางกรีซพุ่งแตะระดับ 3.0353 แสนล้านยูโร (3.75 แสนล้านดอลลาร์) ณ วันที่ 30 มิถุนายน โดยเพิ่มขึ้น 2.32 หมื่นล้านยูโรจากวันที่ 31 มีนาคม ข้อมูลดังกล่าวพบว่า หนี้ส่วนใหญ่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้มาจากเจ้าหนี้อย่างเป็นทางการของรัฐบาล โดย 76.7% มาจากกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) และ 3.4% มาจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่อีก 19.9% มาจากการขายตั๋วเงินคลังระยะสั้น นอกจากนี้ กระทรวงคลังกรีซยังเปิดเผยว่า หนี้ 96.7% ของภาระหนี้ 3.0353 แสนล้านยูโรของรัฐบาลกลางเป็นหนี้สกุลเงินยูโร และข้อมูลดังกล่าวไม่รวมหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกันมูลค่า 2.0 หมื่นล้านยูโร ทั้งนี้ หนี้ที่คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่มีสัดส่วน 43.2% ของหนี้ทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 56.8% เป็นหนี้ที่คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ขณะที่กรีซมีทุนสำรองเงินสดแค่ 3.49 พันล้านยูโร ณ สิ้นเดือนมิถุนายน
สเปน - กระทรวงการคลังสเปนสามารถจำหน่ายตั๋วเงินคลังอายุ 12 เดือน และ 18 เดือนได้ทั้งสิ้น 4.5 พันล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ทางกระทรวงกำหนดไว้ราว 3.5-4.5 พันล้านยูโร ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสเปนจำหน่ายตั๋วเงินคลังอายุ 12 เดือนได้ทั้งสิ้น 3.5 พันล้านยูโร โดยมีสัดส่วนความต้องการซื้อต่อปริมาณพันธบัตรที่ออกขายอยู่ที่ 1.9 เท่า เทียบกับ 2.2 เท่าในการประมูลเดือนที่แล้ว ขณะที่อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังอายุ 12 เดือนลดลงโดยเฉลี่ย 3.070% จากระดับ 3.918% ของการประมูลในเดือนที่แล้ว ส่วนตั๋วเงินคลังอายุ 18 เดือนสามารถจำหน่ายได้ทั้งสิ้น 982 ล้านยูโร โดยมีสัดส่วนความต้องการซื้อต่อปริมาณพันธบัตรที่ออกขายอยู่ที่ 4 เท่า เทียบกับ 3.7 เท่าในการประมูลเดือนที่แล้ว โดยมีอัตราผลตอบแทน เฉลี่ย 3.335% เทียบกับ 4.242% ในเดือนที่แล้ว
เอเชีย: ญี่ปุ่น - ทางการญี่ปุ่นรายงานการขาดดุลการค้าในเดือนกรกฎาคมที่สูงเกินคาดเนื่องจากวิกฤติหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวส่งผลลบต่อความต้องการสินค้าส่งออกของญี่ปุ่น ทั้งนี้การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ซึ่งแย่กว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะลดลง 2.9% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 2.1% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 517.4 พันล้านเยน ( 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ) หลังจากที่เกินดุลการค้า 60.3 พันล้านเยนในเดือนมิถุนายน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าจะขาดดุลการค้า 270 พันล้านเยน
จีน - ไชน่า ซีเคียวริตีส์ เจอร์นัลรายงานว่า โอกาสที่จีนจะลดสัดส่วนกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ในระยะสั้นนั้นมีน้อยลง ภายหลังธนาคารกลางจีน (PBOC) ดำเนินการซื้อคืนพันธบัตรด้วยมูลค่าสูงเมื่อวันอังคาร โดยรายงานอ้างอิงข้อมูลของผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินชี้ว่า PBOC ดำเนินการซื้อคืนพันธบัตรเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2.2 แสนล้านหยวน (3.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นการซื้อคืนพันธบัตรรายวันสูงสุด ขณะเดียวกัน PBOC อัดฉีดสภาพคล่องสุทธิ 1.33 แสนล้านหยวนในสัปดาห์นี้ รายงานดังกล่าวระบุว่าการดำเนินการในตลาดเงินดีเกินเป้าหมายของตลาดอยู่มาก ขณะเดียวกันในรายงานยังลดการคาดการณ์การปรับลด RRR ครั้งใหม่ในระยะสั้น ซึ่งที่ผ่านมานั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นแม้ว่าตลาดเคยคาดการณ์เรื่องนี้เป็นเวลานานอยู่ช่วงหนึ่งก็ตาม
เกาหลีใต้ - ผลสำรวจเปิดเผยว่าบริษัทเกาหลีใต้ส่วนใหญ่มองสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันว่าแย่กว่าเมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤตการเงินทั่วโลก ทั้งนี้รายงานซึ่งอิงจากผลสำรวจ 25 บริษัทยักษ์ใหญ่รวมถึงซัมซุงและฮุนได ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ชี้ว่า 44% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามระบุว่าวิกฤตในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากวิกฤตหนี้ยุโรปนี้ย่ำแย่กว่าวิกฤตการเงินปี 2551 เสียอีก ผลสำรวจนี้ชี้แนวโน้มว่าอัตราเติบโตเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ โดยธนาคารกลางเกาหลี (BOK) ปรับลดแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจปี 2555 ของเกาหลีใต้เหลือเพียง 3% จากก่อนหน้าที่อยู่ที่ 3.5% เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม หนึ่งวันหลังจากปรับลดอัตรานโยบายลง 0.25 % สู่ระดับ 3% ซึ่งถือเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ด้านกระทรวงการคลังก็ปรับลดแนวโน้มการเติบโตของปี 2555 จาก 3.7% เหลือเพียง 3.3% ในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้กลุ่มตัวแทนบริษัทขนาดใหญ่กล่าวว่าบริษัทใหญ่ๆมองว่าอุปสงค์ในประเทศที่เปราะบางและการส่งออกที่ชะลอตัวเป็นปัญหาสำคัญในการทำธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศกำลังย่ำแย่ลงในปัจจุบัน ทั้งนี้ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้ายนั้น 16% ของบริษัทที่ตอบรับการสำรวจมีแผนจะปรับลดการลงทุนและการจ้างงานลงประมาณ 20% ในขณะเดียวกันบริษัทใหญ่ๆกว่าครึ่งกังวลว่าวิกฤตในปัจจุบันจะยังคงดำเนินต่อไปจนครึ่งหลังของปีหน้า ในขณะที่อีก 12% คาดการณ์ว่าวิกฤตนี้จะดำเนินไปจนถึงปี 2557
ไทย - กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า หากในช่วง 4 เดือนที่เหลือจากนี้สามารถผลักดันการส่งออกได้เดือนละ 2-2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เชื่อว่าส่งออกทั้งปีจะโตได้ 9% ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์หามาตรการในการสนับสนุนภาคเอกชน โดยเน้นในตลาดส่งออกที่ไทยสามารถส่งออกได้ดีและเพิ่มศักยภาพในการส่งออกสินค้าในกลุ่มเหล่านั้นให้มากยิ่งขึ้น โดยอุตสาหกรรมหลักแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมด้านอัญมณี อาหาร เครื่องหนัง สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้มีการจัดทำ Action Plan สินค้าทั้ง 4 กลุ่มไว้หมดแล้วว่าต้องมีการขยายตลาดหรือลดต้นทุนได้อย่างไร หรือจะประกันความเสี่ยงให้สินค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างไรบ้าง - กรมสรรพสามิต ระบุว่า จากการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบ สุรา และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ ตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติในวันก่อน ส่งผลให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้นรวมประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ครม.มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุราและอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ เนื่องจากเป็นอัตราที่ใช้บังคับมานานและเป็นอัตราที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและค่าเงินในปัจจุบัน รวมถึงเพื่อลดจำนวนสถานที่ขายสุราและยาสูบให้น้อยลงอันจะช่วยให้การเข้าถึงสุรายาสูบของเยาวชนและประชาชนเป็นไปได้ยากขึ้น ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตยาสูบมีการปรับเพิ่มอัตราค่าแสตมป์ยาเส้นยาสูบและอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประเภทต่างๆ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.นี้เป็นต้นไป - กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยถึงภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเดือนกรกฎาคมว่า ปรับลดลงจากเดือนมิถุนายนเกือบทุกชนิด เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนทำให้มีการเดินทางท่องเที่ยวลดลง และเป็นช่วงที่หมดฤดูการเกษตร รวมถึงราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความต้องการใช้พลังงานลดลง โดยกลุ่มเบนซินมีปริมาณการใช้อยู่ที่ 20.19 ล้านลิตร/วัน ลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำหรับปริมาณการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 623,152 ตัน เพิ่มขึ้น 5.3% แบ่งเป็น ขณะที่ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยรวมอยู่ที่ 865,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 7.1% คิดเป็นมูลค่า 85,201 ล้านบาท ส่วนการส่งออกอยู่ที่ 163,000 บาร์เรล/วัน ลดลง 29.3% คิดเป็นมูลค่า 17,567 ล้านบาท พร้อมทั้งยังคาดแนวโน้มการใช้น้ำมันในเดือนสิงหาคมว่าจะปรับเพิ่มสูงขึ้นจากในเดือนกรกฎาคม โดยคาดว่าการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 21.2 ล้านลิตร/วัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลในการดูแลราคาพลังงานเพื่อลดภาระของประชาชนในช่วงน้ำมันแพง ขณะที่ดีเซลจะลดลงมาอยู่ที่ 50.2 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนการใช้แอลพีจี คาดว่าจะใกล้เคียงกับเดือนก.ค. ที่ 626,000 ตัน/เดือน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูมรสุม - ที่ประชุมคณะกรรมการปิโตรเลียม ได้อนุมัติพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมเพิ่มเติม จำนวน 2 พื้นที่ ประกอบด้วย -แหล่งดงมูล ของบริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด และ แหล่งปะการังตะวันตก ของบริษัท เชฟรอนประเทศสำรวจและผลิต จำกัด เนื่องจากผลการสำรวจของบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมพบว่าพื้นที่ดังกล่าว มีศักยภาพทางด้านธรณีวิทยาที่จะพัฒนาเป็นแหล่งปิโตรเลียมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ได้สรุปสถานการณ์ด้านการจัดหาและพัฒนาปิโตรเลียมในช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 ว่า ประเทศไทยมีอัตราการผลิตปิโตรเลียมเทียบเท่าน้ำมันดิบทั้งสิ้น 849,144 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 43 ของความต้องการใช้ในประเทศ ส่งผลให้ในช่วงเดือนมกราคม — กรกฎาคม 2555 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน สามารถจัดเก็บค่าภาคหลวง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 42,300 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 18
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 22 ส.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้ก่อนธนาคารกลางสหรัฐฯเปิดเผยรายงานการประชุมครั้งล่าสุดในวันนี้ รวมทั้งการประกาศตัวเลขยอดขายบ้านในสหรัฐฯเดือนกรกฎาคมซึ่งตลาดคาดการณ์ไปในทางบวก - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 22 ส.ค.) ค่าเงินเยนแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยในช่วงบ่ายดอลลาร์สหรัฐฯปรับตัวแข็งขึ้นเล็กน้อย โดยวันนี้ทางการญี่ปุ่นรายงานว่าดุลการค้าในเดือนกรกฎาคมขาดดุลสูงเกินคาดเนื่องจากวิกฤติหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวส่งผลลบต่อความต้องการสินค้าส่งออกของญี่ปุ่น ทั้งนี้ภาวะที่วิกฤติหนี้ยุโรปยังสร้างความกังวลอย่างมากต่อนักลงทุนทำให้นักลงทุนยังมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและส่งผลให้ความต้องการถือเงินเยนมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงมีแนวโน้มมากขึ้นที่ทางการญี่ปุ่นจะเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนมากขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อภาคส่งออกของประเทศ - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพุธ ( 22 ส.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยในช่วงบ่ายค่าเงินยูโรกลับมาแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนรอดูผลการประชุมรัฐมนตรีคลัง euro-area สัปดาห์นี้เพื่อหารือรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือกรีซ
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ ( 22 ส.ค.) ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 0.23% ในขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq เพิ่ม 0.02% และ 0.21% ตามลำดับ โดยดัชนี S&P 500 ได้ปัจจัยบวกจากการที่รายงานการประชุมเฟดล่าสุดชี้ว่าเฟดพร้อมจะกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพุธ ( 22 ส.ค.) ดัชนีนิกเกอิลดลงในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ทางการญี่ปุ่นรายงานการขาดดุลการค้าในเดือนกรกฎาคมที่สูงเกินคาดเนื่องจากวิกฤติหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวส่งผลลบต่อความต้องการสินค้าส่งออกของญี่ปุ่น ทั้งนี้การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมลดลง 8.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ซึ่งแย่กว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะลดลง 2.9% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 2.1% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า 517.4 พันล้านเยน ( 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ) หลังจากที่เกินดุลการค้า 60.3 พันล้านเยนในเดือนมิถุนายน โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีนิกเกอิลดลง 0.27% สำหรับตลาดหุ้นจีนเช้าวันนี้ถูกกระทบจากปัจจัยลบจากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะเพิ่มภาษีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งการคาดการณ์เกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นที่แย่ลง โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลง 0.50% - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพุธ( 22 ส.ค.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆในเช้าวันนี้ โดยนักลงทุนรอดูผลการประชุมรัฐมนตรีคลัง euro-area สัปดาห์นี้เพื่อหารือรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือกรีซ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยลบจากการที่ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าในเดือนกรกฎาคมมากเกินคาด และการคาดการณ์เกี่ยวกับการเพิ่มภาษีอสังหาริมทรัพย์ของจีนฯ โดยในช่วงบ่ายดัชนีฯยังคงเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 1.85 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 23 สิงหาคม 2555
|
Comments