| สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย |
|
| Wednesday, 05 September 2012 09:33 | |||
|
Snapshot สหรัฐอเมริกา - ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตที่จัดทำโดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ในเดือนสิงหาคมลดลงสู่ระดับ 49.6 จากระดับ 49.8 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี และหดตัวลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน รวมถึงเป็นการลดลงต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 50 สำหรับดัชนีการจ้างงานในเดือนสิงหาคมลดลงสู่ระดับ 51.6 จากระดับ 52.0 ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ดัชนีคำสั่งซื้อล็อตใหม่ลดลงสู่ระดับ 47.1 ในจากระดับ 48.0 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีการส่งออกเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 47.0 จากระดับ 46.5 ในเดือนก่อน แต่ก็ยังอยู่ในภาวะหดตัว โดยความต้องการสินค้าส่งออกของสหรัฐได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในยุโรปและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในเอเชีย ทั้งนี้ การที่ดัชนีดังกล่าวอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่าภาคผลิตของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะของการหดตัว - ค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้างในเดือนกรกฎาคมลดลง 0.9% สู่ 8.344 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน และลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม รวมถึงตรงข้ามกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% ทั้งนี้ การใช้จ่ายด้านก่อสร้างในภาคเอกชนลดลง 1.2% สู่ระดับ 5.587 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่การใช้จ่ายในภาครัฐบาลขยับลง 0.4% สู่ระดับ 2.757 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ยุโรป: สหภาพยุโรป - มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ประกาศปรับเปลี่ยนแนวโน้มความน่าเชื่อถือระยะยาวของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เป็น "เชิงลบ" จากเดิม "มีเสถียรภาพ" อย่างไรก็ตาม มูดีส์ ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของกลุ่มอียูไว้ที่ระดับ Aaa ทั้งนี้ มูดีส์เตือนว่า อาจจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของกลุ่มอียู หากมูดีส์ตัดสินใจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ 4 ประเทศยักษ์ใหญ่ของอียู ซึ่งได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากอันดับความน่าเชื่อถือของอียูจะมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือของ 4 ประเทศดังกล่าว โดยยอดรวมของเงินจ่ายสมทบของประเทศเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วน 45% ของรายได้ด้านการงบประมาณทั้งหมดของอียู - Markit Economics รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของยูโรโซนร่วงลงสู่ระดับ 45.1 ในเดือนสิงหาคมจาก 45.3 ในเดือนกรกฎาคม แต่ก็สูงกว่าระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 44.0 ในเดือนกรกฎาคม 2552 อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 แสดงถึงการหดตัวลงเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกันแล้ว สะท้อนเศรษฐกิจยูโรโซนยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตการเงิน
เยอรมนี - สื่อมวลชนรายงานว่า นางแองเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากในขณะนี้ในเรื่องที่ว่า นางเมอร์เคลควรที่จะตกลงขยายเวลาให้แก่กรีซหรือควรที่จะให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กรีซหรือไม่ เพื่อช่วยให้กรีซสามารถบรรลุเงื่อนไขในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศรอบสองซึ่งมีขนาด 1.74 แสนล้านยูโร (2.1933 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) - ดัชนี PMI ภาคการผลิตของเยอรมนีขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 44.7 ในเดือนสิงหาคม จาก 43.0 ในเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงต่ำกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะอยู่ที่ 45.1 และอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งสะท้อนภาวะหดตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 - ผลสำรวจความเห็นของประชาชน 1,000 คนในเยอรมนี, อิตาลี, สเปน, ฝรั่งเศส และอังกฤษ โดยไฟแนนเชียล ไทมส์/แฮร์ริส ระบุว่า ความเห็นของชาวเยอรมนีมีความแตกต่างเป็นอย่างมากจากความเห็นของชาวอิตาลีและสเปน เพราะชาวอิตาลี 77% และชาวสเปน 57% เชื่อว่ากรีซจะสามารถชำระหนี้ได้ ขณะที่ผลสำรวจระบุว่า มีชาวเยอรมนีเพียง 26% ที่เชื่อว่ากรีซ "จะชำระหนี้ในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ" ในขณะที่ชาวเยอรมนีเกือบครึ่งหนึ่งในโพลล์คาดว่า กรีซจะไม่สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจได้ในระดับที่มากพอที่จะทำให้กรีซไม่ต้องรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
อิตาลี - อิตาลีขาดดุลงบประมาณ 6 พันล้านยูโรในเดือนสิงหาคม น้อยกว่าเดือนเดียวกันปีก่อนที่ขาดดุล 6.9 พันล้านยูโร เมื่อรวม 8 เดือนแรกของปี อิตาลีขาดดุล 33.5 พันล้านยูโร น้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดดุล 47.1 พันล้านยูโร - ดัชนี PMI ภาคการผลิตของอิตาลีปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 สู่ระดับ 43.6 ในเดือนสิงหาคม จาก 44.3 ในเดือนกรกฎาคม และต่ำกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะอยู่ที่ 44.8 - สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เปิดเผยว่า การกันสำรองการขาดทุนจากเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นของภาคการธนาคารอิตาลีเป็นปัจจัยลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ และบ่งชี้ว่าคุณภาพสินทรัพย์ย่ำแย่ลงจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งจะบั่นทอนศักยภาพในการทำกำไรที่ย่ำแย่อยู่แล้วของภาคธนาคารอิตาลี - มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ระบุว่าเศรษฐกิจอิตาลีจะยังคงซบเซา โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงของอิตาลีในปี 2555 จะร่วงลง 2.0% และจะลดลง 0.5% ในปี 2556 ขณะที่อัตราว่างงานจะยังคงเพิ่มขึ้นทั้งนี้ สถาบันจัดอันดับคาดว่าเศรษฐกิจอิตาลีจะยังคงเผชิญกับความท้าทาย ซึ่งจะกดดันคุณภาพสินทรัพย์แนวโน้มศักยภาพในการทำกำไรของภาคธนาคารไปจนถึงปี 2556
อังกฤษ - รายงานยอดค้าปลีกรายเดือนของสมาคมค้าปลีกอังกฤษ (BRC) ระบุว่า ยอดค้าปลีกในร้านค้าที่เปิดดำเนินงานตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ปรับลดลง 0.4% ในเดือนสิงหาคม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนกรกฎาคม
สเปน - ธนาคารบีเอฟเอ-บังเกียประกาศว่า ธนาคารขาดทุนเป็นวงเงินสูงถึง 4.448 ล้านยูโรในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ และจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มอีกเกือบ 7 พันล้านยูโรในไตรมาสแรก - กองทุนปรับโครงสร้างธนาคารของสเปน (FOBR) ซึ่งเป็นกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นช่องทางการรับเงินกู้จากสหภาพยุโรป (อียู) ให้กับธนาคารที่ประสบปัญหาด้านการเงิน ประกาศว่า ทางกองทุนจะอัดฉีดเงินมูลค่า 4.5 พันล้านยูโร หรือ 5.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับธนาคารบีเอฟเอ-บังเกีย ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่อันดับ 4 ของสเปน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านการรับประกันเงินฝาก - การตัดสินใจของ FOBR มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลสเปนได้อนุมัติมาตรการปฏิรูปการเงินเพื่อแลกกับการรับเงินกู้มูลค่า 1 หมื่นล้านยูโรจากอียู ซึ่งการปฏิรูปดังกล่าวทำให้มีการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (bad bank) ซึ่งจะจัดการกับสินทรัพย์ที่มีปัญหา เพื่อช่วยให้ภาคการธนาคารของสเปนสามารถปรับโครงสร้างได้ - ธนาคารพาณิชย์สเปนต้องรับมือกับปัญหาลูกค้าที่ได้ถอนเงินฝากออกจากธนาคารพาณิชย์สเปน 7.4 หมื่นล้านยูโรในเดือนกรกฎาคม หรือ 4.7% ของเงินฝากทั้งหมด และถือเป็นยอดไหลออกรายเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำตัวเลขนี้เป็นต้นมา ทั้งนี้ หากนับตัวเลขการถอนเงินตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2554 เป็นต้นมา - ลูกค้าถอนเงินรวมกัน 2.33 แสนล้านยูโร หรือ 13% ของเงินฝากทั้งหมดออกจากธนาคารพาณิชย์สเปนไปแล้วอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอิตาลีปรับตัวลง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า นายมาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะประกาศใช้โครงการซื้อพันธบัตรรอบใหม่ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายสัปดาห์นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อฉุดให้ต้นทุนการกู้ยืมของหลายประเทศในยูโรโซนปรับตัวลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีของรัฐบาลสเปนปรับตัวลง 0.11% แตะ 3.55% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีของอิตาลีลดลง 0.07% สู่ระดับ 2.73% ทั้งนี้ นายดรากิเปิดเผยเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมว่า อีซีบีกำลังเตรียมการเกี่ยวกับโครงการซื้อพันธบัตรเพื่อปรับลดอัตราผลตอบแทน โดยเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของอีซีบีมีกำหนดประชุมร่วมกันในวันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายนนี้
เอเชีย: ญี่ปุ่น - ข้อจำกัดด้านการคลังของญี่ปุ่นอาจส่งผลให้การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นประสบปัญหา โดยสมาชิกพรรคฝ่ายค้านในสภาสูงของญี่ปุ่นกำลังขัดขวางการผ่านกฎหมายที่ผ่านสภาล่างไปแล้วเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมในการที่จะให้รัฐบาลญี่ปุ่นสามารถออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณมูลค่า 38.3 ล้านล้านเยน ( 490 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ) โดยขณะนี้พรรคฝ่ายค้านของญี่ปุ่นกำลังพยายามที่จะกดดันให้นายกรัฐมนตรี Yoshihiko Noda ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนกำหนด โดยขณะนี้การใช้เงินของรัฐบาลญี่ปุ่นใกล้จะถึงเพดานที่จำกัดไว้ภายในเดือนตุลาคมนี้
เกาหลีใต้ - รองผู้อำนวยการแผนกเอเชียแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ไอเอ็มเอฟอาจจะปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในปีนี้ลงจากระดับ 3.25% สู่ระดับต่ำกว่า 3% ตามการทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยตัวเลขต่างๆจะลดลงทั้งหมดอย่างแน่นอน ซึ่งกำลังพิจารณาการทบทวนตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสำหรับปีนี้ลงสู่ 3% และอาจจะต่ำกว่า 3% ทั้งนี้เขาระบุว่าไอเอ็มเอฟจะประกาศแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ทบทวนแล้วหลังเสร็จสิ้นการประชุมประจำปีที่กรุงโตเกียวในเดือนหน้า ซึ่งจะเป็นการทบทวนปรับลดครั้งที่สองภายในเวลาไม่กี่เดือน
ออสเตรเลีย - ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ประกาศว่า ธนาคารฯได้ลงมติตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือ main cash rate ไว้ที่ 3.5 % ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศที่มีความยืดหยุ่นช่วยให้ RBA มีเวลาในการประเมินผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา
ไทย - ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 68.4 จากระดับ 68.2 ในเดือนกรกฎาคม ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ระดับ 69.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตที่ระดับ 95.8 สำหรับปัจจัยบวกมาจากการที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ขยายเวลาจัดเก็บภาษี(Vat) ในอัตรา 7% ออกไปอีก 2 ปี, ขยายเวลายกเว้นจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลออกไปอีก 1 เดือน และการใช้จ่ายของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 55 เหลือ 5.5-6% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 5.5-6.5% และการค้าระหว่างประเทศเดือนก.ค. พบว่า การส่งออกยังติดลบ 4.5% ราคาน้ำมันในประเทศยังปรับตัวเพิ่มขึ้น, ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ - ยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2555 มีจำนวน 4,791,536.28 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 43.34 ของ GDP โดยเป็นหนี้ของรัฐบาล 3,506,349.20 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1,028,750.26 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 246,436.82 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ 10,000 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 123,436.73 ล้านบาท โดยหนี้ของรัฐบาล หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ เพิ่มขึ้น 76,197.75 ล้านบาท 51,206.75 ล้านบาท และ 1,180 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินลดลง 5,147.77 ล้านบาท ส่วนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้นไม่มีหนี้คงค้าง - สภาหอการค้าไทย คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP) ในปีนี้จะเติบโต 5.0-5.5% ลดลงจากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 5.7% ภายใต้สมมติฐานการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโต 6-8% หลังจากภาวะเศรษฐกิจโลกอ่อนแอและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยระบุว่าผลจากวิกฤิตเศรษฐกิจในยุโรปและสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงทำให้ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียได้รับผลกระทบเชิงลบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะประเทศจีน, ญี่ปุ่น, อินเดีย, เกาหลีใต้, จีนไทเป, สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่มีการส่งออกชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้หลายประเทศในเอเชียเหล่านี้ต้องปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ลดต่ำลง รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงด้วยเช่นกัน
อื่นๆ - กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) รายงานว่า ราคาเฉลี่ยน้ำมันรายสัปดาห์ของ OPEC ปรับตัวลงเล็กน้อยในสัปดาห์ที่แล้ว โดยลดลง 1.4% สู่ระดับ 110.80 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ทั้งนี้ การปรับตัวลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ราคาเพิ่มขึ้นในช่วง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน หลังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างเชื่องช้า วิกฤตหนี้ยุโรปและภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ได้เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดน้ำมันดิบโลก ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐก็ยังไม่น่าพอใจนัก โดยนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ได้แสดงความไม่พอใจกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันในการประชุมประจำปีของผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลก ในขณะเดียวกัน การส่งออกน้ำมันดิบของอิรักก็ยังคงเพิ่มขึ้นสู่ระดับเฉลี่ย 2.565 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการส่งออกน้ำมันดิบสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายนมีรายงานว่าอิหร่านส่งออกน้ำมันเกินกว่า 2 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแตะระดับเดียวกันกับช่วงก่อนที่สหภาพยุโรป (EU) จะคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน ดังนั้น เมื่อปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับที่เพียงพอ จึงขาดปัจจัยกระตุ้นที่จะหนุนราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากนี้ OPEC จะลดการส่งออกน้ำมันไปยังตลาดสหรัฐและยุโรป อันเนื่องมาจากการซ่อมบำรุงคลังน้ำมัน โดยการส่งออกไปยังยุโรปจะลดลง 1% สู่ระดับ 23.8 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งในประเด็นนี้ สหรัฐได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งในนามของกลุ่มG-7 โดยเรียกร้องให้มีการเพิ่มการผลิตน้ำมันเพื่อรองรับกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น โดยแถลงการณ์เตือนว่าราคาน้ำมันที่ระดับสูงจะส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 4 ก.ย.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเซียส่วนใหญ่รวมทั้งเงินบาทในช่วง เช้าวันนี้ โดยนักลงทุนคาดการณ์ในทางบวกเกี่ยวกับแผนของธนาคารกลางยุโรปในการซื้อพันธบัตรฯส่งผลให้มีแรงซื้อยูโรและขายดอลลาร์สหรัฐฯและเยนออกมา - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 4 ก.ย.) ค่าเงินเยนอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการคาดการณ์เกี่ยวกับแผนของธนาคารกลางยุโรปในการซื้อพันธบัตรฯส่งผลให้มีแรงซื้อยูโรและขายเยนและดอลลาร์สหรัฐฯออกมา - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 4 ก.ย.) ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการคาดการณ์ว่าแผนของธนาคารกลางยุโรปในการซื้อพันธบัตรของประเทศที่มีปัญหาหนี้สินในยุโรปจะสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนมากขึ้น แม้ว่า Moody’s Investors Service ลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรป (EU)เป็นเชิงลบ โดยเตือนว่าอาจจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรปลง โดยวันนี้ค่าเงินยูโรแข็งขึ้นก่อนประธานสหภาพยุโรปจะพบกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ในญี่ปุ่นมองว่าหากธนาคารกลางยุโรปยอมซื้อพันธบัตรที่มีระยะเวลาครบกำหนดไม่เกิน 3 ปีของประเทศในยุโรปจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อค่าเงินยูโร
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร ( 4 ก.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 0.42% ในวันนี้ โดยนักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับแผนของธนาคารกลางยุโรป อย่างไรก็ดีตลาดก็ได้ปัจจัยบวกเกี่ยวกับการสูงขึ้นของราคาหุ้น Apple - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันอังคาร ( 4 ก.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นเอเซียในช่วงเช้าวันนี้ได้รับปัจจัยลบจากการที่ Moody’s Investors Service ลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรป (EU)เป็นเชิงลบ โดยเตือนว่าอาจจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรปลงหาก Moody’s ตัดสินใจลดอันดับความน่าเชื่อถือของผู้สนับสนุนทางการเงินรายใหญ่ที่สุด 4 ประเทศของ EU ซึ่งได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ อย่างไรก็ดีราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานก็ได้ปัจจัยบวกจากการที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยดัชนีนิกเกอิวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.1% สำหรับตลาดหุ้นจีนเช้าวันนี้ได้รับปัจจัยลบจากการที่ Societe Generale ลดคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ขณะที่ Goldman Sachs Group ลดการประมาณการแนวโน้มผลประกอบการบริษัทในจีน โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตและดัชนีฮั่งเส็งลดลง 0.75% และ 0.66% ตามลำดับ - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันอังคาร ( 4 ก.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันนี้เปิดตลาดเพิ่มขึ้นก่อนที่จะลดลงในเวลาต่อมา โดยหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีราคาลดลง โดยปัจจัยภายนอกโดยรวมยังเป็นลบ เช่น Moody’s ลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของสหภาพยุโรปเป็นเชิงลบ รวมทั้งแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อย่างไรก็ดีนักลงทุนคาดการณ์มากขึ้นว่าทางการของประเทศต่างๆจะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยในช่วงบ่ายดัชนียังคงเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆ ส่งผลให้ปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 0.83 จุด
โดย สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 5 กันยายน 2555
|
Comments