Error
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
Print
Friday, 03 May 2013 10:18

Snapshot

 

สหรัฐอเมริกา

          -  กระทรวงแรงงานสหรัฐฯรายงานว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 27 เมษายน 2556 ลดลงมากเกินคาดสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปีหรือนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานลดลง 18,000 คน สู่ระดับ 324,000 คน ซึ่งสวนทางกับตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 345,000 คน

          -  กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯรายงานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนมีนาคม 2556 ว่า สหรัฐฯมียอดขาดดุลการค้าน้อยลงกว่าที่คาด โดยขาดดุลการค้าลดลง 11% (y-o-y) สู่ระดับ 38.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน จากที่ขาดดุล 43.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเดือนกุมภาพันธ์ และขาดดุลน้อยกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะขาดดุล 42.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยอดส่งออกลดลง 0.9% สู่ระดับ 184.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยอดนำเข้าลดลง 2.8% สู่ระดับ 223.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

          -  ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รายงานตัวเลขประมาณการครั้งแรกของประสิทธิภาพการผลิตของแรงงาน (labor productivity) ว่าเพิ่มขึ้น 0.7% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จากที่ลดลง 1.7% ในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.3% ขณะที่ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยประจำไตรมาสแรกของปี 2556 เพิ่มขึ้น 0.5% จากที่เพิ่มขึ้น 4.4% ในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์โดย Consensus forecast ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1%

 

ยุโรป: สหภาพยุโรป

          -  ที่ประชุมกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งจัดขึ้นในที่ 2 พฤษภาคม มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับต่ำสุดเป็นปะวัติการณ์ที่ 0.50% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค หลังจากที่อีซีบีได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% มาเป็นเวลา 9 เดือนติดต่อกัน ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดทั้งอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อ รวมไปถึงดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่ทำให้อีซีบีจำเป็นต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน

          -  ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของยูโรโซนในเดือนเมษายนปรับตัวขึ้นแตะ 46.7 จาก 46.8 ในเดือนมีนาคม แต่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคการผลิตในภูมิภาคยังคงหดตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างภาวการณ์ขยายตัวและการหดตัว

 

เยอรมนี

          -  ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของเยอรมนีเดือนเมษายนลดลงมาอยู่ที่ 48.1 จาก 49.0 ในเดือนมีนาคม โดยกิจกรรมภาคการผลิตหดตัวรุนแรงขึ้น เนื่องจากดัชนียังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 และเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่ภาคการผลิตหดตัวจากเดือนก่อนหน้า

 

ฝรั่งเศส

          -  ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของฝรั่งเศสเดือนเมษายนขยับขึ้นสู่ระดับ 44.4 จาก 44.0 ในเดือนมีนาคม แต่ดัชนีต่ำกว่า 50 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภาคการผลิตยังอยู่ในภาวะหดตัว

 

อังกฤษ

          -  นายวิลเลียม เฮกก์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ยืนยันว่า อังกฤษมีแผนจะตัดเงินช่วยเหลือจำนวน 29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 870 ล้านบาท ที่อังกฤษส่งมอบให้แก่แอฟริกาใต้เป็นประจำทุกปี ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของอังกฤษ ให้เหตุผลว่า แอฟริกาใต้มีการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันก็เป็นประเทศที่มีอิทธิพลด้านเศรษฐกิจของภูมิภาค และเป็นคู่ค้าในแอฟริกาที่ใหญ่สุดของอังกฤษด้วย จึงมีความเห็นว่า ปัจจุบันแอฟริกาใต้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถสนับสนุนเงินทุนเพื่อการพัฒนาประเทศได้ด้วยตัวเองแล้ว

 

อิตาลี

          -  วุฒิสภาของอิตาลีมีมติด้วยคะแนน 233 ต่อ 59 เสียง รับรองรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเอ็นริโก เลตตา โดยนายเลตตาให้คำมั่นว่าว่าจะเดินหน้าผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัด อีกทั้งจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน การลงมติของวุฒิสภามีขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากสภาผู้แทนราษฎรของอิตาลี หรือ Chamber of Deputies ได้มีมติ 453 ต่อ 153 เสียงในการให้ความไว้วางใจรัฐบาลของนายเลตตา หลังจากให้คำมั่นที่จะผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดบางส่วน ซึ่งได้ถ่วงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

          -  ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของอิตาลีเดือนเมษายนปรับขึ้นแตะ 45.5 จาก 44.5 ในเดือนมีนาคม แต่กิจกรรมภาคการผลิตยังอยู่ในภาวะหดตัว เนื่องจากดัชนียังต่ำกว่าระดับ 50

 

เอเชีย: จีน

          -  การผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเดือนเมษายนขยายตัวในอัตราที่ลดลงซึ่งเป็นสัญญาณเพิ่มเติมที่ชี้ว่าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงในไตรมาสที่ 2 โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีนจากการจัดทำของ HSBC Holdings Plc and Markit Economics เดือนเมษายนลดลงมาอยู่ที่ 50.4 จาก51.6 ในเดือนมีนาคม และต่ำกว่าตัวเลขที่เปิดเผยเบื้องต้นก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ 50.5 อย่างไรก็ดีตัวเลขที่สูงกว่า 50 ก็ชี้ถึงการขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า

 

ญี่ปุ่น

          -  ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยว่า ฐานเงิน (monetary base) หรือปริมาณธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่หมุนเวียนอยู่ในมือประชาชนและธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งเงินฝากที่สถาบันการเงินสำรองไว้กับธนาคารกลางประจำเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน แตะระดับ 149.60 ล้านล้านเยน ทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 21 ขณะที่บีโอเจได้ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อจัดการกับเงินฝืดอย่างต่อเนื่อง บีโอเจเปิดเผยเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมาว่า บีโอเจได้กำหนดฐานเงินเอาไว้เป็นเป้าหมายหลักสำหรับนโยบายการเงิน แทนอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนซึ่งเป็นเป้าหมายเดิม เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของบีโอเจ ในการประชุมเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา บีโอเจมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.1% ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของตลาด พร้อมกับยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการเพิ่มฐานเงินที่อัตรา 60-70 ล้านล้านเยนต่อปี เพื่อเพิ่มปริมาณเงินที่บีโอเจจะอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะเวลา 2 ปี

 

อินโดนีเซีย

          -  นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียไตรมาสแรกปีนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปีจากการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงซึ่งส่งผลต่อภาคการส่งออกของอินโดนีเซีย โดยนักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียไตรมาสแรกปีนี้จะขยายตัว 6.12% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน หลังจากไตรมาสที่ 4 ปี 2555 ขยายตัว 6.11% โดยรัฐบาลอินโดนีเซียจะรายงานตัวเลขในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

 

ไทย

          -  ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน ลดลงสู่ระดับ 83.7 จากระดับ 84.8 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยปัจจัยบวกที่มีผลต่อค่าดัชนี ได้แก่ ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวลดลง, ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 56 เป็นเติบโต 5.1% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 4.9% และคาดว่าปี 57 จะเติบโต 5% จากเดิม 4.8% รวมทั้งการที่กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.75% และเงินบาทแข็งค่าขึ้น ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ ความกังวลเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วที่อาจจะกระทบกับการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม, ความกังวลความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์ทางการเมือง, ราคาพืชผลเกษตร เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมันที่ทรงตัวในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะหนี้สาธารณะของยุโรป สำหรับสดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 75.0 ลดลงจากระดับ 73.9 ในเดือนมีนาคม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 76.4 ลดลงจากระดับ 75.5 ในเดือนมีนาคมและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 101.8 ลดลงจากระดับ 102.9 ในเดือนมีนาคม

 

Money Market

          -  บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (2 พ.ค.) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับสกุลเงินเอเซียอื่นๆ ส่วนใหญ่ที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ความมั่นใจในการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลงในวันนี้หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จีน รวมทั้งยุโรปล่าสุดโดยรวมชี้ไปในทางลบ เช่นข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯและจีน และข้อมูลการจ้างงานในสหรัฐฯและ euro-area เป็นต้น

          -  เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส (2 พ.ค.)  ค่าเงินเยนแข็งขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ความต้องการถือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำมีมากขึ้นหลังข้อมูลประเทศสำคัญโดยรวมชี้ออกมาในทางลบ  ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯแถลงภายหลังการประชุมสองวันว่าจะยังคงซื้อพันธบัตรเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อไปแต่ก็เตรียมพร้อมที่จะเพิ่มหรือลดปริมาณการซื้อตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ส่วนการประชุมธนาคารกลางยุโรปวันนี้นักลงทุนคาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% อย่างไรก็ดีในช่วงตลาดสหรัฐฯค่าเงินเยนอ่อนลงก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯคืนนี้

          -  ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันพฤหัส ( 2 พ.ค.) ค่าเงินยูโรอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงเช้าวันนี้ ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางยุโรปในวันนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% หลังจากตัวเลขอัตราการว่างงานของ euro-area เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.1% จาก 12% ในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนลดลงมาอยู่ที่ 1.2% จาก 1.7% ในเดือนมีนาคม และต่ำกว่าเพดาน 2% ของธนาคารกลางยุโรป

 

Capital Market

          -  ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัส (2 พ.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดสูงขึ้นในวันนี้จากการที่ธนาคารกลางยุโรปลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ในสหรัฐฯลดลงมากเกินคาด

          -  ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันพฤหัส (2 พ.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดลดลง 0.76% ในวันนี้จากการที่ข้อมูลเศรษฐกิจประเทศสำคัญโดยรวมชี้ออกมาในทางลบ ขณะเดียวกันค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นต่อเนื่องในช่วงนี้ก็ส่งผลลบต่อการคาดการณ์แนวโน้มการส่งออก สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตวันนี้ลดลง 0.17% จากการที่ข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีนทั้งของทางการและของ HSBC ล้วนชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมของจีนขยายตัวน้อยลงในเดือนเมษายน โดยดัชนี PMI ของสำนักงานสถิติจีนและ China Federation of Logistics and Purchasing เดือนเมษายนอยู่ที่ 50.6 ลดลงจาก 50.9 ในเดือนมีนาคม ขณะที่ของ HSBC Holdings Plc และ Markit Economics ลดลงมาอยู่ที่ 50.4 จาก 51.6 ในช่วงเดียวกัน สำหรับดัชนีฮั่งเส็งวันนี้ปิดตลาดลดลง 0.30 %

          -  ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันพฤหัส (2 พ.ค.)  ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในช่วงแคบๆในช่วงเช้าวันนี้ โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน และบริษัทค้าปลีก ขณะเดียวกันก็มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งนี้ในช่วงบ่ายดัชนีฯเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX ลดลง8.67จุด

 

          โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 3 พฤษภาคม 2556

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment