|
สรุปประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินรายวัน - ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย
|
|
|
Wednesday, 24 July 2013 09:11 |
|
Snapshot
ยุโรป: สหภาพยุโรป - หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของเขตยูโรโซนเพิ่มขึ้นสู่ 92.2% ในไตรมาสแรก จาก 90.6% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 โดยกรีซมียอดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงที่สุดที่ 160.5% ตามด้วยอิตาลีและโปรตุเกสที่ 130.3% และ 127.2% ตามลำดับ ส่วนอียู 27 ประเทศนั้น ก็มียอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 85.9% ต่อจีดีพี จาก 85.2% ต่อจีดีพีในไตรมาสสุดท้ายปีก่อน
อิตาลี - นักวิเคราะห์จากคอมเมิร์ซแบงก์ระบุว่า อิตาลีและสเปนกำลังเป็นผู้นำในเรื่องการระดมทุนของรัฐบาล เนื่องจากทั้งสองประเทศช่วยคลายความวิตกกังวลที่ว่า การปรับลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในสหรัฐจะมีผลกระทบต่ออุปสงค์ในพันธบัตรของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ อิตาลีซึ่งมียอดหนี้สาธารณะจำนวน 2 ล้านล้านยูโร สามารถระดมทุนได้ 80% ของเป้าหมายจำนวน 1.86 แสนล้านยูโร หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตการเมืองเมื่อเดือนมี.ค.ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในประเทศ ขณะเดียวกัน สเปนสามารถระดมทุนได้ 66% ของเป้าหมายจำนวน 1.21 แสนล้านยูโร ซึ่งสอดคล้องกับความคืบหน้าในปีก่อน
อังกฤษ - ดัชนีส่งออกของอังกฤษที่สำรวจโดยหอการค้าอังกฤษ พบว่า ดัชนีส่งออกเพิ่มขึ้น 2.85% ในไตรมาสสองของปีนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก และเพิ่มขึ้น 2.94% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 - ดัชนีภาวะการเงินของครัวเรือนอังกฤษเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 41.5 ในเดือนกรกฎาคม จาก 40.8 ในเดือนมิถุนายน แม้ยังต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวในแดนบวก แต่ก็ถือว่าดัชนีภาวะการเงินครัวเรือนในเดือนนี้อยู่ในระดับสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจในเดือนกุมภาพันธ์ 2550
เอเชีย : จีน - นายจาง เกาหลี่ รองนายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่าจีนยังคงมีภาระผูกพันในการผลักดันเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวโดยเน้นการบริโภค แทนที่จะพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก และจีนจะปรับนโยบายเพื่อรับมือกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นเวลายาวนาน โดยจีนจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบรอบคอบ แต่จะดำเนินมาตรการอย่างจริงจังในการสนับสนุนการลงทุนในสวัสดิการสังคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างสมเหตุสมผล เพื่อพัฒนาภาคส่งออก, ภาคบริการ และบริษัทขนาดย่อม นายจางกล่าวถึงเรื่องนี้หลังจากธนาคารกลางจีนยกเลิกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ผู้นำชุดใหม่ของจีนมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศเพื่อให้ถูกผลักดันจากกลไกตลาดมากยิ่งขึ้น ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนพยายามคาดการณ์กันว่ารัฐบาลใหม่ของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะผลักดันการปฏิรูปประเทศอย่างรวดเร็วเพียงใด โดยการปฏิรูปนี้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรงเกินไปในระยะใกล้
ญี่ปุ่น - รัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และระบุว่าภาวะเงินฝืดได้เบาบางลง โดยเป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งครอบคลุมการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก การปรับเพิ่มมุมมองในครั้งนี้เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ขณะที่เขาให้สัญญาว่าจะยังคงมุ่งความสนใจไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น หลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาสูงในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งนี้สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุในรายงานเศรษฐกิจประจำเดือนกรกฎาคมว่าเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวบางประการที่จะนำไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้ด้วยตนเอง
ไทย - นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังยังคงจะเผชิญกับความผันผวนของตลาดเงินโลก เนื่องจากมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป ยังไม่ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเห็นภาพชัดเจน พร้อมระบุว่า ระบบการเงินไทยจะไม่เกิดภาวะตึงตัวในช่วงครึ่งปีหลังนี้ แม้ว่าอาจจะเกิดภาวะเงินทุนจากต่างประเทศไม่ได้ไหลกลับเข้ามา หลังจากที่ไหลออกไปในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ยอมรับว่าตลาดเงินยังมีความอ่อนไหวจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(Fed) ประกาศว่าจะลดมาตรการ QE อย่างไรก็ดี ไทยยังมีดุลการชำระเงินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่ไม่เปราะบาง ผสมกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังแข็งแกร่ง จึงเชื่อว่าปัจจัยรอบด้านจะทำให้ไทยสามารถรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ สำหรับการปรับคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 4.2% นั้น นายประสาร กล่าวว่า ไม่ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพ - สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ปรับความเสี่ยงของเพดานอันดับความน่าเชื่อถือของเงินฝาก และตราสารหนี้สกุลเงินในประเทศ (LC) และสกุลเงินต่างประเทศ (FC) ของผู้ออกตราสารหนี้ของไทย โดยมูดีส์ระบุว่า พันธบัตรของรัฐบาลไทยไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเพดานดังกล่าว ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงเพดานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดที่สามารถกำหนดให้กับผู้ออกตราสารหนี้ในไทย หรือต่อหลักทรัพย์ทางการเงินที่มีการปรับโครงสร้างซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยบัญชีลูกหนี้ที่กู้ยืมในรูปสกุลเงินบาท โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นดังนี้ * เพดานอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทได้รับการปรับจากระดับ Aa2 มาอยู่ที่ระดับ A1 * เพดานอันดับความน่าเชื่อเงินฝากระยะยาวสกุลเงินบาทได้รับการปรับจากระดับ Aa2 มาอยู่ที่ระดับ A1 * เพดานอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศยังคงอยู่ที่ระดับ A2 แต่เพดานอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศได้รับการปรับจากระดับ P-2 มาอยู่ที่ระดับ P-1 – เพดานอันดับความน่าเชื่อถือเงินฝากระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศยังคงอยู่ที่ระดับ Baa1 และเพดานอันดับความน่าเชื่อถือเงินฝากระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ P-2
Money Market - บาท/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 23 ก.ค) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเซียในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับที่วันนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเทียบกับสกุลเงินสำคัญทั้งเยนและยูโรจากการที่ข้อมูลยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐฯเดือนมิถุนายนต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ - เยน/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร ( 23ก.ค) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนในช่วงเช้าวันนี้จากการที่ข้อมูลบ้านในสหรัฐฯส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯยังต้องการมาตรการ QE โดยตัวเลขยอดขายบ้านมือสองในสหรัฐฯเดือนมิถุนายนจากการจัดทำโดยสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติลดลง 1.2% อย่างไรก็ดีนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าดัชนีราคาบ้านในสหรัฐฯเดือนพฤษภาคมจากการรวบรวมของ FHFA ที่จะประกาศในคืนนี้จะเพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนก่อนหน้า หลังจากเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 0.7% - ยูโร/ดอลลาร์ เมื่อวันอังคาร (23ก.ค) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลงเมื่อเทียบกับยูโรในช่วงเช้าวันนี้หลังข้อมูลยอดขายบ้านมือสองในสหรัฐฯเดือนมิถุนายนต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้มีการมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯอาจยังจำเป็นต้องดำเนินมาตรการ QE ต่อไป ขณะเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์ก็คาดการณ์ว่าดัชนี PMI Composite ซึ่งรวมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของ euro-area เดือนกรกฎาคมเบื้องต้นจากการจัดทำของ Markit Economics ที่จะเผยแพร่ในวันพุธจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 49.1 จาก 48.7 ในเดือนก่อน
Capital Market - ตลาดสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (23 ก.ค.) ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นในวันอังคาร อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัทยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ที่ช่วยสนับสนุนให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อย ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดลบหลังบวกติดต่อกัน 4 วัน ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 0.14% สู่ระดับ 15,567.74, ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.19% สู่ระดับ 1,692.39 และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวลง 0.59% สู่ระดับ 3,579.27 - ตลาดหุ้นเอเชีย เมื่อวันอังคาร (23 ก.ค.) ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.82% ในวันนี้ ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน โดยเทรดเดอร์ระบุถึงนักเก็งกำไรที่ได้เข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ ซอฟท์แบงก์ และโซนี่ คอร์ป ขณะที่หุ้นกลุ่มเหล็กกล้าได้ประโยชน์จากรายงานของสื่อที่ระบุถึงการปรับตัวขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์เหล็กกล้า ขณะเดียวกันรัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และระบุว่าภาวะเงินฝืดได้เบาบางลง โดยเป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งครอบคลุมการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก สำหรับดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดปรับตัวขึ้น 1.95% จากรายงานข่าวของสื่อในจีนที่อ้างคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีจีนที่กล่าวว่าทางการจีนจะไม่ยอมให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 7% ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่าจีนยังคงมีภาระผูกพันในการผลักดันเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวโดยเน้นการบริโภค แทนที่จะพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก และจีนจะปรับนโยบายเพื่อรับมือกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นเวลายาวนาน - ตลาดหุ้นไทย เมื่อวันอังคาร (23 ก.ค.) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเซียส่วนใหญ่จากการที่นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่าทางการจีนจะไม่ยอมให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 7% โดยปิดตลาดวันนี้ SET INDEX เพิ่มขึ้น 31.47 จุด
โดย สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2556
|
Comments