|
“กรณ์” ชมเปาะนโยบายการเงินแบงก์ชาติ เยี่ยม
|
|
|
Tuesday, 27 July 2010 17:58 |
|
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า วันนี้ (27ก.ค.) ธปท. และ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เชิญ นายสตีเฟ่น เกรนวิวด์ อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย นายทากาโตชิ อิโต ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงิน ตามเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ของไทย หลังจากที่ ธปท. ได้ดำเนินนโยบายการเงินโดยใช้กรอบเงินเฟ้อในการดูแลเศรษฐกิจครบ 10 ปีแล้ว หรือตั้งแต่ ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน ธปท.จึงต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมาช่วยประเมิน และศึกษาถึงข้อดี และข้อเสีย เพื่อนำมาปรับปรุงวิธีการการดำเนินนโยบายการเงิน รวมถึงหาแนวทางการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยต่อไป
“เราต้องการทราบว่า นโยบายการเงินของเราเหมาะสมหรือไม่ และมีอะไรจะต้องปรับปรุง รวมทั้งจะได้ดูว่าการทำนโยบายการเงินของประเทศอื่นเขามีวิธีการอย่างไร แต่ไม่ได้มีการศึกษาเปลี่ยนการเปลี่ยนการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ ซึ่งขณะนี้เรายังใช้กรอบเงินร้อยละ 0.5-3 เพราะเห็นว่ายังเป็นเป้าที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย จนกว่าจะมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลง” นางธาริษา กล่าว
สำหรับเรื่องการกำกับสถาบันการเงินของ ธปท. ทั้งในเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และการปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมนั้น เชื่อว่า รมว.คลัง มีความเข้าใจอย่างดี ว่าที่ผ่านมา ธปท. และธนาคารพาณิชย์พยายามจะลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดก็ได้มีการปรับลดค่าธรรมเนียมลงมาแล้ว ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่หากจะลดลงอีกก็จะเป็นเรื่องที่ดีทั้งกับประชาชนและธนาคารพาณิชย์เอง คือธนาคารพาณิชย์จะมีการแข่งขันมากขึ้น ขณะที่ประชาชนก็ได้ประโยชน์
“ขณะที่เรื่องการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมนั้น ธปท.ไม่ได้ต้องการที่จะคุมค่าธรรมเนียมให้อยู่ในอัตราเท่าไร แต่การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่ ธปท.ทำอยู่นั้น ต้องการให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน หากมีรายการใดที่ต้นทุนลดลงแล้ว ธนาคารพาณิชย์ก็ควรลดค่าธรรมเนียมรายการนั้นลง ขณะเดียวกัน ต้องพยายามที่จะลดต้นทุนค่าธรรมเนียมทุกรายการลงอีกเท่าที่จะทำได้ เมื่อลดต้นทุนได้แล้ว จะได้ลดค่าธรรมเนียมให้ประชาชนตามต้นที่แท้จริงด้วย” นางธาริษา กล่าว
นางธาริษา กล่าวต่อว่า ธปท.อยากทำความเข้าใจกับสังคมว่า การคิดส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ย จะคิดจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลบด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ไม่ได้ เพราะมีสินเชื่อบางส่วนที่ไม่ได้รายรับ และเงินฝากบางส่วนไม่มีรายจ่าย ทำให้จะต้องพิจารณาจากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ (NIM ) แทน ซึ่งในขณะนี้ของไทยอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ลดลงจากร้อยละ 3.3 ในช่วง 2 ปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่มองตรงกันว่าใช้ได้เพราะอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับภูมิภาคนี้ โดยมีบางประเทศที่สูงถึงร้อยละ 5.5 ในขณะที่มาเลเซีย และสิงคโปร์อยู่ที่ร้อยละ 2.2 ซึ่งถามว่า ลดลงเหลือร้อยละ 2.2 ได้หรือไม่ ธปท.และธนาคารพาณิชย์เองก็พยามทำอยู่
นอกจากนี้ นางธาริษายังกล่าวถึงสถานการณ์ของค่าเงินบาทว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทได้ปรับแข็งค่าขึ้นตามทิศทางเดียวกับค่าเงินยูโร เนื่องจากตลาดได้ตอบรับผลการทำตรวจสอบความมั่นคงของสถาบันการเงิน (Stress Test) จำนวน 90 แห่ง ที่ล่าสุดออกมาดี ซึ่งถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นตลาดให้กลับมาดีขึ้น
ทั้งนี้ นายกรณ์ กล่าวภายหลังการหารือว่า การทำงานที่ผ่านมาระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธปท. ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และมีโอกาสที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งอย่างเป็นทางการในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ และอย่างไม่เป็นทางการ โดยในส่วนการดำเนินนโยบายการเงินนั้น ในช่วงที่ผ่านมาเห็นว่า ธปท.ทำได้ค่อนข้างดี และมีการประสานกับนโยบายการคลังอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นในเรื่องนี้ตามกฎหมาย ธปท.มีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยกระทรวงการคลัง และรัฐบาลจะไม่เข้าไปแทรกแซง
อย่างไรก็ตาม ตนได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า นอกเหนือจากการดำเนินนโยบายการเงินแล้ว ธปท. ยังมีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินด้วย ซึ่งเรื่องนี้ ธปท.ควรจะฟังความเห็นและความต้องการของประชาชนมากขึ้น รวมถึงฟังความคิดเห็นของคนรอบข้างมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะ ธปท.จำเป็นที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักในการทำงาน ทั้งในเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรม ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายของ ธปท.ที่จะดูแลประโยชน์ประชาชนอย่างไร พร้อม ๆ กับการสร้างความแข็งแกร่งของระบบสถาบันการเงิน
|
Comments