| นายกรัฐมนตรีสั่งคลัง-ธปท.หามาตรการสู้บาทแข็ง |
|
| Monday, 01 November 2010 17:47 | |||
|
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) ว่า ได้รายงานเรื่องสถานการณ์ค่าเงินบาท หลังจากที่ได้ออก 5 มาตรการเพื่อลดผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาท โดยเฉพาะมาตรการให้เก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% จากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้นั้น ปรากฏว่าส่งผลทำให้เม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรลดลงอย่างชัดเจน โดยปริมาณการซื้อลดลงไปกว่าครึ่ง ขณะเดียวกันก็มีการขายออกสุทธิ จึงทำให้ค่าเงินบาทคงอยู่ที่ระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม รศก. ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมพร้อมรับมือการ ออกมาตรการทางการเงินของการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย.นี้ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนของไทย โดยจะต้องมีมาตรการดูแลเพื่อให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ นอกจากนี้ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะมีการปรับมาตรการส่งเสริมให้บริษัทเอกชนไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นด้วย นายธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รมว.คลัง ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงผลจากการออกมาตรการลดผลกระทบค่าเงินบาท ทำให้การซื้อขายพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติมีอัตราลดลง 70% ทำให้สัดส่วนการถือครองพันธบัตรของต่างชาติลดลง "ยังไม่มีการหารือใน รศก. ว่าจะมีการออกมาตรการอื่นเพิ่มเติมอีก เพราะเห็นว่ามาตรการที่ทำอยู่ระยะสั้นก็น่าจะพอแล้ว แต่ นายกฯ สั่งให้ รมว.คลัง และ ธปท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพราะคาดว่าทางสหรัฐน่าจะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติมอีกในวันที่ 3 พ.ย. นี้ และหากมีผลกระทบก็เห็นว่ายังมีอีกหลายมาตรการที่ยังไม่นำออกมาใช้ " ขณะที่ ธปท. รายงานข้อมูลค่าเงินบาทว่า เศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทำให้เงินสกุลหลักมีการอ่อนค่าลง ส่งผลให้เงินสกุลต่างๆในภูมิภาคปรับตัวแข็งค่าขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาค่าเงินบาทไทยจะแข็งค่าขึ้นถึง 16 % ขณะที่ค่าเงินของประเทศอื่นเช่น มาเลเซียแข็งค่า 14 % และเกาหลีแข็งค่า 21 % "ธปท.แจ้งว่าค่าเงินบาทแข็งมีผลกระทบผู้ส่งออกน้อย อาจจะมีบางในอุตสาหกรรมที่ไม่มีการนำเข้าสินค้าเพื่อมาผลิตส่งออก เช่น สินค้าเกษตร รองเท้า เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ที่ต้องปรับตัวโดยการทำประกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือขอเพิ่มราคาซึ่งทำให้บางอุตสาหกรรม และลดคำสั่งซื้อล่วงหน้าให้สั้นลง"นายธราดลกล่าว นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยของไทยซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.75% ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค จึงไม่ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินไหลเข้ามาลงทุน แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามาก เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกลไกในการช่วยให้เงินไหลออก สะท้อนจากยอดเงินลงทุนในประเทศซึ่งอยู่ที่ระดับ 37.25 % ของจีดีพี ขณะที่เงินลงทุนในต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 5.6 % ของจีดีพี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ที่ประชุม รศก. จึงเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ (บีโอไอ) ซึ่งทาง บีโอไอ รับจะไปว่าจ้างที่ปรึกษาทำการศึกษามาตรการกระตุ้นให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างชาติ ได้แก่ มาตรการสนับสนุนทางด้านการเงิน มาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีที่ยุ่งยาก เช่น การหักค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงการในต่างประเทศ การหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ซื้อบริษัทในต่างประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการที่ประเทศจีนและสิงคโปร์ใช้ในการสนับสนุนให้นักลงทุนไปลงทุนในต่างประเทศ
|
Comments