| กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอาร์พี0.25% หวังคุมเงินเฟ้อ |
|
| Wednesday, 12 January 2011 15:02 | |||
|
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อรวมทั้งแนวโน้มในระยะต่อไปเพื่อกำหนดแนวนโยบายการเงินที่เหมาะสม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลงจากการประชุมครั้งก่อน โดยเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาฟื้นตัวต่อเนื่องและคาดว่าในปี 2554 จะขยายตัวสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่สำคัญจากปัญหาการว่างงานเรื้อรังและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปขยายตัวต่อเนื่องตามการส่งออกและการบริโภคของเศรษฐกิจประเทศหลักโดยเฉพาะเยอรมนี แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะเช่นเดิม สำหรับเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มขยายตัวดีจากอุปสงค์ในประเทศ และการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศในภูมิภาค สำหรับความเสี่ยงสำคัญคือ แรงกดดันต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอุปสงค์ในประเทศที่เร่งขึ้น เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4 จากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นการเร่งการผลิตและการใช้จ่ายหลังจากผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมบรรเทาลง ขณะที่ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ การที่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ขยายตัวดีกว่าไตรมาสก่อน ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ยังคงเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป อาทิ รายได้และการจ้างงาน การใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่อยู่ในเกณฑ์สูง ตลอดจนการกระตุ้นจากนโยบายการคลัง จะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจในปี 2554 ขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันแรงกดดันด้านราคาที่มาจากการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าจะมีมากขึ้นตามลำดับ ส่วนหนึ่งสะท้อนการที่ผู้ประกอบการได้ชะลอการปรับขึ้นราคามาแล้วระยะหนึ่งจากแนวโน้มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเข้าสู่แนวโน้มปกติ คณะกรรมการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 2.00 เป็นร้อยละ 2.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที
|
Comments