| พ.ร.ก.เงินกู้2ฉบับผ่านฉลุย |
|
| Wednesday, 22 February 2012 16:35 | |||
|
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยกรณี มีผุ้ยื่นใหตีความ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ และ พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่ง และ สอง หรือไม่ โดยศาลระบุว่า รัฐธรรมนูญให้อำนาจ การตรา พ.ร.ก.ด้วยเหตุแห่งความจำเป็น ที่อาจก่อให้เกิดวิกฤติหรือภัยคุกคาม แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาของการตรากฎหมาย จึงต้องมีทางยกเว้น ไม่อาจอออกเป็น พ.ร.บ.ได้ เพราะอาจจะไม่ทันท่วงทีโดยหลักกาของมาตรา 184 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยประเทศ ภัยสาธารณะ ความมั่นคงเศรษฐกิจ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และวรรคสองให้การตราทำได้เฉพาะเมื่อ ครม. เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เป็นกรณีที่จำเป็นรีบด่วน เป็นกรณีที่เกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ที่ประเทศเจอภาวะวิกฤติหรือภัยคุกคามชัดแจ้ง หรือมัสัญญาณบ่งชี้ว่ากำลังจะประสบ หากไม่ป้องกันหรือกำหนดมาตรการก็จะก่อให้เกิดผลกระทบ จนยากจะแก้ไขเยียวยาได้ และต้องตราเพื่อให้มีผลบังคับทันทีเพื่อแก้ปัญหาภาวะได้อย่างรีบด่วน โดยไม่อาจใช้กระบวนการรนิติบัญญัติ ตามปกติโดยในส่วนของกู้เงินฯ นั้นในช่วงปลาย 2554 ได้เกิดมหาอุทกภัย และก่อใหเกิดผลกระทบต่อประชาชน 2.6 ล้านครัวเรือนและประเมินความเสียหายถึง 1.4 ล้าน เป็นความเสียหายแก่ทรัพยสิน 3.63 แสนล้าน และเสียหายแก่รายได้7.39 ล้านบาท เสียหายต่อภาครัฐกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานการผลิต 1.4 แสนล้านบาท เสียหายต่อเอกชน 1.2 แสนล้านบาท เกิดภาวะมากกว่าที่คาดการณ์ มีการปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจเหลือไม่เกิน 1.1 % จากเดิม 4.0 % เศรษฐกิจ จึงอยู่ในภาวะวิกฤติ รัฐบาลจึงช่วยเหลือ ผู้ประสบภัย ผ่อนปรนการชำระหนี้ ลดภาษี เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ครม. จึงใช้อำนาจตรา พ.ร.ก. กู้เงินฯ รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน และวางระบบบริหารจัดการน้ำสร้างอนาคตประเทศ และจัดให้สาธารณูปโภคพื้นฐาน และทำให้ เศรษฐกิจถดถอย เสี่ยงต่อความเชื่อมั่น รัฐบาลเห็นว่าการดำเนิการเพื่อให้เกิดความมั่นใจเป็นเรื่องสำคัญ ที่จริงไทยเคยทำแผนแม่บทป้องกันลุ่มน้ำเจ้าพระยา 2542 โดยไจก้า ได้ศึกษาและแนะนำว่าไทยควรลงทุนในจำนวนที่มีนัยยะสำคัญเพื่อป้องกันอุทกภัย อีกทั้ง 2543 สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ทำรายงานทีมีเนื้อหาสอดคล้องกัน แต่ก็ไม่มีการดำเนินการ จึง ต้องมีมาตรากรรทั้งเยียวยา และป้องกัน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และผู้ลงทุนการดำเนินการต้องทำต้องใช้เงินจำนวนมาก และพ.ร.ก. กู้เงินมีสาระสำคัญคือให้ กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินเพื่อให้ไปใช้จ่ายในการบริหารจัดการน้ำในวงเงิน 3.5 แสนล้านแต่ต้องทำในเดือน 30 มิ.ย. 2556 และต้องเสนอต่อรัฐสภาก่อนเริ่มดำเนินการ และต้องรายงานให้รัฐสภาทราบใน 60 วันนับแต่สิ้นปีงบประมาณ กำหนดวิธ รายละเอียดและผลสัมฤทธิ์ การดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดยรัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ อย่างยั่งยืนทำแผนแม่บท ไม่ให้เกิดอุทกภัยซ้ำสองคือ 1.ยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเร่งด่วน 7 แผน วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท 2.บรรเทาในพื้นที่ลุ่มนำเจ้าพระยาแบบยั่งยืน 8 แผน มูลค่าลงทุน 3 แสนล้านบาท 3.ยุทธศาสตร์ 17 ลุ่มน้ำ มี 6 แผน มีมูลค่าการลงทุน 4หมื่น ล้าน รวม 3.75 แสนล้านบาท ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการตรา พ.ร.ก. กู้เงินฯ ก็เพื่อประโยชน์ป้องกันบรรเทาความเสียหาย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่น เนื่องจากปัญหาอุทกภัยได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงและเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำรนวนมากรวมถึงในนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานกระทบ 841 โรง ซึ่งส่วนให่เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของประเทศ เป็นผลลให้กระทบต่อเศรษฐกิจ โลก เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหากรรม หากรัฐบาลไม่มีมารตรการสร้างความเชื่อมั่น ผู้ประกอบการอาจตัดสินใจย้ายไปต่างประเทศ และกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยรวม ดังนั้นการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ฯ เป็นกรณีเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจแลป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ตามมาตรา 184 วรรคหนึ่ง ส่วนว่าเป็นกรณีกรณีฉุกเฉินตามมาตรา 184 วรรค สองหรือไม่ เห็นว่า อุทกภัยที่เกิดมีขึ้นกระทบกับทรัพย์สิน โดย ตรง รัฐบาลได้ใช้ทรัพยากรเยียวยา และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เป็นจำนวนมาก แม้จะมี พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นเครื่องมือใช้แก้ปัญหา เฉพาะหน้าไปแล้ว แต่จะให้เพิ่มวงเงินขาดดุลงบประมาณอีกก็ทำไม่ได้ เพราะ พ.ร.บ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ประกาศใช้แล้วหรือทำเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติม ก็จะใช้เวลาค่อนข้างนานไม่ทันสถานการณ์ ซึ่งมีสัญญาณเร่งด่วนว่า 2556 อาจเกิดมหาอุทกภัยอีก การวางยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการยั่งยืนที่ต้องใช้เงิน 3.5 แสนล้านบาท จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและผู้ลงทุนตามยุทธศาสตร์และป้องกันภัยพิบัติอันใกล้ ศาลเห็นว่าการตรา พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ศาลจึงมีมติเอกฉันท์ว่าพร.ก.กู้เงินฯ เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่งและสอง ส่วน พ.ร.ก.โอนหนี้ เป็นไปตาม 184 วรรคหนึ่งสอง หรือไม่นั้น ในปี 2539 - 40 ไทยประสบปัญหาวิกฤตการเงิน โดยในสมัยนั้นได้ตรา พ.ร.ก. 2 ฉบับ ให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อจัดการกองทุนฟื้นฟู เป็นเงิน 500,000 ล้าน และในปี 2545 อีก 7.8 แสนล้าน เนื่องจากได้ประเมินภาระความเสียหาย กองทุนฟื้นฟู ทั่งสิ้นเป็นเงิน 1.4 แสนล้าน บาท แต่ที่ผ่านมา 15 ปี ได้ชำระน้อยมากและยังเหลืออีก 1.14 แสนล้านบาท และต้องตั้งงบประมาณเพื่อชำระเงินกู้และดอกเบี้ย ขณะทีต้องการเงินที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่น และป้องกันอุทกภัย จึงจำเป็นต้องมีการกู้เงิน 3.5 แสนล้าน ดังนั้นต้องลดภาระงบประมาณที่ต้องนำไปจ่ายเงินกู้ รัฐบาลมีความพยายามแก้ปัญหาหนี้สาธารณะเนื่องจากต้องตั้งงบประมาณนรายจ่ายเพื่อชำระหนี้กองทุนฟื้นฟู ซึ่งตั้งงบประมาณรายจ่ายตลอด 15 ปีโดยจ่าย ถึง 6.7 แสนล้านบาท หากต้องตั้งรายจ่ายต่อไปย่อมเป็นภาระ ซึ่งใน ปี งบประมาณ 2555 ได้ตั้งงบจำนวน 6.6 หมื่นล้านบาท ทำให้มีเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานลดลง และหนี้เกิดจากสถาบันการเงินก่อขึ้นการที่รัฐบาลมอบหมายให้ ธปท. ดูแลการคืนหนี้กองทุนฟื้นฟูและนำกำไรสุทธิ เงินทรัพย์สิน และเงินที่สถาบันการเงินนำส่งกองทุนเงินฝากไม่เกิน1 % ย่อมเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และไม่ต้องนำงบไปจัดสรรเงินกู้ จึงเห็นว่า เป็นการรักษาประโยชน์ความมั่นคงทางศก. ตาม 184 วรรค หนึ่ง ส่วนการการตรา พ.ร.ก.โอนหนี้ เป็นความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่นั้น ปัญหาวิกฤตแม้จะเกิด 15 ปี แต่การแก้ไม่สัมฤทธิ์ผล รัฐต้องรับภาระ1.4 แสนล้าน และมีหนี้ เหลือ1.1แสนล่าน ซึ่งหนี้เงินกู้ก็เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังรับผิดชอบ แต่คาดว่าจะชำระเสร็จในเวลา 21-26 ปี และในปีงบ 2555 กระทรวงการคลัง ตั้งงบประมาณ 6.8 หมื่นล้านต่อปี สำหรับการชำระดอกเบี้ย คิดเป็น 2.9% ของงบประมาณปี 2555 แต่หากคิดกับวงเงินลงทุน คิดเป็น 16.2%ของงบลงทุน ซึ่งถือว่ามีนัยยะสำคัญ สามารถนำเงินที่ต้องชำระมาลงทุนเพื่อแก้ปัญหา และนำมาแก้ปัญหาโดยไม่ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายในปีต่อไป และการใช้ พ.ร.ก.บริหารหนี้ เพื่อให้มีเวลาเตรียมการเรียกเก็บกองทุนคุ้มครองเงินฝาก จะได้ไม่ต้องตั้งงบประมาณ ในการทำงบปี 2556 ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ และตาม พ.ร.ก.กู้เงิน กำหนดว่าอาจกู้เป็นเงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศได้ แต่ต้องทำใน 30 มิ.ย. 2556 ซึ่งหมายถึงระยะเวลาดำเนินการต้องทำในปี 2555 - 2556 เพื่อให้สอดคล้องที่ไม่ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี อันเป็นการลดภาระเงินงบประมาณ จึงเป็นกรณีที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้บังคับและเกี่ยวข้องกันและกันกับ พ.ร.ก.โอนหนี้ และมีมีวัตถุประสงค์ให้การบริหารจัดการหนี้กองทุนฟื้นฟูมีประสิทะภาพ สร้างความเชื่อมั่น ส่วนการที่ รมว. คลังระบุว่าการนำเข้าสภาฯช่วงสมัยประชุม เพราะไม่เชี่ยวชาญเรื่องการเมือง แต่ก็ให้เหตุผลว่าต้องรอให้ศึกษาเสร็จ ซึ่งเป็นการแสดงความสุจริจว่าไม่ได้อ้างเรื่องการเมือง การตราทั้ง 2 ฉบับไม่ฝืน แต่มีความจำเป็นอันมีสาเหตุจากอุทกภัย และทำเพื่อออกมาตรการป้องกันและเยียวา ประกอบกับชั้นนี้ไม่มีกรณีชี้ให้เห็นว่ามีกาตราโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการรัฐธรรมนูญ ศาลจึงมีมติ 7 ต่อ 2เห็น ว่า พ.ร.ก. เงินกู้ เป็นไปตาม 184 วรรคหนึ่งและสอง เป็นไปเพื่อประโยชนในการรักษาความมั่นคงของประเทศและเป็นกรณีเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
|
Comments