| คลังเตรียมเปิดแผนฟื้นฟูเอสเอ็มอีแบงก์7 มี.ค.นี้ |
|
| Tuesday, 05 March 2013 09:25 | |||
|
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากปัญหาของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ซึ่งปรากฎเป็นข่าวตามสื่อมวลชนสาขาต่างๆ ในด้านการดำเนินงานของธนาคารฯ นั้น ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กำกับดูแล ธพว. เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 และได้รับทราบประเด็นปัญหาต่างๆ ของธพว. ผมจึงได้เชิญ ธพว. เข้ามาสอบถามข้อเท็จจริง ประเด็นปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันของ ธพว. และทิศทางการดำเนินการในอนาคต เพื่อให้ ธพว. มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการSMEs เมื่อ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2555
ธพว.ได้รายงานประเด็นปัญหา ดังนี้ - NPLs มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 - ปัญหาเรื่องต้นทุนเงินทุนที่สูงและมีระยะการกู้ยืมที่สั้นประมาณ 3 – 5 ปี แต่มีการนำไปปล่อยสินเชื่อในระยะยาว ทำให้เกิดต้นทุนเงินที่ได้รับกับการปล่อยสินเชื่อไม่สอดคล้องกัน (Mismatch) และส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นรายได้ขององค์กรต่ำ - ปัญหาเกี่ยวกับระบบ ITซึ่ง ธพว. ยังไม่มีระบบสนับสนุนการดำเนินงานของธนาคาร ( Core Banking) จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการติดตามและรายงานผล - ระเบียบและข้อบังคับของ ธพว. ในปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งในเรื่องนโยบาย การปล่อยสินเชื่อและนโยบายหนี้ NPLs ตลอดจนการติดตามหนี้ ทำให้เกิดความผิดพลาดในการปฎิบัติงาน ผมจึงได้มีนโยบายให้ ธพว. ดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟู โดยมีกรอบในการดำเนินการดังนี้ 1. แผนฟื้นฟู (1-6 เดือนแรก)มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา NPLs ตลอดจนหนี้ตามเกณฑ์คุณภาพรวมถึงการกำหนดมาตรการในการติดตามหนี้ที่เกิดจากการให้สินเชื่อที่ปล่อยใหม่ด้วย 2. แผนปรับโครงสร้าง แผน 3 ปี พิจารณาระบบการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนของธพว. ตั้งแต่ระบบการปล่อยสินเชื่อระบบการกำกับติดตามลูกหนี้ รวมถึง ระบบการบริหารงานต่างๆ เช่น การบริหารความเสี่ยง การบริหารจัดการด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับภารกิจให้มากยิ่งขึ้น สำหรับแผนฟื้นฟูของ ธพว. ผมได้สั่งการให้ ธพว. ดำเนินการจัดทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2555 แต่เนื่องจากแผนการดำเนินงานต่างๆ ของ ธพว. มีรายละเอียดค่อนข้างมาก ทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดทำแผนฯ ซึ่งผมได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ผมได้วางนโยบายการติดตามกำกับดูแลปัญหาไว้ ดังนี้
1) การเร่งแผนฟื้นฟูให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2556 นี้ โดยได้ตั้งคณะกรรมการติดตามและสนับสนุนการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูกิจการของ ธพว. ประกอบด้วย ทีมที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางในการจัดทำแผนฟื้นฟูของ ธพว. ให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพและมีแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยทีมงานได้เข้าไปสนับสนุนการจัดทำแผนฟื้นฟูของ ธพว. อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 เป็นต้นมา ซึ่งผมได้รับทราบและมีการติดตามการดำเนินการดังกล่าวมาโดยตลอด และเพื่อให้การกำกับติดตามการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูของ ธพว. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผมได้รับรายงานจากคณะกรรมการฯ ว่า จะพิจารณาแผนฟื้นฟูของ ธพว. แล้วเสร็จประมาณสัปดาห์หน้า 2) หลังการจัดทำแผนฟื้นฟูแล้วเสร็จ กระทรวงการคลังจะสามารถจัดสรรเงินเพิ่มทุนเบื้องต้นให้แก่ ธพว. ได้ภายในไตรมาสที่ 1 เป็นเงิน 555 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไว้แล้วในปี 2556 เมื่อรวมกับแผนการดูแลด้านการบริหารต่างๆ จะทำให้การดำเนินงานของ ธพว.มีความเข้มแข็งขึ้น 3) ผมกำลังให้คณะกรรมการฯชุดดังกล่าว แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ อีก 3 ชุด เข้าไปกำกับติดตามการดำเนินงานในเรื่องของการวางแผนเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย การบริหารสินเชื่อ NPLs การบริหารจัดการองค์กร และการปรับปรุงกฎระเบียบ กระบวนการต่างๆในการทำงาน รวมถึงการติดตามรายละเอียดให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูที่กำหนด โดยจะมีการรายงานผลการดำเนินงานต่อผมทุกสัปดาห์ 4) จะมีการประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูของ ธพว. ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดการพิจารณากรอบการเพิ่มทุนให้แก่ ธพว. เพิ่มเติม ในช่วงปลายปี 2556 ต่อไป
ซึ่งกรอบแผนฟื้นฟูที่ดำเนินการและทิศทางการกำกับติดตามความก้าวหน้าของแผนฯ เป็นกรอบที่มีทิศทางเดียวกันกับที่การบินไทยเคยใช้ในการฟื้นฟูองค์กรจนประสบความสำเร็จมาแล้ว ส่วนรายละเอียดและความก้าวหน้าของแผนฯ ทางกระทรวงการคลังคงมีการแถลงให้ทราบในโอกาสต่อไป
นอกจากนี้ ผมมีแนวคิดที่จะให้มีการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อนของภาครัฐ เช่น ความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรร่วมกันของสถานที่หรือระบบในการให้บริการต่างๆ แก่ประชาชน เป็นต้น กล่าวคือ เกี่ยวกับ SFIs ให้มีการเชื่อมโยง (ไม่ใช่ควบรวม) SFIs ภายใต้ 2 หลัก 1).เป้าหมายที่ประชาชนและรายย่อย โดยไม่ทำงานแข่งกับธนาคารพาณิชย์. 2). ร่วมกันทำงานโดยแยกเป้าหมายลูกค้า และประสานงานด้านการระดมทุน
ซึ่งผมกำลังจะจัดงาน SMEs Road Map เพื่อเป็นการบูรณาการของสถาบันการเงินในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในวันที่ 18 มีนาคม 2556 นี้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังเตรียมแถลงแผนฟื้นฟูธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ในวันที่ 7 มี.ค.2556 เพื่อเรียกความเชื่อมั่นผู้ฝากเงิน
“ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของเอสเอ็มอีแบงก์จริงๆ แล้วมีเพียง 2.9 หมื่นล้านบาท แต่ที่มีการคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 3.9 หมื่นล้านบาท เป็นตัวเลขที่ประมาณการไว้ หากไม่มีการเร่งจัดการแก้ไขปัญหา ปรับปรุงระบบ หรือการติดตามหนี้ จะทำให้สิ้นปีหนี้เสียเพิ่มขึ้น” นายทนุศักดิ์ กล่าว
|
Comments