| สภาพัฒน์ฯแนะกนง.ลดดอกเบี้ยทำรายได้ส่งออกหด5.61แสนล้าน |
|
| Monday, 20 May 2013 22:45 | |||
|
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาฯ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สิ่งสำคัญในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต้องดำเนินการเรื่องนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความเหมาะสม หากคำนวณผลกระทบในรูปของค่าเงินบาทจากเดิมอยู่ที่ 31.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะทำให้รายได้การส่งออกหายไปกว่า 561,000 ล้านบาท แต่ทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าลดลงกว่า 379,000 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขเกินดุลลดลงกว่า 181,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรหามาตรการดูแล และป้องกันค่าเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นและพันธบัตรที่สูงกว่าปกติ แม้ขณะนี้ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้าง แต่เป็นการอ่อนค่าลงจากการออกมาตรการคิวอีของญี่ปุ่น หรือสงครามค่าเงินของญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ไม่ได้อ่อนค่าลงจากมาตรการการดูแลของภาครัฐ ดังนั้นจึงเห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการดูแลเงินทุนไหลเข้า โดยต้องลดดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลและแสดงให้นักเก็งกำไรค่าเงินเห็นว่า ประเทศไทยมีมาตรการดูแล ไม่ใช่เข้ามาเก็งกำไรได้ง่าย
ขณะเดียวกัน สศช. ยังพบว่ามีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินในตลาดพันธบัตรและตลาดทุนต่อไตรมาส อยู่ที่ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าการลงทุนปกติในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนระยะยาวต่อไตรมาสอยู่ที่ 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ครอบคลุมไปถึงอัตราเงินเฟ้อด้วย และควรเร่งรัดภาคการส่งออก การลงทุน เพื่อชดเชยการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่จะชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปี รวมทั้งการเตรียมบริหารโครงการบริหารจัดการน้ำ และโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่จะมีเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าในตลาดโลกที่ฟื้นตัวล่าช้า ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง และแรงส่งด้านการบริโภคที่จะลดลงจากมาตรการรถคันแรก ส่วนปัจจัยบวกที่ต้องติดตาม จากภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก แรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนต่อเนื่องจากตัวเลขส่งเสริมการลงทุนที่ยังเพิ่มขึ้น และการเบิกจ่ายภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง
|
Comments