Forgot your password? Create an account
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
News

Stockwave Online กระแสหุ้นออนไลน์ หุ้น หลักทรัพย์ การเงิน ข่าวเศรษฐกิจ

Home Hot News เอกชน แนะรัฐตั้งทีมพีอาร์โครงการจัดการน้ำ
เอกชน แนะรัฐตั้งทีมพีอาร์โครงการจัดการน้ำ PDF Print E-mail
Saturday, 15 June 2013 11:28

ภาคเอกชน เสนอแนะภาครัฐ   จัดตั้งทีมประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจ  ให้ความรู้โครงการบริหารจัดการน้ำวงเงิน  350,000 ล้านบาท อย่างเป็นรูปธรรม ด้าน กบอ.ไฟเขียวผลเจรจา 4 บริษัทจัดการน้ำ ลดงบได้ 6 พันล้าน  เตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบกรอบวงเงิน 3.04 แสนล้าน 18 มิ.ย.นี้

 

นายวิสิษฐ์       เจริญนิตย์      วุฒิวิศวกรโยธา      และ  ที่ปรึกษา กิจการร่วมค้า  ซัมมิทเอสยูที   หนึ่งในบริษัทที่ชนะการประมูลข้อเสนอทางเทคนิคโครงการบริหารจัดการน้ำ  เปิดเผยถึง โครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลในกรอบวงเงิน   350,000  ล้านบาท ว่า เป็นโครงการที่ดี และในส่วนตัว สนับสนุนให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไป เพราะเป็นประโยชน์ที่จะได้รับคือ ประเทศชาติ และประชาชน  แต่ขณะนี้รัฐบาลยังมีจุดด้อยในเรื่องของการประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวอย่างมาก  รัฐบาลควรจะตั้งทีมงานประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจขึ้นมา ให้เป็นกิจจะลักษณะ เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการระดับประเทศที่ใหญ่มากๆ ควรมีการประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสาร และชี้แจง ความเคลื่อนไหว แจ้งให้กับสาธารณชน ได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ มีเป้าหมายสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในการทำงาน ของภาครัฐและเอกชนที่เข้ามารับสัมปทานโครงการกับประชาชนทั้งประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโครงการต่อไปข้างหน้าอย่างไม่มีอุปสรรค เพราะจนป่านนี้ความคืบหน้าใดๆยังไม่มีอะไรชัดเจนออกมาเผยแพร่ให้กับประชาชนทราบเลย  มีแต่ข่าวสารที่เผยแพร่มาจากสื่อมวลชนต่างๆในทางลบทั้งนั้น ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งทำให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องอยู่แล้วยิ่งสับสนมากขึ้น  จนมีเสียงท้วงติง และทักท้วงอย่างวงกว้างในสังคม

 

                นายวิสิษฐ์กล่าวว่าข้อเท็จจริงของงานโครงการดังกล่าวมีดังนี้   คือ พื้นที่บริเวณต้นน้ำ จะทำการปลูกปา  สร้างฝายชะลอน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนขนาดเล็ก  ขนาดกลาง  เท่าที่ภูมิประเทศอำนวย,พื้นที่บริเวณกลางน้ำ จะสร้างแก้มลิง เพื่อเก็บกักน้ำหลากเอาไว้ใช้ชั่วคราว และเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง ปรับปรุงประตูระบายน้ำต่างๆ ปรับปรุงตลิ่ง คันกั้นน้ำริมตลิ่ง  และพื้นที่บริเวณปลายน้ำ ก็ขุดคลองให้ระบายน้ำลงทะเลได้โดยสะดวก ทำคันปิดล้อมเมืองที่น้ำท่วมประจำ สร้างทางระบายน้ำ หรือ Floodway  นอกจากงานก่อสร้างดังกล่าวแล้ว ยังมีการตั้งศูนย์ข้อมูลเรื่องน้ำท่วม หรือศูนย์บัญชาการ หรือที่เรียกว่าระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วมอีกด้วย ซึ่งหากพิจารณาจากลักษณะงานที่วางไว้เช่นนี้ จะเห็นว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทย สมควรได้รับการสนับสนุนให้เร่งรีบทำเสียที

 

  รัฐบาลต้องเดินหน้า ต้องทำทันทีกับโครงการป้องกันน้ำท่วมโครงการนี้ เพราหากล่าช้าแล้วเกิดน้ำท่วมอีกเหมือนปลายปี 2554  ประเทศชาติจะเสียหาย หากไม่ทำตอนนี้แล้วย้อนกลับไปศึกษาตามขึ้นตอน ผมว่าอีก 3-5 ปี ก็ยังศึกษากันไม่จบ น้ำคงท่วมอีกหลายรอบ  เพราะกว่าศึกษาโครงการ ,ออกแบบ ,สำรวจ สิ่งแวดล้อม แล้วก่อสร้าง คงไม่ทันการแล้วอยากให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าทำเลย และอยากให้สื่อมวลชน ได้เข้ามาศึกษาเรื่องข้อเท็จจริงของโครงการด้วย เพราะข่าวสารที่ออกมาเป็นทางลบหมด แต่ประโยชน์ของโครงการไม่มีใครพูดถึง หากจะมองเรื่องการคอร์รัปชั่น ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ หากกลัวกันแต่เรื่องนี้ โครงการอะไรก็คงไม่ได้เกิดในประเทศไทยของเรา

 

โครงการป้องกันน้ำท่วมมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง รัฐบาลต้องออกมาชี้แจงว่า ความคืบหน้าของงานไปถึงไหนแล้ว   และหลังจากที่ได้ประกาศผลแล้ว ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เพราะโครงการนี้ตามระยะเวลาแล้ว หากมีการประกาศผลการประมูลแล้ว บริษัทที่ได้รับการประมูลจะต้องเซ็นสัญญากับรัฐบาลกำหนดภายในสิ้นเดือนนี้  มิฉะนั้นโครงการนี้ก็จะจบลง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมก็จะไม่มี ความเสี่ยงของน้ำท่วมของประชาชนในแต่ละพื้นที่ จะอยู่กับแบบหวาดระแวง และเมื่อน้ำท่วมก็เยียวยากันที่การแจกถุงยังชีพ ซึ่งไม่ใช้การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ นี่คือสิ่งที่ต้องการเรียกร้องรัฐบาลให้เดินหน้าได้สักที พร้อมตั้งทีมประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจทันที

 

สำหรับ กิจการร่วมค้า  ซัมมิทเอสยูที   ชนะการประมูลข้อเสนอทางเทคนิคโครงการบริหารจัดการน้ำ  1 โมดูล ได้แก่ บี 2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ วงเงินรวมที่ยังไม่ได้ต่อรองราคา 13,933 ล้านบาท คิดเป็น 4.79% ของวงเงินรวม

 

ขณะที่ 4 บริษัทที่มีสิทธิเซ็นสัญญาทั้ง 9 โมดูล ประกอบด้วย 1.บริษัทโคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค วอเตอร์) มีสิทธิเซ็นสัญญา 2 โมดูล ได้แก่ เอ 5 การจัดทำทางผันน้ำ ขนาดประมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และการก่อสร้างถนนเพื่อรองรับคมนาคม เอ 3 การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานในพื้นที่โครงการชลประทานเหนือ จ.นครสวรรค์ เพื่อเก็บกักน้ำหลากชั่วคราว (แก้มลิง) วงเงินรวมที่ยังไม่ได้ต่อรองราคา 1.63 แสนล้านบาท คิดเป็น 56.01% ของวงเงินรวม

         

2.กลุ่มไอทีดี-เพาเวอร์ไชน่า เจวี (อิตาเลียนไทย) ได้ 5 โมดูล ได้แก่ เอ 1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก เอ 4 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก และการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำในพื้นที่แม่น้ำยม น่าน และเจ้าพระยา บี 1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ เอ 2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และบี 3 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลัก และการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำในพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ วงเงินรวมที่ยังไม่ได้ต่อรองราคา 1.1 แสนล้านบาท คิดเป็น 37.80% ของงบประมาณ

 

          3.กิจการร่วมค้าซัมมิท เอสยูที ได้ 1 โมดูล ได้แก่ บี 2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน/การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ 17 ลุ่มน้ำ วงเงินรวมที่ยังไม่ได้ต่อรองราคา 13,933 ล้านบาท คิดเป็น 4.79% ของวงเงินรวม

 

          4.กลุ่มบริษัทร่วมค้าล็อกซเล่ย์ ได้ 1 โมดูล ได้แก่ โมดูล เอ 6 และ บี 4 ระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ วงเงินรวมที่ยังไม่ได้ต่อรองราคา 4 พันล้านบาท หรือ 1.37%

 

 

          นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรับทราบผลสรุปตัวเลขการต่อรองราคาการก่อสร้างและออกแบบโครงการบริหารจัดการน้ำตามที่คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยเสนอ  เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล

 

          นายปลอดประสพ กล่าวว่า วงเงินที่ผ่านการต่อรองแล้วถือว่าเป็นที่สิ้นสุดจะไม่มีการปรับเพิ่มวงเงินให้กับกลุ่มบริษัทอีกแล้ว หลังจากนี้จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบในวันที่ 18 มิถุนายน พร้อมเสนอร่างทีโออาร์ (กำหนดขอบเขตรายละเอียด) เพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษา 2 กลุ่ม ได้แก่ โปรเจคแมนเนชเม้นเอ็นจิเนียริ่งและคอนเซาท์แต็นท์ (พีเอ็มอีซี) และกลุ่มบริษัทโปรเจคซุปเปอร์วิชั่นคอนเซาท์แต็นท์ (พีเอสซี) มีวงเงินจัดจ้างประมาณ 7,000 ล้านบาท ให้ ครม.รับทราบด้วย ส่วนทีโออาร์จัดจ้างที่ปรึกษาจะยังไม่เปิดเผยในขณะนี้ เพราะเนื้อหายังไม่ครบถ้วน    โดยวงเงินที่ปรับลดจากการต่อรองอยู่ 6,000 ล้านบาท

 

          นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะรองประธาน กบอ.เปิดเผยหลังร่วมประชุม กบอ.ว่า ที่ประชุมมีมติรับทราบการต่อรองราคากลุ่มบริษัทที่ชนะการเสนอด้านเทคนิค และราคา จำนวน 4 กลุ่มบริษัท ได้แก่บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค วอเตอร์) กลุ่มบริษัท ไอทีดี เพาเวอร์ไซน่า เจวี (อิตาเลียนไทย) กิจการร่วมค้าซัมมิท เอสยูที และกลุ่มบริษัทร่วมค้าล็อกซเล่ย์ จะเสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ

 

          สำหรับวงเงินที่จะนำเสนอ ครม.เพื่อขออนุมัติเป็นกรอบในวงเงินรวม 3.04 แสนล้านบาท จากที่ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อบริหารจัดการน้ำรวม 3.5 แสนล้านบาท จากนั้นจะส่งเรื่องให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ดำเนินการต่อไป จะเป็นการกู้ยืมในประเทศทั้งหมด ส่วนแหล่งเงินและอัตราดอกเบี้ยจะแถลงให้ทราบในภายหลัง  ส่วนวงเงินจำนวน 6 พันล้านบาท ที่สามารถต่อรองได้นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้คิดว่าจะนำวงเงินส่วนนี้ไปทำอะไร ซึ่งขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจของกบอ.

 

มีรายงานว่า วงเงิน 304,000 ล้านบาท ที่จะขออนุมัติจาก ครม.ประกอบด้วยวงเงินจัดซื้อจัดจ้างตามกรอบทีโออาร์บริหารจัดการน้ำ 291,000 ล้านบาท จัดซื้อจัดจ้างบริษัทจัดการน้ำ 291,000 ล้านบาท จัดซื้อจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาวงเงิน 8,730 ล้านบาท และที่เหลืออีกประมาณ 4,600 ล้านบาทเป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจากเดิมที่เคยอนุมัติให้กรมเจ้าท่า นำไปดำเนินโครงการขุดลอกลำน้ำ 3,200 ล้านบาทแล้วยุบโครงการไปและยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ไม่ได้ใช้เงิน จึงนำวงเงินที่เหลือมาจัดให้สำหรับโครงการปรับปรุงบูรณะฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง ประกอบด้วยบึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ กว๊านพะเยา และหนองหาน ซึ่งรวมการจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายวงเงิน 20 ล้านบาท และการทำโปรแกรมติดตามโครงการวงเงิน 83 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม จะต้องรอฟังคำตัดสินของศาลปกครอง ในคดีที่นายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการระบายน้ำ ได้ยื่นศาลปกครองให้ระงับโครงการดังกล่าว ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้  

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment
 
 

Login

Forgot your password? Create an account
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday748
mod_vvisit_counterAll days748

We have: 746 guests online
Your IP: 216.73.216.73
Mozilla 5.0, 
Today: Jun 09, 2026

8434040