| บล.กรุงศรีคงเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,680 จุด |
|
| Thursday, 27 June 2013 21:45 | |||
|
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า บริษัทฯยังคงเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 56 ที่ 1,680 จุด โดยอิงกับค่า P/E ที่ระดับ 17 เท่า และคาดว่ากำไรต่อหุ้น(EPS)ของตลาดโดยรวมในปีนี้จะอยู่ที่ 98.74 บาท เติบโต 17% จากปีที่แล้วที่เติบโต 15% สำหรับทิศทางการลงทุนในครั้งปีหลังนั้น ระยะสั้นตลาดหุ้นไทยจะยังมีความผันผวนต่อกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน หลังจากประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มองแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น ทำให้มีโอกาสในการชะลอมาตรการ QE และคาดว่าจะเกิดในปลายปีนี้ และน่าจะสิ้นสุดมาตรการในกลางปี 2557 อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐจะชะลอหรือยกเลิกมาตรการ QE ต้องขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่เขาตั้งไว้ โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯต้องมีการขยายตัว 3-3.5% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 6.5% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2% ซึ่งถ้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เฟด ก็ต้องมีการเลื่อนออกไป ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยบวกเกี่ยวกับการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ประกอบกับ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังมีการเติบโตในระดับ 4.5-5% และจากปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับธนาคารกลางของสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น และยุโรป ยังคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน นอกจากนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกในระยะยาว รวมไปถึงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกจะเริ่มดีขึ้น ส่วนความเสี่ยงในการลงทุนครึ่งปีหลัง ได้แก่ กระแสเงินทุนไหลออก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกถือว่ายังอ่อนแอ ทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ หนี้ครัวเรือนในประเทศสูงขึ้นจะกระทบภาคการใช้จ่ายในอนาคต และปัญหาการเมือง ขณะนี้ราคาหุ้นไทยถือว่ายังไม่แพงมาก หากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ก็เป็นจังหวะที่ดีในการเข้าไปซื้อหุ้น แต่นักลงทุนก็ต้องมีการพิจารณาค่าเงินบาทประกอบการลงทุนด้วย หากค่าเงินบาทอ่อนค่าอยู่ก็ยังมีความเสี่ยงในการลงทุน เพราะโอกาสในการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับสูง ในครึ่งปีหลังมีหุ้นที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ อย่างหุ้น KBANK เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และหนี้เสียลดลง, หุ้นในกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี เช่น PTT และ BCP แม้ผลประกอบการในไตรมาส 2/56 จะออกมาไม่ดีนัก แต่เชื่อว่าในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวอย่างแน่นอน แม้ว่าหุ้นในกลุ่มนี้จะไม่ใช่ High Growth แต่ Divident Yield ในระดับที่สูง เพราะการลงทุนระยะยาว อีกทั้งกลุ่มสื่อสาร เช่น INTUCH และ ADVANC เนื่องจาก ROE อยู่ที่ 50% แต่ตลาดมี ROE ที่ 15.3% และยังมีแรงหนุนจาก 3G ซึ่งจะให้ผลตอบแทนในระยะยาว ประกอบกับหุ้นในกลุ่มสื่อสารมีเงินทุนอยู่มาก ทำให้ขยายการลงทุนได้ในระยะยาว
ส่วนหุ้นในกลุ่มอสังหาฯ ที่มีความโดดเด่น คือ LH กับ PS และรับเหมาก่อสร้าง อย่างหุ้น CK กับ STEC โดยกลุ่มรับเหมาฯ ผลประกอบการในไตรมาสแรกออกมามีกำไรสูง และ Backlog ค่อนข้างมากที่จะรองรับการเติบโตต่อไปในอนาคต
|
Comments