| ไทยและชิลี ลงนามความตกลงการค้าเสรี |
|
| Friday, 04 October 2013 22:06 | |||
|
นางจินตนา ชัยยวรรณาการ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ตุลาคม 2556 ไทยและชิลีได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน ในโอกาสที่นายเซบัสเตียน ปิเญรา เอเชนีเก ประธานาธิบดีสาธารณรัฐชิลี เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นสักขีพยานการลงนาม ร่วมกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย
นางจินตนา กล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จำเป็นต่อการสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยชิลีจะเป็นประตู (gateway) ที่สำคัญของไทยสู่ทวีปลาตินอเมริกา รวมทั้งไทยจะได้รับประโยชน์จากการที่ชิลีมีการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTAs) กับประเทศต่างๆ ราว 60 ประเทศ ทำให้มีเครือข่ายทางการค้าและการลงทุนอย่างกว้างขวางทั้งกับประเทศในทวีปลาตินอเมริกา และประเทศในภูมิภาคอื่นทั่วโลก ดังนั้น หากไทยไม่มีความตกลงการค้าเสรีกับชิลีจะทำให้ไทยเสียเปรียบคู่แข่งที่มีความตกลงการค้าเสรีกับชิลีอยู่แล้ว เช่น ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม เป็นต้น
ในโอกาสนี้ นางจินตนาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชิลีเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับนักธุรกิจและนักลงทุน เนื่องจากชิลีเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สินแร่ต่างๆ ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกไปชิลีได้มากขึ้น ได้แก่ สินค้าประเภทยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และข้าว ส่วนสินค้าที่คาดว่าไทยจะนำเข้าจากชิลีเพิ่มขี้น ได้แก่ สินแร่และหัวแร่เซอร์โคเนียม อะลูมิเนียมและผลิตภัณฑ์ และปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง นอกจากนี้ ชิลียังได้ชักชวนให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนในสาขาที่ชิลีมีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ปลาแซลมอน ผลไม้ การผลิตไวน์ เป็นต้น
ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับชิลีเป็นความตกลงฯ ที่ชิลีให้ความสำคัญมาก เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพและเป็นฐานการผลิตและการค้าของอาเซียน รวมทั้งไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของชิลีในบรรดาสมาชิกอาเซียน โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยในปี 2555 ไทยส่งออกไปชิลีมีมูลค่าส่งออกไปชิลีเป็นมูลค่า 628 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยนำเข้าจากชิลีมีมูลค่าประมาณ 350 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ นักลงทุนชิลีก็ให้ความสนใจที่จะลงทุนในไทยมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่มีบริษัท Magotteaux เข้ามาลงทุนและตั้งโรงงานผลิตลูกเหล็กบดและอุปกรณ์สำหรับทำเหมืองในไทยเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สาม และบริษัท Soquimich ซึ่งเป็นบริษัทผลิตปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ได้มาเปิดสำนักงานที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ศูนย์ทดสอบทางวิทยาศาสตร์ของชิลีก็อยู่ระหว่างการจัดตั้งธุรกิจเพื่อผลิตยาในไทยด้วย
นางจินตนา กล่าวเสริมว่า ในโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายมีความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันแล้ว กระทรวงพาณิชย์จึงอยากประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจและนักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพเช่นชิลี และใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ ให้มากที่สุด ทั้งนี้ หลังจากลงนามความตกลงฯ แล้ว ชิลีและไทยจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถใช้บังคับความตกลงฯ ได้ภายในต้นปี 2557
ความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เป็นความตกลงที่มีกรอบกว้าง (Comprehensive Agreement) ประกอบด้วยข้อบทด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ พิธีการศุลกากร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความโปร่งใส ส่วนข้อบทการลงทุนจะมีการเจรจาภายใน 2 ปีนับจากความตกลงมีผลใช้บังคับ โดยในด้านการค้าสินค้า สินค้าชิลีและไทยอย่างน้อยร้อยละ 90 ของรายการสินค้าและมูลค่าการนำเข้าจะลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0 ทันทีที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ สำหรับสินค้าที่เหลืออีกร้อยละ 10 ของรายการสินค้าทั้งหมด ทั้งสองฝ่ายจะลดภาษีลงเป็นลำดับ ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าไทยที่จะได้รับประโยชน์จากความตกลงฯ อาทิ ยานยนต์ ปลาแปรรูป (ปลากระป๋อง) โพลิเมอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง และอัญมณี เป็นต้น ในขณะที่ชิลีจะได้ประโยชน์จากสินค้าที่ไทยมีความต้องการนำเข้า อาทิ ทองแดง สินแร่เหล็ก และเยื่อกระดาษ เป็นต้น
มูลค่าการค้า ปัจจุบันชิลีเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทยในภูมิภาคอเมริกาใต้ รองจาก บราซิล อาร์เจนตินา ในปี 2555 ไทยได้ดุลการค้ากับชิลี 278.07 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่งออกไปชิลีเป็นมูลค่า 628.25 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 21.05%) ในขณะที่นำเข้าจากชิลีเป็นมูลค่า 350.18 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลงร้อยละ 2.1) โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปชิลี ได้แก่ รถยนต์/อุปกรณ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ปูนซีเมนต์ เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยาง/พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น และสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากชิลี ได้แก่ สินแร่ โลหะ สัตว์น้ำสด/แช่เย็น/แช่แข็งแปรรูป เยื่อกระดาษ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เป็นต้น
|
Comments