| ศาลรธน.ไต่สวน"2ล้านล้าน"เรียกผู้เชี่ยวชาญแจง15ม.ค. |
|
| Thursday, 09 January 2014 10:09 | |||
|
องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่อไต่สวนผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง รวมถึงพยานในคำร้องร่างกฎหมายกู้เงินโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยได้ไต่สวนประเด็นกระบวนการตรากฎหมายและเนื้อหาของตัวกฎหมาย โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ชี้แจง
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าที่รัฐบาลและคลังออกกฎหมายฉบับนี้ ได้ศึกษาแนวทางการออกกฎหมายกู้เงินในอดีต และมีการสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่มีเนื้อหาระบุไม่ต้องนำเงินกู้ส่งคลังตามระเบียบกระทรวงการคลัง ก็เป็นไปตามแนวทางการออกกฎหมายกู้เงินในอดีต เช่น การออกพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในโครงการไทยเข้มแข็งเมื่อปี 2552 และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 140 ให้อำนาจรัฐบาลในการดำเนินการอยู่แล้ว จึงไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย และ ยืนยันไม่กระทบอัตราหนี้สาธารณะ
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าจะสร้างประโยชน์ให้ประเทศมาก แต่การที่ออกเป็นพ.ร.บ.เงินกู้ ไม่ใช่เป็นพ.ร.ก. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 นั้น เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนมาก แต่ก็ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนในทางเศรษฐกิจ จึงมีมติออกเป็นกฎหมายพิเศษ อีกทั้ง มองว่าหากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี นั้นเกรงว่าจะทำให้โครงการสะดุดลง ไม่สามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องได้ เพราะต้องของบในแต่ละปี
ขณะที่นางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ให้ข้อมูลยอมรับกับศาลว่า กฎหมายนี้ไม่ได้กำหนดกรอบการใช้คืนเงินกู้ไว้ แต่ในทางวิชาการมีการประเมินไว้ว่าการชำระหนี้ที่จะไม่ก่อผลกระทบกับงบประมาณ ของประเทศมากนัก น่าจะใช้เวลาคืนเงินกู้ได้ภายใน 50 ปี และเห็นว่าแม้จะไม่ได้เป็นการตั้งโครงการไว้ในงบประมาณประจำปี แต่เนื้อหาตามพ.ร.บ.ได้มีการกำหนดขั้นตอนการใช้จ่ายเงินไว้ค่อนข้างรัดกุม และเหตุที่รัฐต้องออกเป็น พระราชบัญญัติ โดยไม่ตั้งเป็นงบประมาณประจำปี เพราะถ้าทำเช่นนั้นมีข้อกำจัดทางกฎหมายมาก จะทำให้การดำเนินการขาดความต่อเนื่อง
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เข้าใจว่าสังคมมีความเป็นห่วงในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ยืนยันว่าตามพระราชบัญญัติ เป็นเพียงการเตรียมกรอบวงเงินขึ้นพื้นฐานเท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการ ซึ่งการจะอนุมัติโครงการจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนปกติ
การจัดซื้อจัดจ้างก็จะมีการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกัน และพ.ร.บ.นี้ไม่มีการยกเว้น หรือข้ามขั้นตอนตามกฎหมายทั้ง 53 โครงการ ไม่มีการปฏิบัติผิดรัฐธรรมนูญทั้งในเรื่องการทำประชาพิจารณ์สิ่งแวดล้อมด้วย
ทั้งนี้ ตุลาการได้ซักถามเกี่ยวกับด้านเสียของโครงการนี้ นายชัชชาติ ยอมรับว่ามีข้อกังวลและห่วงใยโครงการนี้ คือ ในเรื่องความคุ้มค่า ซึ่งต้องมีการศึกษาตามข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง และรัฐบาล กระทรวงคมนาคมต้องทำหน้าที่อย่างหนัก เพราะการกู้ตลอด 7 ปี ถือเป็นระยะเวลานานต้องทำงานอย่างรอบคอบ และกังวลว่าจะเป็นการแย่งทรัพยากรกับเอกชน เนื่องจากเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ในทางกลับกันเป็นทางดีที่จะทำให้เอกชนตื่นตัว และเตรียมรองรับไว้มากขึ้น
ส่วนประเด็นที่ศาลฯสงสัยว่าเหตุใดไม่ให้พ.ร.บ.ร่วมทุนให้เอกชนเข้ามีส่วนรวมนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่าเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานหลักๆ รัฐบาลต้องเป็นผู้ลงทุน เพราะมีผลทางระบบเศรษฐกิจ ส่วนการลงทุนในรายละเอียดปลีกย่อยสามารถให้เอกชนร่วมลงทุนได้ในบางโครงการ เช่น รางรถไฟ รัฐต้องเป็นผู้ลงทุน แต่การเดินรถสามารถให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ ขณะที่ถนน รัฐต้องลงทุนเองเพราะหากให้เอกชน เข้าร่วมทุนจะมีปัญหาเรื่องอัตราค่าผ่านทาง
หลังจากเสร็จสิ้นการไต่สวนวานนี้ เป็นเวลาเกือบ 7 ชั่วโมง ศาลรัฐธรรมนูญขอเลื่อนการไต่สวนในส่วนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นพยานศาลเรียกประกอบด้วยนายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายธีระชัยภูวนาถนรานุบาล นายทนง พิทยะ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ และ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในวันที่ 15 ม.ค.เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ
ทั้งนี้ หากศาลวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องตกไป แต่หากเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ก็สามารถทูลเกล้าฯเพื่อประกาศบังคับใช้ได้
|
Comments