| “เอ็นพีเอส”ผู้ผลิตไฟฟ้าครบวงจรฟันกำไรปี56กว่า1,500ล้าน |
|
| Wednesday, 14 May 2014 12:45 | |||
|
“เอ็นพีเอส” ในกลุ่มดั๊บเบิ้ล เอ เพาเวอร์ โชว์ผลประกอบการแกร่ง ปี 2556 มีกำไรกว่า 1,500 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดเฉลี่ยร้อยละ 36 ต่อปี ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าและไอน้ำ การบริหารจัดการเชื้อเพลิง รวมถึงการพัฒนาธุรกิจด้านพลังงานทดแทน เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายอภิชัย ซอปิติพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นพีเอส ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานปลูกได้ เปิดเผยถึงผลประกอบการปี 2556 ว่า เอ็นพีเอสมีรายได้รวม จำนวน 12,922 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 8 จากรายได้ 12,000 ล้านบาทในปี 2555 คิดเป็นกำไรสุทธิสำหรับปี 2556 จำนวน 1,521 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 17 จากกำไรสุทธิ จำนวน 1,306 ล้านบาทในปี 2555 และเมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า เอ็นพีเอสมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ร้อยละ 36 จากกำไรสุทธิจำนวน 824 ล้านบาทในปี 2554 ส่วนอัตรากำไรสุทธิสำหรับปี 2556 นั้นสูงถึงร้อยละ 12 ถือว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 7 ในปี 2554
สำหรับปัจจัยที่ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการจัดหาและบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สัดส่วนต้นทุนลดลง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการปลูกพืชพลังงานใช้เอง เช่น หญ้าเนเปียร์ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงที่สามารถปลูกได้เอง และสามารถหมุนเวียนใช้ไม่มีวันหมด
“เรามีความเชื่อมั่นว่าเอ็นพีเอสจะเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากรายได้และกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการผลิตไฟฟ้าแล้วทั้งหมด 8 โรง กำลังการผลิตรวม 493 เมกะวัตต์ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าระยะยาว 25 ปี ลูกค้าอุตสาหกรรมจากสวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค จ.ฉะเชิงเทรา และจ.ปราจีนบุรี รวมถึงบริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน)
โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล 2 โรงใหม่ของกลุ่มบริษัทฯ งานก่อสร้างคืบหน้าและคาดว่าจะทยอยเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าปลายปีนี้ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้า 5A ขนาดกำลังการผลิต 98 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ราวไตรมาส 4 ปี 2557 และ โครงการโรงไฟฟ้า 9 ขนาดกำลังการผลิต 125 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ราวไตรมาส 1 ปี 2558 เมื่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้โรงไฟฟ้าของเอ็นพีเอสมีกำลังการผลิตมากกว่า 700 เมกะวัตต์” นายอภิชัย กล่าว
นายอภิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เอ็นพีเอสเป็นกลุ่มบริษัทด้านพลังงาน มีโรงไฟฟ้า โรงผลิตเอทานอลที่สามารถพัฒนาเป็นไบโอแก๊ส โรงผลิตน้ำมันรำข้าวที่สามารถพัฒนาเป็น biofuel และมีนโยบายที่จะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ การจำหน่ายกระแสไฟฟ้าและไอน้ำ รวมทั้งการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน
“เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจพลังงานปลูกได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ มีการวิจัยและส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะช่วยเสริมความมั่นคงให้กับธุรกิจของบริษัทฯ ทำให้มีรายได้และเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยได้เริ่มปลูกพืชพลังงานประเภทต่างๆ อาทิเช่น หญ้าเนเปียร์และมันสำปะหลัง ซึ่งได้ดำเนินการปลูกและจัดเตรียมพื้นที่ปลูกไปแล้วกว่า 6,000 ไร่ ในพื้นที่ของบริษัทฯ ส่วนหนึ่ง และพื้นที่เช่าปลูกรอบโรงไฟฟ้า รวมทั้งยังมีแผนที่จะส่งเสริมเกษตรกรรอบโรงไฟฟ้าปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นรายได้เสริมของเกษตรกรในอนาคต นอกจากนี้ยังได้คิดค้นต้นพลังงาน ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่บริษัทฯ ได้วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับการนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ช่วยให้เอ็นพีเอสมีแหล่งเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน มีคุณภาพ และสามารถบริหารต้นทุนด้านเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดและพัฒนาธุรกิจด้านพลังงานทดแทนอื่นๆ ได้แก่ การผลิตเอทานอล โดยสายการผลิตแรกได้เริ่มดำเนินการในเชิงพาณิชย์ไปแล้วเมื่อปลายปี 2555 มีกำลังการผลิต 250,000 ลิตรต่อวัน และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอลสายการผลิตที่ 2 กำลังการผลิต 250,000 ลิตรต่อวัน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ราวไตรมาส 4 ปี 2557” นายอภิชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม เอ็นพีเอสยังมีรายได้เพิ่มเติมอีกทางจากการจำหน่ายไอน้ำให้กับดั๊บเบิ้ล เอ เพื่อนำใช้ในการต้มเยื่อและอบกระดาษ รวมทั้งจำหน่ายให้กับโรงไฟฟ้าในกลุ่มบริษัทฯ เพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังการผลิต และยังมีบริษัทย่อยที่ดำเนินการด้านการขนส่งวัตถุดิบและเชื้อเพลิง ทั้งทางบกและทางน้ำให้กับกลุ่มบริษัทฯ ทำให้สามารถควบคุมและบริหารจัดการต้นทุนการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
|
Comments