Error
เอไลฟ์ เปิดแผนธุรกิจปี 59ลุยสร้างผลิตภัณฑ์แข่งขัน
Print
Friday, 18 March 2016 09:23

เอไลฟ์ เปิดแผนธุรกิจปี 59 รุกขยายการเติบโตต่อเนื่อง ชูสร้างผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบตอบโจทย์บริการวางแผนการเงินเต็มสูบ พร้อมพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เตรียมพร้อมรองรับระบบปฏิบัติการด้านงานขาย-การพัฒนาผลิตภัณฑ์อินเวสเม้นท์ ลิงค์ อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าปี 59 มียอดเบี้ยรับรวม โตขึ้น 10%

นายเชาว์พันธุ์  พันธุ์ทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมของธุรกิจประกันชีวิตในปีที่ผ่านมาว่ามีอัตราการเติบโต 6.7% ซึ่งไม่สูงมากเมื่อเทียบกับปี 2557 ที่มีอัตราการเติบโตสูงถึง 13.9% โดยมีปัจจัยกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน รวมถึงอัตราค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง ขณะที่ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในปี 2559 นั้นคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวดีขึ้นจากปี 2558 โดยมีแรงสนับสนุนจากภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายของภาครัฐ และจากมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังในการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมากขึ้น รวมถึงปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจเป็นส่วนสำคัญ ขณะที่ทิศทางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงขาลง ประกอบกับการเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย จะส่งผลให้ประชาชนตระหนักในเรื่องของการวางแผนการเงินผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมากขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ในส่วนแผนการดำเนินธุรกิจของเอไลฟ์ในปี 2559 นั้นจะยังคงยึดแนวทางการเป็นที่ปรึกษาด้านวางแผนการเงินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นแนวนโยบายที่บริษัทดำเนินมาโดยตลอด โดยในปี 2559 เอไลฟ์ตั้งเป้าหมายการเติบโต 10% โดยเน้นกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งผลิตภัณฑ์ประเภทสะสมทรัพย์ อาทิ 3/2, 12/6 และผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิตป้องกันโรคร้ายมะเร็ง 5/5 แบบมีเงินคืนซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระยะสั้น ระยะกลาง รวมถึงผลิตภัณฑ์อินเวสเมนท์ ลิงค์ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าได้มีช่องทางการกระจายการลงทุนได้มากขึ้น ผลตอบแทนที่ได้ ก็ไม่ต้องเสียภาษี อีกทั้งการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตยังมีความเสี่ยงต่ำ และ เป็นการออมอย่างมีวินัย

“ปีนี้เราคงเน้นการออกผลิตภัณฑ์เพื่อมาตอบโจทย์การวางแผนการเงินมากขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ระยะสั้น กลาง ยาว โดยมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ดีไซน์ออกไปผลตอบแทนที่มอบให้กับลูกค้าดีกว่าในตลาดอย่างแน่นอน ในจังหวะที่ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงขาลง ก็จะเป็นสิ่งที่จูงใจให้กลุ่มลูกค้าที่ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก  อีกทั้งต้องการหาช่องทางการกระจายการลงทุนออกไป หลังจากที่สถาบันคุ้มครองเงินฝากมีนโยบายลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือเพียง 1 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี ต่อ 1 สถาบันการเงิน จากปัจจุบันที่คุ้มครองอยู่ที่ 25 ล้านบาท ต่อ 1 บัญชี ต่อ 1 สถาบันการเงิน ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559 ” นายเชาว์พันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีการทุ่มงบประมาณ 150 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ โดยร่วมกับบริษัทซันการ์ด ไฟแนนซ์เชียล ซิสเตมส์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำด้านการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ และการให้บริการด้านเทคโนโลยีระดับโลกในการนำระบบ Compass ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมธุรกิจประกันชีวิต ในด้านการพัฒนาระบบการให้บริการที่ครอบคลุมทั้งระบบการเคลม, อันเดอร์ไรท์, POS รวมถึงการพัฒนาระบบ Customer Service ต่างๆ ที่จะเป็นส่วนช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ ประเภทอินเวสเมนท์ ลิงค์ ซึ่งการพัฒนาระบบในครั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับธุรกิจประกันชีวิตในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกันบริษัทได้นำเทคโนโลยีโปรแกรมบริหารงานบนโลกออนไลน์ ด้านการขาย และ CRM โปรแกรม Salesforce ผ่านระบบ Cloud โดยพนักงานสามารถใช้ App ผ่านมือถือ ทั้ง IOS และ Android  ในการรองรับระบบการทำงานด้านงานขาย (Salesforce) ในการติดตามลูกค้า ให้บริการลูกค้าได้อย่างง่ายดาย  เพื่อให้พนักงาน และบริษัทสามารถวิเคราะห์ และ เข้าใจลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถจัดเก็บข้อมูลลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นการให้ความสำคัญด้านการพัฒนาบุคลากร พร้อมสนับสนุนให้พนักงานที่ต้องติดต่อลูกค้า และพนักงาน Back office ได้รับความรู้ เรื่องการเงินและการลงทุน เพื่อจะทำให้สามารถสื่อสารความเข้าใจเรื่องการเงินการลงทุน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับใช้ในการวางแผนการเงินสำหรับตัวเองและครอบครัวได้  จัดให้มีการอบรมสัมมนาหลักสูตร Single Licence แบบเข้มข้น เพื่อสร้างความพร้อมให้กับพนักงานในการสอบ Single licence และมุ่งพัฒนาผลักดันการวางตำแหน่งขององค์กรที่มีความชำนาญด้านวางแผนการเงินอย่างยั่งยืน

สำหรับการขยายฐานลูกค้าของเอไลฟ์ในปีนี้ บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับแนวทางการตลาดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพราะช่องทางดังกล่าวสามารถการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีความสะดวกสบายในการช่วยเพิ่มศักยภาพการสื่อสารระหว่างลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน โดยล่าสุดเตรียดจัดทำ LINE@ เพื่อเป็นตัวกลางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้รับรู้ข้อมูล บริการต่างๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์จากเอไลฟ์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ รวมถึงข้อมูลด้านการวางแผนการเงินที่เป็นประโยชน์ในการเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 20% จากปัจจุบันที่มีฐานลูกค้าผ่านช่องทางเทเลเซลล์ ช่องทางที่ปรึกษาวางแผนการเงิน ช่องทางประกันชีวิตกลุ่ม รวมทั้งสิ้นกว่า 120,000 ราย

ในส่วนของการลงทุนปีนี้ นายเชาว์พันธุ์ กล่าวว่าบริษัทมีนโยบายลงทุนในทรัพย์สินที่เหมาะสม และสอดคล้องกับภาระผูกพันที่มีอยู่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเน้นการลงทุนเป็นพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ภาครัฐ กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวม  และ โครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นกู้ ทั้งในและต่างประเทศ ในสัดส่วน 70 % เนื่องจากมองว่าการลงทุนประเภทนี้ผลตอบแทนค่อนข้างมั่นคง และคาดการณ์ว่าปีนี้ผลตอบแทนจากการลงทุนโดยรวมของบริษัท น่าจะอยู่ทีประมาณไม่น้อยกว่า 5 %

อย่างไรก็ตามในส่วนของผลการดำเนินงานของเอไลฟ์ในปี 2558 ที่ผ่านมา เบี้ยใหม่ปีแรก มีอัตราการเติบโต 12%  โดยมียอดเบี้ยรับรวมทั้งสิ้น 1,250 ล้านบาท  และมีสินทรัพย์การลงทุน 4,167 ล้านบาท และให้ผลอัตราตอบแทนการลงทุน สูงถึง 5.93 %

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment