| มิชลิน เผยพัฒนาการตลาดยางล้อและการปฏิรูปโรงงานมิชลินในกิจกรรมวันสื่อมวลชนสากล |
|
| Friday, 02 June 2023 09:42 | |||
|
มิชลินได้จัดกิจกรรมวันสื่อมวลชนสากล (International Media Day) ขึ้นเป็นครั้งแรก ณ โรงงานอุตสาหกรรมในเมืองกูนีโอ (Cuneo) ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยางรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตกและเป็นหนึ่งในโรงงานที่ทันสมัยที่สุด เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ 2 ด้านหลักของกลุ่มมิชลิน ได้แก่ - พัฒนาการของตลาดยางล้อ ท่ามกลางบริบทความต้องการใหม่ ๆ ของผู้ขับขี่และผู้ผลิต ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ - การปฏิรูปโรงงานมิชลิน ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งด้านมนุษย์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ในโอกาสนี้ มิชลินเน้นเรื่องการให้ความสำคัญกับพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่จะผลิตยางโดยใช้วัสดุที่ยั่งยืน 100% ภายในปี 2593 ตลาดยางล้อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ตลาดยานยนต์ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงลึก โดยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ความต้องการและรูปแบบการใช้ยานยนต์ของผู้บริโภคทุกที่ทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากคุณสมบัติของยานยนต์ที่มีน้ำหนักมากขึ้น ปรับแต่งได้ตามต้องการมากขึ้น ให้ความสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น ตลอดจนการเกิดขึ้นของธุรกิจแบ่งปันรถใช้ (Car Sharing) และพัฒนาการของธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ (Leasing) ยิ่งกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ยังส่งผลกระทบสำคัญต่อตลาดยานยนต์หลายแห่ง ในบริบทดังกล่าว มิชลินเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อกระแสหลักในตลาดยางล้อ 1. การเพิ่มจำนวนขนาดยางล้อ เพื่อรองรับยานยนต์ที่มีน้ำหนักมากขึ้น แนวโน้มนี้ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่ามกลางความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการขาดแคลนทรัพยากร แต่มิชลินตอบโจทย์นี้ได้อย่างลงตัวด้วยเทคโนโลยี ยกตัวอย่างเช่น การลดแรงต้านทานการหมุนของยางล้อซึ่งไม่เพียงช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 3.4 พันล้านลิตร ตลอดอายุการใช้งานยางล้อในปี 2564 แต่ยังส่งผลต่อเนื่องโดยช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 8.7 ล้านเมตริกตันเมื่อเทียบกับปี 2553 ทั้งนี้ มิชลินมุ่งมั่นที่จะทุ่มเทความพยายามอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้ดีขึ้นอีก 10% (ตามข้อมูลของมิชลิน) 2. ยางสำหรับทุกฤดูกาล (All-Season Tire) ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในยุโรป ยางสำหรับทุกฤดูกาล ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รับความนิยมจากผู้ขับขี่ในภูมิภาคยุโรป กลับประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นโดยมียอดขายสูงขึ้นถึงสามเท่า ยางประเภทนี้ไม่เพียงใช้งานง่าย แต่ยังให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้าซึ่งมิชลินพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ทั้งนี้ กลุ่มมิชลินคาดว่าตลอดระยะ 5 ปีข้างหน้า ตลาดยางประเภทนี้ในยุโรปจะเติบโตมากกว่า 11% ปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จดังกล่าว ได้แก่ - การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการที่หิมะตกโดยไม่คาดคิด - การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ ของยุโรป - ข้อได้เปรียบสำหรับผู้บริโภคเนื่องจากไม่จำเป็นต้องมียางล้อ 2 ชุด - พัฒนาการของธุรกิจเดินรถขนส่งและธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ 3. ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้รับความนิยมสูง การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าทำให้ยางล้อมีบทบาทสำคัญ เนื่องจากยานยนต์ไฟฟ้ามีสมรรถนะและข้อจำกัดเฉพาะตัว จึงมีความต้องการใช้ยางล้อที่มีคุณสมบัติสูงกว่ายางสำหรับใช้งานกับยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน เพื่อสมรรถนะที่ดี ยางสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ - อายุใช้งานที่ยาวนาน เนื่องจากยานยนต์ไฟฟ้ามีแรงบิดสูงกว่าปกติเมื่อเร่งเครื่องและผ่อนคันเร่ง - แรงต้านทานการหมุนของยางล้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับระบบอัตโนมัติของยานยนต์ไฟฟ้า - การรับน้ำหนักบรรทุก ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานเนื่องจากต้องรองรับน้ำหนักของแบตเตอรี่รถด้วย - การลดเสียงรบกวน ทั้งนี้ 70% ของระดับเสียงรบกวนที่เกิดจากยานยนต์ไฟฟ้ามาจากการขับขี่ไม่ใช่จากเครื่องยนต์ ความต้องการข้างต้นถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับมิชลินในการนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โรงงานที่มุ่งปฏิรูปเชิงลึก ในกิจกรรมวันสื่อมวลชนนานาชาติครั้งแรกนี้ มิชลินยังได้เผยถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่ ณ โรงงานของกลุ่มมิชลิน โดยตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มมิชลินได้ดำเนิน “การปฏิรูป 3 ด้าน” (Triple Revolution) ในโรงงานผลิต ได้แก่ - การปฏิรูปเชิงมนุษย์ (Human Revolution) ผ่านการตั้งคำถามเชิงลึกในเรื่องเป้าหมายการจัดโครงสร้างองค์กร และพันธกิจ - การปฏิรูปทางเทคโนโลยี (Technological Revolution) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีด้านข้อมูลมาใช้ในวงกว้าง - การปฏิรูปทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Revolution) บนฐานความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนดำเนินไปด้วยกันได้อย่างสมดุล Rectangle: Rounded Corners: มิชลินดำเนินกิจการโรงงานมากกว่า 85 แห่ง*ทั่วโลก โดยผลิตยางได้ราว 200 ล้านเส้น ต่อปี ด้วยจำนวนพนักงาน รวมทั้งสิ้นราว 81,000 คนโรงงานเชิงมนุษย์ (Human Factories): ภายใต้โมเดลภาวะผู้นำ มิชลินได้เริ่มดำเนินการปฏิรูประบบการทำงานด้วยแนวคิดการให้อำนาจตัดสินใจแก่พนักงาน (Empowerment) ซึ่งปัจจุบันส่งผลเชิงบวกให้เห็นอย่างชัดเจน โดยมิชลินได้นำนวัตกรรมการจัดการที่มีความแปลกใหม่นี้มาพัฒนาใช้ในโรงงานเป็นเวลา 15 ปีแล้ว เพื่อปรับปรุงการทำงานของทีมงานฝ่ายผลิตให้ดีขึ้น ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกนี้ช่วยส่งเสริมให้โรงงานของมิชลินมีผลประกอบการทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทั้งยังทำให้การประกอบอาชีพด้านอุตสาหกรรมเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น อีกทั้งกลุ่มมิชลินยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาคุณภาพการพูดคุยทางสังคม (Social Dialog) โดยเฉพาะที่ผ่านความร่วมมือกับพนักงานและองค์กรสหภาพแรงงาน ซึ่งจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและจริงจังตลอดระยะ 10 ปีข้างหน้า โรงงานเชิงเทคโนโลยี (Technological Factories): มิชลินปฏิรูประบบอุตสาหกรรมขององค์กรด้วยการปรับกระบวนการทำงานให้เข้าสู่ระบบดิจิทัลและการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้งาน ตลอดระยะ 5 ปีที่ผ่านมาได้มีการจัดเก็บข้อมูลสำหรับนำกลับมาใช้ภายใต้สภาพแวดล้อมในการทำงานแบบประสานความร่วมมือกัน เทคโนโลยีโรงงานอัจฉริยะ หรือ Factory 4.0 * โรงงานของมิชลินในที่นี้ครอบคลุมโรงงานของแคมโซ่ (Camso) แต่ไม่รวมโรงงานของเฟนเนอร์ (Fenner) ซึ่งผสานการทำงานของหุ่นยนต์เข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ส่งผลให้การปฏิรูปดำเนินไปได้เร็วขึ้นถึงสิบเท่า โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มคุณภาพการผลิตและความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมในการทำงานและคุณสมบัติของพนักงาน นวัตกรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยส่งเสริมให้มิชลินบรรลุผลกำไรรายปีที่มีมูลค่าราว 60 ล้านยูโร โรงงานเชิงนิเวศ (Ecological Factories): ระหว่างปี 2548-2562 มิชลินลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโรงงานผลิตลงได้แล้วราวกึ่งหนึ่ง แต่เป้าหมายที่กลุ่มมิชลินตั้งไว้สูงกว่านั้นมาก ซึ่งก็คือการบรรลุปริมาณการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Net Emissions) ภายในปี 2593 โดยมีเป้าหมายระยะกลางอยู่ที่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 50% ในช่วงปี 2553-2573 การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อกลุ่มมิชลินเร่งสร้างการรับรู้และการเปลี่ยนผ่าน สู่การใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Energy) ทั้งนี้ มิชลินไม่ได้ต้องการเพียงลดผลกระทบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น แต่กลุ่มมิชลินยังมุ่งมั่นที่จะลดปริมาณการใช้น้ำลงให้ได้มากกว่า 30% ภายในปี 2573 อีกด้วย
|
Comments