Error
ตลาดรถ EV พุ่ง finbiz by ttb แนะโอกาส SME ต่อยอดธุรกิจ
Print
Tuesday, 11 July 2023 20:31

 

“เนอวานา บียอนด์ พระราม 2” เปิดตัวบ้านซีรีส์ใหม่ ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชั่น ติดถนนพระราม 2 ใกล้ทางด่วน

 

ราคาเริ่มต้น 15.99 ล้านบาท

 

 

 

กรุงเทพฯ, 30 มิถุนายน 2566 – เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ เปิดตัวบ้านซีรีส์ใหม่ 2 ชั้นในโครงการ     “เนอวานา บียอนด์ พระราม 2” บ้านหรูสไตล์โมเดิร์นตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกทุกคนในครอบครัว สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่ลงตัว พร้อมเปิดให้ชมเป็นครั้งแรกวันที่ 8-9 กรกฎาคมนี้ ด้วยราคาเริ่มต้น 15.99 ล้านบาท

นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (NVD) กล่าวว่า บริษัทตั้งใจออกแบบบ้านซีรีส์ใหม่ในโครงการเนอวานา บียอนด์ พระราม 2 ให้มีความหรูหรามากขึ้นบนที่ดินขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่และฟังก์ชันที่ให้มากกว่าตามเอกลักษณ์การออกแบบของเนอวานา เพื่อตอบรับกับกลุ่มลูกค้าในโซนพระราม 2 ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพเพื่อการอยู่อาศัยอีกทำเลหนึ่งในย่านฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร

บ้านซีรีส์ใหม่ 2 แบบ ได้แก่ SERENE และ WISDOM เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น สไตล์โมเดิร์น มีพี้นที่ใช้สอย 235 และ 319 ตารางเมตร ถูกออกแบบเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้อยู่ร่วมกันอย่างลงตัว มีการจัดวางพื้นที่ให้ทุกคนอยู่อาศัยได้ในทุกช่วงชีวิต พร้อมเตรียมฟังก์ชันไว้ให้ครอบครัวที่ต้องการพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ โดยยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านการออกแบบของบ้านเนอวานา ที่มุ่งเน้นสร้างจังหวะการปิดทึบ (Mass) และเปิดโล่ง (Void) ที่สัมพันธ์กันระหว่างทั้ง 2 ส่วน เพื่อเพิ่มความโปร่งโล่งสบายภายในตัวบ้าน อีกทั้งสร้างความสวยงามของสถาปัตยกรรม และทำให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้อย่างพอดี รวมไปถึงยังสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันภายในเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกบ้านที่หลากหลาย

โครงการเนอวานา บียอนด์ พระราม 2 ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่พระราม 2  มีพื้นที่ 42 ไร่ ในสังคมเอ็กซ์คลูซีพ(Exclusive) 137 ครอบครัว โครงการถูกออกแบบให้มีความร่มรื่นด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ เน้นความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐานสูง พร้อมดับเบิล เกต เอ็นทรานซ์ (Double gate entrance) ตั้งแต่ทางเข้าโครงการ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 15.99 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70% จากโครงการสามารถเชื่อมต่อเข้าเมืองได้สะดวกด้วยทางด่วน หรือจะเชื่อมไปยังถนนบางขุนเทียนและถนนวงแหวนรอบนอก (กาญจนาภิเษก) ได้ง่ายๆ อีกทั้งยังรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายครบครัน อาทิเช่น โรงเรียนนานาชาติ BASIS, NORWICH และโรงเรียนรุ่งอรุณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพระราม 2 โลตัส บิ๊กซี โฮมโปร และ The Bright พระราม 2 รวมทั้งโรงพยาบาลชั้นนำ ได้แก่ โรงพยาบาลนครธน โรงพยาบาลบางประกอก 9 โรงพยาบาลบางมด 1 และโรงพยาบาลพระราม 2

“เราหวังว่าบ้านซีรีส์ใหม่ของเนอวานา บียอนด์ พระราม 2 จะได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อบ้านเป็นอย่างดี จากการออกแบบบ้านรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย และประสบความสำเร็จในการขายไม่ต่างจากโครงการอื่นๆของเนอวานา” นายศรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

“ทงเวย โซลาร์” เปิดตัวในไทยรับอุปสงค์พลังงานสะอาดโตต่อเนื่อง

 

 

 

กรุงเทพฯ, 10 กรกฎาคม 2566 :  “ทงเวย โซลาร์” (TW (TONGWEI) SOLAR) ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดซิลิคอนจากประเทศจีน รายใหญ่ที่สุดในโลก เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ทงเวย โซลาร์” เตรียมรุกตลาดแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์ (PV) ในประเทศไทยเต็มสูบ หวังช่วยคนไทยและผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตราคาค่าไฟฟ้าสูง ชูจุดแข็งการใช้ผลึกซิลิคอนบริสุทธิ์เกรด AAA ดีที่สุดในตลาด PV มีความยืดหยุ่นทนต่อการแตกจากอุณหภูมิที่สูงและต่ำได้ดี พร้อมการรับประกันวัสดุสูงสุดถึง 15 ปี ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ เพราะเป็นผู้ผลิตและควบคุมวัตถุดิบส่วนใหญ่ในการผลิต PV เอง จึงกำหนดราคาที่แข่งขันได้ในตลาดประเทศไทย เตรียมเจาะตลาดผู้รับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ ผู้ประกอบกิจการ โรงงาน สถานประกอบการ โครงการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมผนึกกำลัง บริษัท ซันเดย์ โซลาร์ ซัพพลาย จำกัด เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายแผงโซลาร์แบรนด์ “ทงเวย”  (TONGWEI SOLAR MODULE) รายใหญ่แต่เพียงรายเดียวในประเทศไทย ตั้งเป้า 3 ปี สร้างรายได้รวมกว่า 5 พันล้านบาท

นายแจ๊ค สวี๋ (Mr. Jack Xu) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการด้านเทคนิคตลาดต่างประเทศ บริษัท ทงเวย โซลาร์ หรือ TW SOLAR ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic: PV) ชนิดผลึกซิลิคอนรายใหญ่ที่สุดในโลก จากประเทศจีน แถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์แผงโซลาร์เซลล์ ครั้งแรกในประเทศไทย และจัดให้มีพิธีลงนามสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจกับ บริษัท ซันเดย์ โซลาร์ ซัพพลาย จำกัด ผู้นำเข้า จัดจำหน่าย และให้บริการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ เพื่อเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายรายใหญ่ของ “ทงเวย โซลาร์” แต่เพียงรายเดียวในประเทศไทย

โดยนายแจ๊ค สวี๋ กล่าวว่า ทงเวย เข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในปี 2006 หลังจากพัฒนาอย่างรวดเร็วกว่า       10 ปี ทงเวย ได้รับการจัดอันดับจาก Bloomberg New Energy Finance (BNEF) ให้อยู่ในกลุ่มเฟิร์สคลาส (Tier1) ของผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic Module) และเป็นที่ยอมรับว่า ทงเวย มีเทคโนโลยี อุปกรณ์การผลิต ระบบอัตโนมัติและระบบอัจฉริยะอยู่ในระดับสูงสุดในอุตสาหกรรม PV

ปัจจุบัน ทงเวย เป็นหนึ่งในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศจีน โดยในปี 2022 มีผลประกอบการรวม 165.531 พันล้านหยวน (ประมาณ 783,241 ล้านบาท) มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ 6 แห่งในประเทศจีน ได้แก่ เหอเฟย (Hefei) ซวงหลิว (Shuangliu) เหม่ยซาน (Meishan) จินถัง (Jintang) เหยียนเฉิง (Yancheng) หนานทง (Nantong) และที่โครงการทงเหอ (Tonghe project) มีการส่งออกผลิตภัณฑ์แผงโซลาร์เซลล์ (modules) ไปยัง 48 ประเทศทั่วโลก ทงเวย ยังมีเหมืองซิลิคอนที่สามารถซัพพลายผนึกซิลิคอนให้กับบริษัทผู้ผลิต PV ชั้นนำ อาทิ Jinko, JA, Cannadian, LONGI, Trina, เป็นต้น  โดยคาดว่าภายในปี 2023 กำลังการผลิตแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์ของ TW Solar จะสูงถึง 80 GW ซึ่งตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านเซลล์แสงอาทิตย์ของโลก

สำหรับจุดเด่นของแผงโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic: PV ) ชนิดผลึกซิลิคอนของ TW Solar คือการใช้ผลึกซิลิคอนที่มีความบริสุทธิ์สูง 99.99999% (เกรด AAA) ซึ่งเป็นซิลิคอนที่ดีที่สุดในการผลิตแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์ มีความยืดหยุ่นในการป้องกันรอยแตกขนาดเล็กจากอุณหภูมิที่สูงมากและต่ำ จึงเหมาะกับสภาพอากาศร้อนในประเทศไทย ประสิทธิภาพการแปลงเฉลี่ยมากกว่า 24.7% และกำลังโมดูลถึง 690 วัตต์ พร้อมการรับประกันวัสดุยาวนาน ตั้งแต่ 12-15 ปี ตามขนาดโครงการ TW Solar ยังเป็นแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์เพียงรายเดียวที่อยู่ในการรับประกันผลิตภัณฑ์ของ PICC ซึ่งได้รับการรับรองโดยรัฐบาลจีน และจากการที่ TW Solar เป็นผู้ผลิตและควบคุมวัตถุดิบส่วนใหญ่ในการผลิต PV เอง จึงทำให้สามารถกำหนดราคาที่แข่งขันได้ในตลาดประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม

“การนำผลิตภัณฑ์คุณภาพจาก “ทงเวย โซลาร์” มาสู่ประเทศไทย จึงมีความหมายต่อทั้งบริษัทฯ และประชาชนคนไทย ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงที่ยากลำบากจากภาระค่าใช้จ่ายจากค่าไฟฟ้า ซึ่งการนำผลิตภัณฑ์แผงโซลาร์เซลล์ TW Solar เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย อยู่บนพื้นฐานสำคัญสองประการ ก็คือ การขยายธุรกิจ และการเข้ามาเป็นความหวังให้กับคนไทยในภาวะที่ต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งหากธุรกิจของเราเข้ามาแล้วสามารถช่วยเป็นความหวัง เป็นทางเลือกที่คนไทยสามารถเป็นเจ้าของ และมีราคาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงเป็นเจ้าของได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าไฟฟ้า ช่วยให้ผู้คนหันมาใช้พลังงานสะอาด ลดภาระค่าไฟแล้วยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ซึ่งเป็นตัวการของภาวะโลกร้อน”   นายแจ๊ค สวี๋ กล่าว

ทางด้าน นายไววิทย์ อุทัยเฉลิม กรรมการบริหาร บริษัท ซันเดย์ โซลาร์ ซัพพลาย จำกัด ผู้นำเข้า จัดจำหน่ายและให้บริการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายรายใหญ่แต่เพียงรายเดียวในประเทศไทยของแบรนด์ “ทงเวย โซลาร์” กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์การขยายธุรกิจ ซึ่งพบว่า แนวโน้มความต้องการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนด้านราคาพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และก๊าซ แอลเอ็นจี ที่ต้องใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในไทย ทำให้คนไทยต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงมาอย่างต่อเนื่อง และอีกปัจจัยสำคัญ ก็คือ นโยบายการขับเคลื่อนด้านพลังงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งจากบรรดาพรรคการเมืองที่มีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนหันไปใช้พลังงานสะอาด พลังงงานจากแสงอาทิตย์ รวมทั้งนโยบายสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงินแทบทุกแห่งในประเทศไทย เราจึงมองหาพันธมิตรเพื่อจะสามารถตอบสนองกับความต้องการของตลาดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านกำลังการผลิตที่เพียงพอ ด้านราคาที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ด้านโซลาร์เซลล์ได้มากขึ้น และที่สำคัญคือคุณภาพที่ได้มาตรฐาน ได้รับความไว้วางใจในระดับสากล ซึ่ง ทงเวย โซลาร์ ถือเป็นแบรนด์ระดับโลกที่โดดเด่นทั้งในด้านเทคโนโลยีการผลิต และคุณภาพของสินค้า

“ในช่วงแรก บริษัทฯ จะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้รับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ กลุ่มลูกค้าธุรกิจ ผู้ประกอบกิจการ โรงงาน สถานประกอบการ และกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งโครงการที่พักอาศัยขนาดใหญ่ อาคารชุด คอนโดมีเนียม หมู่บ้าน สำหรับลูกค้ารายย่อย ประชาชนทั่วไป สามารถขอรับคำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์และการติดตั้งได้เช่นกัน ซึ่งบริษัทฯ จะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อไปยังบริษัทผู้รับติดตั้งที่รับช่วงนำแผ่นเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Module) ไปให้บริการ โดยเราตั้งเป้าว่าในปีแรกของการทำตลาดประเทศไทย จะสามารถจำหน่ายโซลาร์เซลล์ได้ไม่ต่ำกว่า 200 เมกะวัตต์ พร้อมกันนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี จะสามารถสร้างรายได้กว่า 5,000 ล้านบาท” นายไววิทย์ กล่าว

ธ.ก.ส.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค

 

ธ.ก.ส. ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชคแบบขั้นบันได ร้อยละ 0.10 ต่อปี ทุกระดับเงินฝาก เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ฝากและสนับสนุนการออมเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามที่      ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการปรับปรุงเงื่อนไขผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยจากเดิมที่ผู้ฝากจะได้รับดอกเบี้ยเงินฝากและรับสิทธิ์การจับรางวัลลุ้นโชค ปรับเงื่อนไขเป็นการให้ดอกเบี้ยเงินฝากตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารในรูปแบบขั้นบันได

และเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ฝากและสนับสนุนการออมเงินอย่างต่อเนื่อง ธ.ก.ส. จึงประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในโครงการเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ร้อยละ 0.10 ต่อปี ทุกระดับเงินฝาก ดังนี้ ระดับเงินฝากคงเหลือ ต่ำกว่า 2,000 บาท อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นจากร้อยละ 0.25 เป็นร้อยละ 0.35 ต่อปี ระดับเงินฝากคงเหลือ ตั้งแต่ 2,000 บาทแต่ไม่ถึง 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นจากร้อยละ 0.35 เป็นร้อยละ 0.45 ต่อปี และระดับเงินฝากคงเหลือ ตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นจากร้อยละ 0.45 เป็นร้อยละ 0.55 ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่       1 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป ซึ่งธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมีนาคมและเดือนกันยายนของทุกปี โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทวีโชคโดยตรง ซึ่งบุคคลธรรมดาได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.baac.or.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา ทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการลูกค้า 1593 ในวันและเวลาทำการ และ Call center 02 555 0555 ตลอด 24 ช.ม.

 

Robotics for EVENT ก้าวที่กล้าของ FIBO

 

 

 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

 

 

ในทุกการจัดงาน EVENT หรือมหกรรมต่าง ๆ  นั้น  “Showcase” คือหนึ่งในกิจกรรมที่จะสามารถใช้ประชาสัมพันธ์งาน รวมถึงเพิ่มความน่าสนใจให้กับงานที่จัดขึ้นได้เป็นอย่างดี ล่าสุดในงาน TEP x OIIO Asia Techland 2023 ที่นำเสนอความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมล้ำสมัยและโซลูชั่นแห่งอนาคตนั้น Showcase ของ FIBO หรือสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานนี้ได้เช่นกัน

ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โซเชียลแล็บ จำกัดในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า เนื่องจากธีมงานของเราในครั้งนี้ เป็นการสร้างพื้นที่ให้กับผู้คิดค้นหรือสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่อาจจะยังไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้มาพบกับผู้ประกอบการหรือนักลงทุน ซึ่งหนึ่งในทิศทางของนวัตกรรมและเทคโนโลยียุคต่อไป คือการเข้าไปสร้างความน่าสนใจและมีจุดขายให้กับ  Soft Power ต่าง ๆ ของไทย ซึ่งทาง FIBO  ได้ทำให้เห็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ มา Matching กับธุรกิจด้านอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งใน Soft Power ของประเทศไทย

ผศ. ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มจธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาชิ้นงาน FIBO ที่ได้ถูกนำไปจัดแสดงร่วมอยู่ในงานอีเวนท์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะถูกคิดหรือทำมาก่อน ผลงานมีแบบที่สมบูรณ์แล้ว หรืออยู่ในขั้นตอนการพัฒนา แต่สำหรับโจทย์ที่ได้รับจากผู้จัดงาน TEP x OIIO Asia Techland 2023 คือสิ่งที่ต่างออกไป

“เนื่องจากผู้จัดงานต้องการให้ Showcase ของเราเป็นการ Matching ระหว่าง ‘เทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญ’ กับ ‘การทำอาหาร’ ของร้านอาหารที่กำหนดไว้  เป็นโจทย์ให้ FIBO จะต้องใช้ศักยภาพของบุคลากร นักศึกษา รวมถึงเครือข่ายความร่วมมือที่มีอยู่  มาทำให้เกิดชิ้นงานใหม่ตามโจทย์ภายใต้ระยะเวลาและงบประมาณที่กำหนดไว้ให้ได้”

“Ice-creme Robot: หุ่นยนต์เสิร์ฟไอศกรีม” คือแขนกลที่ถูกติดตั้งอยู่บนรถกระบะที่ดัดแปลงเป็นร้านขายไอศกรีม หรือ Food trucks โดยมีมอเตอร์ควบคุมให้ขยับหรือหมุนแขนแต่ละส่วน เพื่อให้ปลายของแขนกลที่จับโคนไอศกรีมสามารถเคลื่อนแขนไปรับเนื้อไอศกรีมที่ไหลออกจากเครื่องหยอดที่ตั้งอยู่ภายใน แล้วนำไอศกรีมโคนกลับมาส่งให้กับลูกค้าที่ยืนรอด้านหน้าได้อย่างแม่นยำ โดยขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียง 40 วินาทีเท่านั้น

“เนื่องจากท้ายรถกระบะมีพื้นที่จำกัด เราจึงเลือกใช้แขนกล มาเป็นอุปกรณ์หลักของงานชิ้นนี้ เพราะเมื่อเรากำหนดจุดหรือตำแหน่งที่มอเตอร์แต่ละตัวต้องขยับในแต่ละขั้นตอนของการทำงานได้อย่างถูกต้องเข้าไปในโปรแกรม  แขนกลก็จะทำงานไปตามระบบที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ  ซึ่งจากการที่ผมและเพื่อนผ่านงานเขียนโปรแกรมบังคับแขนกลของโรงงานมาแล้ว  จึงได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นนี้ ด้วยการใช้แขนกลในห้องปฏิบัติการของ FIBO มาติดตั้งกับรถกระบะ และเคลื่อนไหวด้วยโปรแกรมที่เราสร้างขึ้นเพื่อภารกิจนี้” ธัชภูมิ ธัชธัน นักศึกษา FIBO ชั้นปีที่ 4 เล่าถึงแนวคิดและการพัฒนาหุ่นยนต์แขนกลที่ใช้เวลาในพัฒนาเพียง 7 วัน

สุทธิเดช ธุวะศรี  เจ้าของแบรนด์ไอศกรีมดูคาติม  กล่าวว่า การที่นักศึกษาสามารถนำแขนกลที่ใช้เพื่อการเรียนในห้องปฏิบัติการมาพัฒนาให้เสิร์ฟไอศกรีมบนรถกระบะที่มีพื้นที่แคบได้ในเวลาเพียงสั้น ๆ เช่นนี้ ทำให้มองไปถึงความเป็นไปได้การนำชิ้นงานนี้ไปใช้กับธุรกิจไอศกรีมของตนเอง

“น้องๆ บอกว่า หากมีเวลามากกว่านี้ ก็จะสามารถพัฒนาเป็นระบบสมบูรณ์ได้มากขึ้น  ซึ่งทางบริษัทฯ เอง เราก็มองไปถึงการนำระบบแขนกลมาใช้ทำงานทุกขั้นตอนโดยอัตโนมัติ  เพียงแค่กดสั่งและชำระเงินผ่านตัวเครื่องหรือแอปบนมือถือ ก็ยืนรอรับไอศกรีมได้เลย ซึ่งต่อไปหากเราสามารถพัฒนาตรงนี้ร่วมกับ FIBO ก็คาดว่าน่าจะสำเร็จได้ในเวลาไม่เกินครึ่งปี”

“Noodle Robot: หุ่นยนต์ลวกก๋วยเตี๋ยว” เป็นอีกรูปแบบของการต่อยอดให้กับอาหารไทยด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้อย่างน่าสนใจ โดยหลังจากลูกค้าเลือกเมนูที่ต้องการแล้ว แขนกลของหุ่นยนต์จะยืดไปหยิบตะกร้อซึ่งใส่เส้นแล้วนำไปลวกในหม้อ ก่อนนำมาเทในชามที่เตรียมไว้เป็นลำดับแรก จากนั้นตัวแขนกลก็จะไปหยิบตะกร้อที่ใส่ลูกชิ้น ผักบุ้ง และอื่น ๆ มาลวกในหม้อก๋วยเตี๋ยวตามเวลาที่กำหนดไว้ ก่อนยกขึ้นมาและเทลงไปในชาม เพื่อส่งให้ลูกค้าต่อไป โดยผลงานชิ้นนี้เป็นการจับคู่กันระหว่าง ร้านก๋วยเตี๋ยวนายอ้วน กับ บริษัท แอนท์ โรโบทิกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท System Integrator ศิษย์เก่า FIBO ที่ตั้งขึ้นหลังจากเห็นโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

“โจทย์ของงานนี้คือการนำศาสตร์ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ที่ FIBO สอนอยู่ ทั้งระบบเคลื่อนไหว ระบบควบคุม ระบบไฟฟ้า ระบบ logic ต่าง ๆ ตลอดจนทักษะในการวางแผนการทำงาน ร่วมกับประสบการณ์ด้าน robotics ของบริษัท มาเลียนแบบขั้นตอนการลวกก๋วยเตี๋ยวของพ่อครัวตัวจริง ซึ่งแม้จะมีหลายขั้นตอนที่ต้องเปลี่ยนไปบ้าง เช่น เปลี่ยนไปใช้หม้อไฟฟ้าที่ควบคุมอุณหภูมิได้ดีกว่า การยกตะกร้อขึ้นมาสะบัดแทนการจุ่มตะเกียบลงไปคนเส้นในตะกร้อ  ซึ่งจากการลองผิดลองถูกหลายต่อหลายครั้ง ด้วยข้อมูลจริง ทั้งอุณหภูมิเวลา และการเปรียบเทียบกับของจริง  ทำให้ก๋วยเตี๋ยวที่ผ่านการลวกด้วยหุ่นยนต์ของเรามีรสชาติใกล้เคียงกับสูตรต้นฉบับ” โชคชัย เป็งยะสา ศิษย์เก่าปริญญาโท FIBO และเจ้าของบริษัทแอนท์ โรโบทิกส์ กล่าวถึงแนวคิดและการพัฒนาหุ่นยนต์ลวกก๋วยเตี๋ยว ที่ใช้เวลาในการสร้างเพียง 8 วัน และขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือในการพัฒนาต่อยอด เพื่อนำไปติดตั้งและใช้งานจริงกับบางสาขาของร้านก๋วยเตี๋ยวนายอ้วนต่อไป

นอกจากการพัฒนา “หุ่นยนต์เสิร์ฟไอศกรีม” และ “หุ่นยนต์ลวกก๋วยเตี๋ยว” ที่เกี่ยวข้องกับธีมหลักในงาน โซน Future Food Court แล้ว ยังมีผลงานเด่น ๆ ของฟีโบ้ ได้แก่ “CARVER TT: หุ่นยนต์พนักงานเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร” “Meta Market: การช้อปปิ้งในโลกเสมือน” และ “RoboDog: หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงสุดไฮเทค”รวมถึง “Virtual Fight: ชกมวยเสมือนจริง” อีกหนึ่งผลงานที่แสดงถึงศักยภาพของ FIBO ในการสร้างชิ้นงานเพื่อจัดแสดงในงานอีเวนท์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการการนำอุปกรณ์ 2 อย่างที่ FIBO มีอยู่  คือ “Teslasuit” (bodysuit ที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าระดับอ่อนผ่านชุดที่สวม ไปทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกถึงการถูกช็อตในตำแหน่งที่ต้องการได้)  กับ  “sensor รับแรงกระแทก” มารวมกันเป็นชุด “Virtual Fight: ชกเสมือนจริง”

เชาวลิต ธรรมทินโน นักวิจัย และ อรรถพล ใจลังการ์ ผู้ช่วยนักวิจัย ของ FIBO ผู้พัฒนาชุด Virtual Fight กล่าวว่า ไอเดียของงานชิ้นนี้คือ การสร้างระบบสื่อสารและระบบควบคุม ที่ทำให้อุปกรณ์สองชิ้นนี้ รู้จักกันและทำงานร่วมกันได้ เพื่อการสร้างเวทีมวยเสมือนจริงที่สามารถชกโดยไม่จำเป็นต้องมีคู่ชกจริงแต่ให้ความรู้สึกเสมือนจริงได้

“เรามีการติดเซนเซอร์ไว้ที่กระสอบทรายหลายตัว โดยเซนเซอร์แต่ละตัวจะเปรียบเสมือนเป็นร่างกายส่วนต่าง ๆ ทั้งลำตัว แขน และขา  เมื่อฝ่ายรุก มีการต่อยหรือเตะกระสอบทรายตรงจุดที่กำหนดเป็นแขนซ้าย เซนเซอร์ตรงนั้นก็จะส่งค่าความแรงที่ได้รับผ่านระบบสื่อสารมาที่ระบบควบคุม ตัวระบบจะแปลงค่าเป็น “ระดับการปล่อยกระแสไฟฟ้า” และส่งข้อมูลนั้นผ่านระบบสื่อสารไปยัง Bodysuit บนแขนซ้าย เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา ทำให้คนสวมชุด Teslasuit รู้สึกเหมือนโดนอีกฝ่ายชกที่แขนซ้ายจริง ๆ”

ผศ. ดร.สุภชัย กล่าวตอนท้ายว่า ทั้งหุ่น Virtual Fight และ Ice-creme Robot  ที่สร้างโดยบุคลากรของ  FIBO เอง หรือแม้แต่ Noodle Robot  ที่ได้บริษัทของนักศึกษาเก่า FIBO มาทำโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายครั้งนี้ มีจุดเด่นที่สำคัญคือ เป็นงานที่เน้น “ไอเดีย” และเปิดกว้างด้าน “ความคิดสร้างสรรค์” ในการนำสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาทำให้เกิด “ชิ้นงานใหม่” ที่ทำงานได้จริงภายใต้ “งบประมาณ” และ “เวลา” ที่จำกัด ซึ่งการทำงานลักษณะนี้นอกจากจะสร้างประสบการณ์และทักษะการทำงานอีกรูปแบบหนึ่งให้กับนักวิจัย บุคลากร และนักศึกษาของ FIBO แล้ว กิจกรรมในลักษณะนี้ยังสามารถมีส่วนสนับสนุนให้คนในสังคมเกิดการยอมรับและเห็นประโยชน์ของการสร้างเทคโนโลยีและบุคลากรด้านนี้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาวต่อไป

 

เปิดแล้ว “มัจฉานุแลนด์” ดินแดนมหัศจรรย์แห่งความสุขของทุกช่วงวัย

4 กรกฎาคม 2566 - ฤกษ์ดีเปิดตัวอย่างเป็นทางการ “มัจฉานุแลนด์ Matchanuland” แหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์แห่งใหม่ย่านศาลายา การันตีด้วยรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวดีเด่น (กินรี) ปี 2564 จุดหมายปลายทางอันน่ามหัศจรรย์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร พร้อมให้บริการแก่นักท่องเที่ยวและทุกคนในครอบครัวได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ในการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ Live & Learn ตามคอนเซปต์ “กิน เที่ยว เรียน เล่น พัก” ครบในที่เดียว โดยได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และ นางกนกกร แทนไกรศร กรรมการผู้จัดการ เดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค ร่วมกันเปิด “มัจฉานุแลนด์ Matchanuland” อย่างเป็นทางการ โดยมี นางวราภรณ์ เจริญศิริโชติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม นางฐิติรัตน์ เรืองสังข์   วัฒนธรรมจังหวัด ดร.กิตวิชัย  ไชยพรศิริ  นายอำเภอพุทธมณฑล นายชำนาญ ศรีสวัสดิ์   ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) นายเอนก นุรักษ์   นายกสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายไพรัช ห่านศรีสุข อุปนายกสมาคม ผู้แทนนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) นายกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์   นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว (สธทท.) นายชัยพฤกษ์ ทองคำ   นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) และนางสาวปิยวัชร์ วงศ์โดยหวัง ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานราชบุรี พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนจำนวนมากร่วมงาน ณ มัจฉานุแลนด์ ณ เดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค จังหวัดนครปฐม

นางกนกกร แทนไกรศร กรรมการผู้จัดการเดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค และผู้ก่อตั้งมัจฉานุแลนด์ ณ เดอะศาลายา  เลเซอร์  ปาร์ค กล่าวว่า “มัจฉานุแลนด์ คือ แหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้านกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ เจ้าของรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวดีเด่น (กินรี) ปี 2564 ที่พร้อมมอบประสบการณ์การเรียนรู้ ให้กับทุกคนในครอบครัว นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่อายุ 3-99 ปี โดย มัจฉานุแลนด์ ประกอบด้วยดินแดนมหัศจรรย์ 4 ธีมโซน ที่รวมกิจกรรมแห่งการใช้ชีวิตและเรียนรู้ได้ในทุกช่วงอายุ ทุกโซนเต็มไปด้วยเรื่องราวและกิจกรรม “กิน เที่ยว เรียน เล่น พัก” แต่ละโซนมีเป้าหมายการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างกันตามไลฟ์สไตล์ ได้แก่ 1. THAIZONE ดินแดนกำเนิดมัจฉานุ: ภารกิจเรียนรู้งานศิลปะและเรื่องราวจากวรรณคดีรามเกียรติ์ 2. ADVENTURE ISLAND ดินแดนเกาะมหาสมบัติ: ภารกิจเดินทางไปช่วยมัจฉานุค้นหาสมบัติตามลายแทงด้วยซิปไลน์ 3. BLUE OCEAN ดินแดนแฟนตาซีใต้ท้องทะเล: ภารกิจเดินทางไปช่วยมัจฉานุพิทักษ์โลกใต้มหาสมุทรและกำจัดขยะโลก 4. CAFÉ FOREST ดินแดนป่าแห่งเวทมนต์: ภารกิจเนรมิตสิ่งประดิษฐ์จากธรรมชาติ การส่องสัตว์แนวตั้ง และการแปรรูปผักตบ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมไฮไลต์ 7 สิ่งที่ไม่ควรพลาด คือ 1. Sport Tour กีฬาพาเที่ยวชุมชน พายเรือคายัค & ปั่นจักรยาน 2. Art City ศิลปะนคร Art & Craft และ Mascot Land ดินแดนแห่งโลกนิทาน “คามิชิไบ” 3. Art Shows ชมการแสดงละครเวที 4. Playgrounds สวนสนุกสุดสร้างสรรค์ 5. Kid Land ตลาดนัดเด็ก เกมส์และแฟชั่น 6. Café’ Land 7 คาเฟ่นานาชาติ พร้อมเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม 7. Spa City สปาสมุนไพร นวดไทย-นวดสปา”

“เราคาดว่า มัจฉานุแลนด์จะเป็นดินแดนแห่งความสุขและความสนุกเชิงเสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ กลุ่มครอบครัวในทุกช่วงวัย เราเชื่อมั่นในความสมบูรณ์แบบ ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ไฮไลต์ต่าง ๆ ของดินแดนมหัศจรรย์ในมัจฉานุแลนด์ที่จะดึงดูดและตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ไม่ซ้ำใคร” นางกนกกร กล่าวปิดท้าย

มัจฉานุแลนด์ ตั้งอยู่ ณ เดอะศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค บนพื้นที่ทั้งหมด 18 ไร่ ที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สะดวกสบายในการเดินทางมาท่องเที่ยว มีที่จอดรถพร้อมให้บริการถึง 300 คัน พร้อมบริการดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวอย่างครบครัน อาทิ เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว  มีบริการรองรับกลุ่มลูกค้า wheel chair จัดบริการเรียกรถบริการสาธารณะ แทกซี่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการจัดการความปลอดภัยด้านสุขอนามัย และบริการด้านอื่นๆ อีกมากมาย

โปรโมชั่นพิเศษในช่วงเปิดตัวมัจฉานุแลนด์ ตลอดเดือนกรกฎาคม 2566 มี 1. แพคเกจ ALL  ZONES “Day Pass” เที่ยวเต็มวันเที่ยวครบทั้ง 4 โซน ราคาบัตร Buddy “ALL ZONES” ซื้อ 1 ท่าน แถม 1 ท่าน (ราคาทุกโซน สำหรับ 2 ท่าน ราคา 5,500 บาท รวมกิจกรรมและอาหารทุกมื้อ) และ 2. แพคเกจ ANY ZONE  เลือกโซนเที่ยวจาก 4 โซน ราคาบัตร Buddy “ANY  ZONE” ซื้อ 1 ท่าน แถม 1 ท่าน (ราคาเลือกโซน สำหรับ 2 ท่าน เริ่มต้นที่ 800 บาท)

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อได้ที่ เว็บไซต์ www.thesalaya.com Facebook: THE SALAYA  Line: @thesalaya Email: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it โทรศัพท์ 02 429 8401-5   มือถือ 090 197 6009, 081 257 6053

 

 

 

สตาร์บัคส์ ประเทศไทยฉลอง25ปี เปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งที่ 2 พร้อมเดินหน้าเปิดร้านให้ครบ 800 สาขา

 

และร้านกาแฟเพื่อชุมชนครบ 8 แห่งภายในปี พ.ศ. 2573

 

 

กรุงเทพฯ 6 กรกฎาคม 2566 – สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งการสร้างสัมพันธภาพกับผู้คน การยกระดับชุมชนท้องถิ่น และการรังสรรค์กาแฟและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง ประกาศพลิกโฉมร้านสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ เจ้าพระยา รีเวอร์ฟร้อนท์ ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สู่การเป็นร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งที่ 2 ของประเทศไทย พร้อมจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองสุดพิเศษสำหรับสมาชิก Starbucks® Rewards ระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม สะท้อนความมุ่งมั่นและทุ่มเทของสตาร์บัคส์ที่มีต่อลูกค้าในประเทศไทย

การเดินทางกว่า 25 ปีของสตาร์บัคส์ ประเทศไทย ทำให้แบรนด์มีร้านสาขาทั่วประเทศถึง 465 สาขา มีพาร์ทเนอร์ (พนักงาน) กว่า 4,300 คนที่ร่วมกันส่งมอบ ประสบการณ์สตาร์บัคส์ ในทุกวัน  สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ซึ่งให้บริการลูกค้ามากกว่า 800,000 คนในทุกสัปดาห์ ยังคงเดินหน้าในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับลูกค้าและชุมชน พร้อมมองหาโอกาสในการสร้างสัมพันธภาพที่มากขึ้นผ่านแก้วกาแฟ

นางเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ดิฉันขอขอบคุณลูกค้าและพาร์ทเนอร์ที่ให้การสนับสนุนแบรนด์สตาร์บัคส์อย่างต่อเนื่องด้วยดีตลอดมา สตาร์บัคส์มุ่งมั่นในการสร้างสัมพันธภาพกับลูกค้า และชุมชนหลากหลายวัฒนธรรม พร้อมยกระดับการรังสรรค์กาแฟและเครื่องดื่มที่ดีของเราต่อไปในอนาคต”

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านสาขาจนครบ 800 แห่ง พร้อมกับร้านกาแฟเพื่อชุมชนครบ 8 แห่งภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเร่งการเติบโตในไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีและสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะภายในงานเท่านั้น

งานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีสำหรับลูกค้าสมาชิก Starbucks® Rewards จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม ณ สุราลัย ฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ชั้น 7 ซึ่งสมาชิก Starbucks® Rewards ที่มาร่วมงานจะได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมพิเศษต่างๆ  รวมถึงการชิมกาแฟสุดพิเศษ อย่าง กาแฟ พรินซี เบลนด์ (Princi™ Blend), กาแฟรีเสิร์ฟ กาลาปากอส ลา ตอร์ตูกา (Reserve Galapagos La Tortuga) และของสะสมพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะในงานเท่านั้น อาทิ Bling Cold Cup ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี และสินค้าชุมชนท้องถิ่น ซึ่งประกอบไปด้วย คอลเลคชั่นเบญจรงค์ และกระเป๋าสานผักตบชวา สมาชิก Starbucks® Rewards ทุกท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมโดยซื้อตั๋วเข้างานได้ที่ทางเข้างาน

ร้านกาแฟสตาร์บัคส์เพื่อชุมชน (Starbucks Community Store) แห่งที่ 2 ที่ร้านสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ เจ้าพระยา รีเวอร์ฟร้อนท์ ไอคอนสยาม ชั้น 7

พลิกโฉม ไอคอนสยาม แฟล็กชิปสโตร์ เพื่อยกระดับสัมพันธภาพชุมชน

ร้านกาแฟสตาร์บัคส์เพื่อชุมชน (Starbucks Community Store)  ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นร้านสาขาที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พาร์ทเนอร์ สามารถเป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนร่วมกับชุมชนในรูปแบบเฉพาะซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละร้านสาขา สำหรับร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่ที่ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนี้ จะสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าให้กับชุมชนท้องถิ่น ผ่านรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบแบ่งปันรายได้ โดย 10 บาท จากการจำหน่ายกาแฟทุกแก้วจะได้รับการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกันให้แก่ 2 องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งได้แก่ มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (Integrated Tribal Development Foundation – ITDF) และ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance – SOS) นอกจากนี้ ร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่นี้ ยังสอดคล้องกับพันธกิจของสตาร์บัคส์ที่จะเปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนให้ได้ทั้งหมด 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี พ.ศ.2573

“ร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่ที่ไอคอนสยามนี้ สะท้อนคำมั่นสัญญาของแบรนด์สตาร์บัคส์ในการสร้างความเป็นไปได้แบบไร้ขีดจำกัดเพื่อการเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างผู้คน และการก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย” นางเนตรนภา กล่าวเสริม

ความร่วมมือในการสนับสนุนและร่วมกันยกระดับชุมชนที่เปี่ยมคุณค่า

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มุ่งมั่นสนับสนุนโครงการที่สร้างผลกระทบที่เปี่ยมไปด้วยความหมายกับชุมชนท้องถิ่น โดยต่อยอดจากความตั้งใจของบริษัท ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือทำงานร่วมกับเรา  ตั้งแต่ชุมชนชาวไร่ผู้ปลูกกาแฟ ไปจนถึงเพื่อนบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงร้านสาขา

นับตั้งแต่เปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งแรกที่หลังสวน กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2556 สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ได้มอบเงินสนับสนุนไปแล้วกว่า 17 ล้านบาท ให้แก่ชุมชนไร่กาแฟในภาคเหนือของประเทศไทย ผ่านมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) โดยทางมูลนิธิฯ ได้นำเงินไปใช้กับโครงการต่างๆ เช่น น้ำดื่มสะอาด โรงเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวก การฝึกอบรมชาวบ้านและผู้ประสานงานด้านการเพาะปลูกกาแฟ เพื่อสนับสนุนการควบคุมคุณภาพกาแฟ และหลักปฏิบัติ C.A.F.E. ในกลุ่มชาวไร่กาแฟ ทั้งนี้ การสนับสนุนนี้เกิดจากการดำเนินธุรกิจแบบแบ่งปันรายได้ ซึ่งมาจาก 5% ของยอดขายเมล็ดกาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์ และ 10 บาทจากการจำหน่ายเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ทุกแก้วที่จำหน่ายในร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งแรกนี้

นอกจากนี้ ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้ทุกคนได้เข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการลดปริมาณขยะจากอาหาร สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) เพื่อรวบรวมอาหารที่ยังไม่ได้จำหน่ายจากร้านสตาร์บัคส์สาขาที่ร่วมรายการในกรุงเทพฯ หัวหิน เชียงใหม่ และภูเก็ต และส่งมอบให้กับชุมชนที่ต้องการ โดยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน อาหารกว่า 18,000 กิโลกรัมได้ถูกส่งต่อไปยังชุมชนที่ขาดแคลน และมูลนิธิสตาร์บัคส์ ยังได้บริจาคเงินอีกกว่า 1.45 ล้านบาท (44,620 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) สนับสนุนโครงการครัวรักษ์อาหาร (SOS Rescue Kitchen) เพื่อส่งเสริมโภชนาการอาหารในชุมชนอีกด้วย

นอกเหนือจากการทำงานร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) และ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) แล้ว สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังได้ร่วมงานกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก (Books for Children) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ผ่านกิจกรรมการอ่านในชุมชน การจัดสรรมุมหนังสือ และห้องสมุดให้กับชุมชนมาอย่างยาวนาน  และเมื่อเร็ว ๆนี้ โครงการเงินช่วยเหลือชุมชนทั่วโลก (Global Community Impact Grants) จากมูลนิธิสตาร์บัคส์ ก็ได้สนับสนุนการขยายโครงการ Reading Hero สู่เยาวชนและครอบครัวในชุมชนด้อยโอกาส อีกด้วย

การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการให้มากกว่าที่รับ

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มุ่งมั่นส่งต่ออนาคตที่ยั่งยืนผ่านการลดการปล่อยคาร์บอน น้ำเสีย และของเสีย โดยเริ่มจากการปฏิบัติตามแนวทาง ร้านกาแฟสีเขียว (Starbucks Greener Store) ในประเทศไทย

แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวนี้ สตาร์บัคส์ ได้พัฒนาร่วมกับ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wildlife Fund – WWF) ซึ่งประกอบด้วยชุดมาตรฐานที่อิงตามผลการปฏิบัติงาน 25 ชุดที่ครอบคลุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลากหลายด้าน เช่น ประสิทธิภาพพลังงาน การดูแลน้ำ และการแยกของเสีย ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ร้านสาขาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง และสนับสนุนเป้าหมายปี พ.ศ. 2573  ของสตาร์บัคส์ ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาจากการผลิตหรือการให้บริการ (Carbon Footprint)  พร้อมลดการใช้น้ำและของเสียลง 50%

ณ ปัจจุบัน สตาร์บัคส์ ประเทศไทยได้รับรองร้านกาแฟสีเขียวทั้งหมด 3 แห่งที่ดำเนินการโดยใช้ไฟฟ้าที่มีความสามารถในการตรวจสอบพลังงานที่แม่นยำ เพื่อระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System – EMS) อย่างละเอียด ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์เพื่อรักษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลการใช้พลังงานในระดับสูง ระบบนี้จะช่วยให้ร้านค้าสามารถระบุจุดการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยควบคุมและอนุรักษ์การใช้พลังงานต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังสนับสนุนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นให้กับลูกค้าผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการบรรจุภัณฑ์สำหรับใช้ในร้าน (For-Here-Ware) และการรณรงค์การใช้ Reusable Cup โดยลูกค้าที่นำแก้วส่วนตัวมาซื้อเครื่องดื่มที่ร้านจะได้รับส่วนลด 10 บาท รวมถึง โครงการ Grounds for Your Garden ที่ลูกค้าสามารถรับถุงกากกาแฟไปบำรุงสวนที่บ้านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“อนาคตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่ครอบครัวและชุมชนชาวไร่กาแฟ การดูแลความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์ การรักษาสัมพันธภาพของผู้คนที่มีต่อกาแฟ การรังสรรค์กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า การส่งคืนสิ่งดีๆ มากกว่าสิ่งที่เราเคยได้รับให้กับผู้คนและโลก และการยกระดับชุมชนของเราผ่านการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ต่อสังคม สตาร์บัคส์ ประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับทุกคน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไปจนถึง พาร์ทเนอร์  ลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่นผ่านเครื่องดื่มทุกแก้ว ทุกบทสนทนา และกับทุกชุมชนท้องถิ่น” นางเนตรนภา กล่าวปิดท้าย

 

ดัชนีดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น209.52จุด

 

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดในวันจันทร์ (10 ก.ค.) ที่ 33,944.40 จุด เพิ่มขึ้น 209.52 จุด หรือ +0.62%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,409.53 จุด เพิ่มขึ้น 10.58 จุด หรือ +0.24% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,685.48 จุด เพิ่มขึ้น 24.77 จุด หรือ +0.18% หลังจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลายคนส่งสัญญาณว่า เฟดใกล้จะยุติวงจรการดำเนินนโยบายคุมเข้มด้านการเงิน ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐ และรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนในสัปดาห์นี้

ตลาดได้รับแรงหนุนจากการที่เจ้าหน้าที่เฟดออกมาส่งสัญญาณใกล้ยุติวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยนางแมรี ดาลี ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโกล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่สถาบันบรูกกิงส์ (Brookings Institution) เมื่อวานนี้ว่า เธอสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้เพื่อฉุดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%

นางดาลียังกล่าวด้วยว่า การดำเนินการที่น้อยเกินไปจะสร้างความเสี่ยงมากกว่าการดำเนินการที่มากเกินไป แต่ขณะนี้การดำเนินการของเฟดมีความสมดุลมากยิ่งขึ้น และเฟดก็ใกล้จะเข้าสู่ 'ช่วงสุดท้าย' ของวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ขณะที่นายไมเคิล บาร์ รองประธานเฟดฝ่ายกำกับดูแลภาคธนาคาร กล่าวในการประชุมซึ่งจัดโดยสมาคม Bipartisan Policy Center เมื่อวานนี้ว่า "เฟดมีความคืบหน้าอย่างมากในการดำเนินนโยบายด้านการเงินในปีที่ผ่านมา เรายังคงมีงานอีกเล็กน้อยที่จะต้องทำ แต่ส่วนตัวผม ผมคิดว่า ภารกิจของเราใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว"

ทางด้านนางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์กล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเมื่อวานนี้ว่า "ดิฉันเป็นหนึ่งในกรรมการเฟดที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา และดิฉันยังคงสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ดิฉันมองว่าเรากำลังใกล้ยุติวงจรการใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงิน"

นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงแบล็กร็อก, เจพีมอร์แกน, เวลส์ ฟาร์โก และซิตี้กรุ๊ป

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิ.ย.ของสหรัฐในวันพุธ และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนมิ.ย.ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

 

 

เอ็มจี ชูแคมเปญ“เติมพลังงานสะอาดให้คุณ ชาร์จเท่าไหร่ เอ็มจี จ่ายคืนให้เท่านั้น”

เอ็มจี ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยแคมเปญ“เติมพลังงานสะอาดให้คุณ ชาร์จเท่าไหร่ เอ็มจี จ่ายคืนให้เท่านั้น”

 

วันที่ 10-31 กรกฎาคมนี้ ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 

 

 

กรุงเทพฯ – 11 กรกฎาคม 2566 - บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยแคมเปญ “เติมพลังงานสะอาดให้คุณ ชาร์จเท่าไหร่ เอ็มจี คืนให้เท่านั้น” สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเอ็มจีในการใช้งานรถไฟฟ้า ด้วยการให้ลูกค้ารถไฟฟ้าเอ็มจี ทุกรุ่น ทั้ง NEW MG ZS EV, NEW MG EP, NEW MG EP Plus, NEW MG4 ELECTRIC, NEW MG ES และ NEW MG MAXUS 9 สามารถนำรถเข้ามาชาร์จไฟที่ MG SUPER CHARGE กว่า 135 แห่งทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2566 โดยบริษัทฯ จะเครดิตเงินคืน 100% ภายใน 7 วันผ่าน MG Wallet ในทุกการชาร์จตลอดระยะเวลาแคมเปญ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

บลจ.พรินซิเพิล เปิดตัวกองทุน PRINCIPAL GQEทลงทุนหุ้นคุณภาพชั้นนำทั่วโลกที่มีกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

 

ผ่านกองทุน Fundsmith SICAV-Fundsmith Equity Fund

 

ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 13.6% การันตีผลงานมอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว

 

เสนอขายครั้งแรก 12 – 21 ก.ค.นี้

 

บลจ. พรินซิเพิล พร้อมเปิดขายกองทุนเปิด PRINCIPAL GQE ครั้งแรก วันที่ 12 – 21 กรกฎาคม 2566 เป็นกองทุนประเภท Feeder Fund เข้าลงทุนในกองทุน  Fundsmith SICAV-Fundsmith Equity Fund เพียงกองทุนเดียวบริหารโดย “Terry Smith” ผู้จัดการกองทุนที่ได้รับยกย่องว่าเป็น Warren Buffet แห่งอังกฤษสร้างผลตอบแทนได้ถึง 525.90%  (ดัชนีเปรียบเทียบ- World Index เท่ากับ +300.21%) นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ถึงปัจจุบัน และได้รางวัลมอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงชั้นนำทั่วโลกที่มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอ อาทิ Microsoft, PEPSICO, L’Oréal โดยหุ้นในพอร์ตทุกตัวมีกำไรเป็นบวกทั้งหมด นับตั้งแต่ต้นปี-เมษายนกองทุนสร้างผลตอบแทน13.6% สูงกว่าดัชนีเปรียบเทียบ (MSCI World Index) 8.9%

นายศุภกร ตุลยธัญ, CFA ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกมีความไม่แน่นอนและผันผวน จากเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลง สหรัฐฯและยุโรปมีแนวโน้มเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอย อีกทั้ง Fed ที่มีท่าทีปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนกรกฎาคม 2566  ประกอบกับ สภาพคล่องที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้นในเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด ความเสี่ยงดังกล่าวทำให้เรามองว่านักลงทุนควรลงทุนในหุ้นของบริษัทคุณภาพชั้นนำขนาดใหญ่ทั่วโลกที่มีความมั่นคงของธุรกิจและรายได้ ผ่านกองทุนหลักที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกหุ้นและบริหารกองทุนในระยะถัดไป ล่าสุด บลจ.พรินซิเพิล จึงเปิดตัว กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล ควอลิตี้ อิควิตี้ หรือ Principal Global Quality Equity Fund (PRINCIPAL GQE) มีทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท (Greenshoe 15%) โดยจะเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ในวันที่ 12 – 21 กรกฎาคม 2566 สั่งซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท

กองทุน  PRINCIPAL GQE เป็นกองทุนหน่วยลงทุนประเภท Feeder Fund ที่ลงทุนในกองทุน Fundsmith SICAV-Fundsmith Equity Fund เป็นกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียว บริหารโดย “Terry Smith” ผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ด้านการลงทุนกว่า 40 ปี และได้รับยกย่องว่าเป็น Warren Buffet แห่งอังกฤษ พร้อมทีมนักวิเคราะห์นำโดย “Julian Robins” Head of Research ที่มีประสบการณ์ด้านการลงทุนกว่า 30 ปี Fundsmith LLP เป็นบริษัทจัดการทรัพย์สินชั้นนำในอังกฤษ มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการรวม 3.5 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท) ณ สิ้นปี 2565 มีผลงานบริหารกองทุน Fundsmith Equityโดยสร้างผลตอบแทนถึง 525.90% (ดัชนีเปรียบเทียบ- World Index เท่ากับ +300.21%) นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 โดยกองทุนที่ลงทุน Fundsmith SICAV-Fundsmith Equity Fund I USD ให้ผลตอบแทนนับจากต้นปีถึงเมษายน (YTD) 13.6% สูงกว่าดัชนีเปรียบเทียบ (MSCI World Index) ที่ 8.9% และผลงาน 3 ปีและ 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 10.7% และ 9.9% ต่อปีตามลำดับ เทียบดัชนีเปรียบเทียบอยู่ที่ 13% และ 7.6% ต่อปีตามลำดับ นอกจากนี้กองทุนหลัก ยังได้รางวัลมอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว (ที่มา: มอร์นิ่งสตาร์ ณ เมษายน 2566) โดยมุ่งลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงชั้นนำทั่วโลกที่มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอ หุ้นในพอร์ตทั้งหมด 100% เป็นบริษัทที่มีกำไรเป็นบวกทั้งหมด นักลงทุนสามารถลงทุนกองทุน PRINCIPAL GQE ให้เป็นหนึ่งพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

ทั้งนี้ หุ้นที่กองทุนหลักลงทุน อาทิ Microsoft ผู้ผลิตและพัฒนาซอท์แวร์รายใหญ่ของโลก, PEPSICO ผู้ผลิตเครื่องดื่ม อาหารและขนมรายใหญ่ของโลก, LVMH เจ้าของแบรนด์แฟชั่นและลักชัวรี่ชั้นนำของโลก เช่น Louis Vuitton , NOVO NORDISK ผู้นำการดูแลสุขภาพระดับโลกที่มีนวัตกรรมรักษาโรคเบาหวานและโรคเรื้อรังร้ายแรงอื่นๆ, IDEXX ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงและให้บริการระบบวินิจฉัยตรวจจับโรคต่างๆ ในสัตว์ ฯลฯ โดยคัดเลือกหุ้นแบบ Bottom Up จากการพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของหุ้นรายตัว และ High conviction ซึ่งจะถือหุ้น 20 - 30 ตัว เน้นหุ้นที่มีศักยภาพแข่งขันและสร้างกำไรที่ดีเพื่อลงทุนระยะยาว และไม่ลงทุนในหุ้นที่สัดส่วนรายได้เกินกว่า 5% จากการสกัดหรือเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ

Fundsmith SICAV-Fundsmith Equity Fund วางกลยุทธ์หลัก 3 ข้อเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่กองทุน ได้แก่ (1)            Only  invest in good companies ลงทุนในบริษัทที่ดีเท่านั้น โดยเน้นบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่มีคุณภาพสูง เช่น มีกำไรจากการดำเนินงานสม่ำเสมอและยาวนาน, มีธุรกิจที่ได้เปรียบคู่แข่ง เลียนแบบได้ยาก รับมือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ดี, มีรายได้สูงและคาดการณ์ได้ เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจที่ลงทุนจะต้องมี ROCE (Return on Capital Employed) มากกว่า WACC (Weighted Average Cost of Capital) หรือมีอัตราส่วนวัดประสิทธิภาพความสามารถสร้างผลตอบแทนจากการดำเนินงานที่สูงกว่าเงินทุน โดยกองทุน Fundsmith มี ROCE สูงถึง 32% มากกว่าดัชนี S&P 500 ที่ทำได้ 18%

(2) Don’t over pay ลงทุนในหุ้นที่มีราคาเหมาะสมหรือมูลค่าที่แท้จริงต่ำกว่ามูลค่าตลาด โดยเลือกหุ้นของบริษัทที่มี FCF Yield หรือกระแสเงินสดต่อหุ้นที่สูงกว่าดอกเบี้ยระยะยาว และลงทุนในบริษัทที่กระแสเงินสดมีแนวโน้มเติบโต 4 – 5 เท่า เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดที่ได้จากธุรกิจในปัจจุบัน รวมถึงไม่ลงทุนในหุ้นที่ราคาแพงเกินไป

และ (3) Do nothing เน้นลงทุนระยะยาว ไม่ซื้อขายตามภาวะตลาดหากหุ้นที่ถือยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี เนื่องจากการซื้อขายบ่อยเกินไปจะทำให้มีผลตอบแทนลดลง จากสถิติพบว่าหากลงทุนในตลาดหุ้น S&P 500 ด้วยเงินลงทุน 10,000 ปอนด์ เป็นระยะเวลา 20 ปีนับจากวันที่ 31 ธันวาคม 2545 ถึง 31 ธันวาคม 2565 โดยไม่ซื้อขายหุ้นเลยและนำเงินปันผลมาลงทุนเพิ่ม จะมีเงินเพิ่มขึ้น 666% เป็น 76,581 ปอนด์ และจะขายต่อเมื่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเปลี่ยนแปลง ราคาหุ้นแพงกว่าพื้นฐาน หรือพบหุ้นตัวใหม่ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่า

นอกจากนี้ จากสถิติพบว่านับจากจัดตั้งกองทุน Fundsmith เมื่อปี 2553 สามารถสร้างผลการดำเนินงานในช่วงวิกฤตได้ดีกว่าดัชนีเปรียบเทียบ (MCSI World Index) เช่น ในช่วงที่เกิดสงครามการค้าสหรัฐอเมริกา - จีน (18 พ.ค.2558 – 11 ก.พ.2559) กองทุนฯ สามารถสร้างผลตอบแทน 6.15% เทียบกับดัชนีเปรียบเทียบที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 10.54% และหากย้อนหลังช่วงเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยปี 2551 รายชื่อหุ้นที่ลงทุนยังสามารถสร้างกำไรเป็นบวกได้

กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล ควอลิตี้ อิควิตี้ หรือ Principal Global Quality Equity Fund (PRINCIPAL GQE) จะเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ในวันที่ 12-21 กรกฎาคม 2566 สั่งซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท พิเศษช่วง IPO สำหรับผู้ลงทุนคิดค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fees) 1% ของมูลค่าหน่วยลงทุน และหลัง IPO คิดค่าธรรมเนียมการขายที่ 1.50% ของมูลค่าหน่วยลงทุน

สำหรับผู้สนใจติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด โทร. 02-686-9500 หรือ www.principal.th หรือดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ https://www.principal.th/th/principal/GQE นอกจากนี้สามารถเปิดบัญชีและทำรายการซื้อผ่าน Principal TH Mobile App สามารถดาวน์โหลดได้ที่ App Store และ Google Play และ https://www.principal.th/th/principalTH.html

 

วว.จับมือวงษ์พาณิชย์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน พัฒนาศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีจัดการขยะชุมชน

 

ดร.ชุติมา  เอี่ยมโชติชวลิต  ผู้ว่าการ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  ดร.สมไทย  วงษ์เจริญ  ประธานบริหารกลุ่มวงษ์พาณิชย์ กรุ๊ป  ลงนามความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมการนำผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการขยะชุมชน  เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างโอกาสในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม  สร้างงาน  สร้างอาชีพ  ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม  มีกรอบระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี

โดยมี ดร.ประทีป  วงศ์บัณฑิต  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว.  นายกนกพล  วงษ์เจริญ  กรรมการผู้บริหาร บริษัทวงษ์พาณิชย์ฯ  ร่วมเป็นสักขีพยาน  โอกาสนี้คณะผู้บริหาร วว. ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีในพิธีมอบเกียรติบัตรผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรนานาชาติ นวัตกรรมขยะวิทยา หัวข้อ Urban mining  business  with recycling  จากหน่วยงานสาธารณสุขสิ่งแวดล้อมและการจัดการน้ำสียของรัฐบาลประเทศกาน่า   นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมโรงงานรีไซเคิลของบริษัทวงษ์พาณิชย์ฯ ในกระบวนการรับวัสดุรีไซเคิลเข้าสู่ระบบ ขั้นตอนการคัดแยกประเภท   และการตรวจสอบคุณภาพสินค้า  โดยมี ดร.เรวดี  อนุวัฒนา  ผู้เชี่ยวชาญวิจัย  วว. ร่วมปฏิบัติภารกิจด้วย  เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ณ  โรงแรมวังจันทร์ริเวอร์วิว  จ.พิษณุโลก

ดร.ชุติมา  เอี่ยมโชติชวลิต  กล่าวว่า  ภายใต้ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงาน มุ่งสร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ตลอดจนประสบการณ์ด้านการคัดแยกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน สู่การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการจัดการขยะชุมชน  ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน    มุ่งนโยบายที่เน้นการลดปริมาณของเหลือทิ้ง    นำกลับมาใช้ใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่ม    โดยเฉพาะวัสดุรีไซเคิล  ซึ่งนำมาเป็นวัตถุดิบรอบสองและมีคุณภาพในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น ความร่วมมือระหว่าง วว. และบริษัทวงษ์พาณิชย์ฯ ซึ่งประกอบธุรกิจในการขายส่งของเสียและเศษวัสดุเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างโอกาสในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

“...วว. ในฐานะหน่วยงานวิจัย พัฒนา บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีของประเทศ  มีประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนาด้านการเพิ่มมูลค่าขยะและของเหลือทิ้งด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มาเป็นเวลากว่า 20 ปี มีความยินดียิ่งที่ได้ร่วมมือกับบริษัทวงษ์พาณิชย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยจะนำองค์ความรู้  ประสบการณ์  และบุคลากร  มาช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งในการนำผลงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  เชื่อมั่นว่าภายใต้ความร่วมมือนี้จะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน นำไปสู่การประยุกต์ใช้จริง เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เกิดการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน เป็นรากฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาประเทศต่อไป...” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ดร.สมไทย  วงษ์เจริญ  กล่าวว่า  กลุ่มวงษ์พาณิชย์ฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นนโยบายระดับประเทศ โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล ร่วมกับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม กระทั่งเกิดเป็นต้นแบบและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ เป็นแหล่งเรียนรู้ดูงาน เพื่อขยายผลต่อภาคชุมชนหรือภาคธุรกิจ โดยสร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการในการจัดทำหลักสูตรศึกษาดูงานระบบการคัดแยกขยะชุมชน ขยะรีไซเคิล ขยะอุตสาหกรรมที่อันตรายและไม่อันตราย และขยะทั่วไปอย่างครบวงจร ตลอดจนความร่วมมือในการร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาการวิจัยและพัฒนาความร่วมมือในด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการขยะ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่าง วว. และบริษัทวงษ์พาณิชย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มีระยะเวลา 5 ปี โดยทั้งสองหน่วยงานมีขอบเขตความร่วมมือในด้านการจัดการขยะชุมชน ขยะรีไซเคิล ขยะอุตสาหกรรมที่อันตรายและไม่อันตราย ขยะทั่วไป ของเหลือทิ้งภาคการเกษตร ชีวมวล และการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครบวงจร   ดังนี้  1) สนับสนุนสถานที่และข้อมูลด้านเทคโนโลยี รวมถึงหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการและวิทยากรที่เชี่ยวชาญ สำหรับการศึกษาดูงาน  2) ร่วมจัดฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ ทั้งหลักสูตรในประเทศไทยและหลักสูตรนานาชาติ  3) สนับสนุนเทคโนโลยีพร้อมใช้ในการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ เพื่อดำเนินการจัดทำโครงการวิจัย งานบริการวิเคราะห์ทดสอบ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการจัดการขยะชุมชน ขยะรีไซเคิล ขยะอุตสาหกรรมที่อันตรายและไม่อันตราย ขยะทั่วไป ของเหลือทิ้งภาคการเกษตร ชีวมวล  การบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงคุณภาพน้ำ และการผลิตพลังงานทดแทนชีวภาพ  4) สนับสนุนความร่วมมือในการร่วมคณะที่ปรึกษา การวิจัยและพัฒนาความร่วมมือในด้านการพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการขยะชุมชน ขยะรีไซเคิล ขยะอุตสาหกรรมที่อันตรายและไม่อันตราย ขยะทั่วไป ของเหลือทิ้งภาคการเกษตร ชีวมวล การบำบัดน้ำเสียและปรับปรุงคุณภาพน้ำ การผลิตพลังงานทดแทนชีวภาพ  และ 5) สนับสนุนประชาสัมพันธ์ผลงานด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงงานบริการวิเคราะห์ทดสอบ  ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกิดความเชื่อมั่นเป็นที่ยอมรับในผลงานของนักวิจัยไทยเพื่อก้าวสู่สากล

อนึ่ง  วว. โดย  ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับพันธมิตรดำเนินงานขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ  BCG  ภายใต้  “โครงการตาลเดี่ยวโมเดลจัดการขยะสู่พลังงานและสร้างรายได้เพื่อความยั่งยืนของชุมชน”  ณ  ตำบลตาลเดี่ยว  อำเภอแก่งคอย  จังหวัดสระบุรี  โดยโครงการนี้ได้รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2564  ด้านการบริการภาครัฐ  ประเภทรางวัลนวัตกรรมบริการ  ระดับดีเด่น จาก คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)  เป็นโครงการนำร่องเพื่อแก้ไขและลดปัญหาขยะชุมชนรวมถึงขยะพลาสติกที่เหลือทิ้ง มุ่งเน้นให้เป็นโครงการต้นแบบเพื่อนำผลงานวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการขยะชุมชน โดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่และเพิ่มมูลค่าขยะอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างรายได้และความยั่งยืนกลับคืนสู่ชุมชน มุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) และ การเปลี่ยนขยะเพื่อสร้างรายได้ (Waste to Wealth) เกิดการขับเคลื่อนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน   ปัจจุบันโครงการตาลเดี่ยวโมเดลเป็นต้นแบบในการจัดการขยะชุมชนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนเยี่ยมชมและศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางนำเทคโนโลยีการจัดการขยะที่เหมาะสมของ วว. ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการขยะในพื้นที่ต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมด้านเทคโนโลยีการจัดการขยะชุมชน วว.  ติดต่อได้ที่ โทร. 0 2577 9000  โทรสาร 0 2577 9009 เว็บไซต์  www.tistr.or.th  อีเมล  This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it   หรือที่ “วว. JUMP” https://tistrservices.tistr.or.th/

 

ตลาดรถ EV พุ่ง finbiz by ttb แนะโอกาส SME ต่อยอดธุรกิจ

ในปัจจุบันทุกธุรกิจกำลังตื่นตัวเรื่องการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนจากแนวคิด ESG เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการปรับเปลี่ยนไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ รถยนต์ EV finbiz by ttb จึงวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องเผชิญ พร้อมแนะโอกาสในการปรับตัวเพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโต

รถยนต์ EV เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินการแข่งขันในตลาดรถยนต์ EV ทั่วโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เพราะผู้ผลิตหลายรายปรับลดราคาขายลงเฉลี่ย 2-10% กระตุ้นให้คนหันมาสนใจรถยนต์ EV อย่างรวดเร็ว สำหรับในประเทศไทยก็มียอดจดทะเบียนรถยนต์ EV เพิ่มขึ้นถึง 17 เท่าภายในเวลาเพียง 3 ปี และคาดว่าในปี 2023 นี้ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง EV จะสูงถึง 40,812 คัน หรือเพิ่มขึ้น 322% ส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนของภาครัฐที่ตั้งเป้าให้ไทยผลิตรถยนต์ EV ให้ได้ 30% ภายในปี 2030 หรือ 7 ปีข้างหน้า

ขณะที่สถานการณ์ของรถยนต์ EV ทั่วโลกก็เติบโตเช่นกัน BloombergNEF หน่วยงานวิจัยข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน คาดว่า ในปี 2026 รถยนต์ EV จะมีราคาเทียบเท่ารถยนต์สันดาป ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น การลดต้นทุนแบตเตอรี่ และการขยายกำลังการผลิตจนได้กำไรของกลุ่มผู้ผลิต จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปสู่รถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มตัว

ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อรถยนต์ EV เติบโต

การแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ EV ที่รุนแรงขึ้น จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กระทบตลาดรถยนต์ทั่วโลก โดยมีสาเหตุดังนี้

1) ความน่าสนใจในรถยนต์สันดาปลดลง ปัจจุบันรถยนต์ EV เป็นเหมือน “เครื่องใช้ไฟฟ้าติดล้อ” ซึ่งมีหัวใจหลักที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือ “แบตเตอรี่ไฟฟ้า” และ “เทคโนโลยี” ในขณะที่รถสันดาป มีความโดดเด่นเฉพาะตัวแตกต่างไปตามแต่ละแบรนด์และประเภทของเครื่องยนต์ ซึ่งอาศัยการบำรุงรักษามากกว่า และด้วยการแข่งขันของผู้ผลิตที่รุนแรงขึ้น ทำให้ความน่าสนใจในแบรนด์รถดั้งเดิมที่ยังคงจำหน่ายรถยนต์สันดาปอาจลดน้อยลงไป

2) แบรนด์รถดั้งเดิมที่ปรับตัวได้ช้าอาจค่อย ๆ หายไป เมื่อลูกค้ามองรถยนต์ EV ไม่ต่างอะไรจาก “สินค้าเทคโนโลยี” ที่มีการตกรุ่นไปตามยุคสมัย อาจทำให้รถรุ่นเก่ากว่ามีโอกาสตกรุ่นเร็วขึ้น เปรียบได้กับยุคที่เปลี่ยนผ่านจาก “มือถือ” สู่ “สมาร์ทโฟน” ที่ทำให้เจ้าตลาดมือถือยักษ์ใหญ่ของโลกในรุ่นก่อนค่อย ๆ หายไปจากตลาด และมาสู่ยุคที่เจ้าตลาดเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแทน

3) ราคารถที่ปรับลงไม่เพียงกระทบตลาดรถมือหนึ่ง แต่ยังดึงราคารถมือสอง จากการทยอยเปิดตัวรถยนต์นั่งไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ที่มีแนวโน้มจะขายถูกลง สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อตลาดรถยนต์ในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะตลาดรถหรู หรือแม้แต่ค่ายรถญี่ปุ่นและจีนในกลุ่มระดับ C และ D ที่มีราคาขายใกล้เคียงกัน จนทำให้ความต้องการรถยนต์นั่งมือสองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำไมแนวคิด ESG จึงผลักดันรถยนต์ EV ให้ยิ่งเติบโตเร็วขึ้น

เพราะทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีการออกทั้งกฎหมายและนโยบาย เพื่อผลักดันเรื่อง ESG ให้เป็นวาระโลกและวาระแห่งชาติ  อาทิ • ประเทศไทยตั้งเป้าผลิตรถยนต์ EV ให้ได้ 30% ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นปีที่ไทยมีเป้าหมายสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40%  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าหมายประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2065

หลายประเทศทั่วโลกมีข้อตกลงร่วมกันว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส • ค่ายรถยนต์ที่เคยผลิตรถยนต์สันดาปรายใหญ่ เริ่มประกาศวิสัยทัศน์ที่จะขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด ESG พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะให้เป็นระบบไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ขับเคลื่อนโลกสู่สังคมไร้มลพิษ ไร้อุบัติเหตุ และส่งเสริมการสร้าง Smart ecosystem รวมไปถึงค่ายรถยนต์อีกหลาย ๆ ค่ายที่ตั้งวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

โดยรถยนต์ไฟฟ้า (รถยนต์ EV) เข้ามาตอบโจทย์กระแสดังกล่าวครบถ้วนทั้งกระบวนการผลิตและการใช้งาน โดยจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์เทียบกับรถยนต์สันดาปได้กว่า 40% ทำให้การเติบโตเฉลี่ยต่อปีของรถยนต์ EV อยู่ในระดับมากกว่า 30% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะเติบโตในระดับสูงเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น และการขยายกำลังการผลิตจนได้กำไรอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งปรับตัว

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า เรากำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคที่ ESG เข้ามามีบทบาท และยังเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้น รถยนต์ EV เติบโตอย่างรวดเร็ว จนอาจเป็นไปได้ที่เข้ามาแทนรถยนต์สันดาปในที่สุด ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรจะเร่งหาโอกาสใหม่ โดย finbiz by ttb ได้วิเคราะห์ถึงกลุ่มธุรกิจที่จะอาจหาโอกาสใหม่ ๆ ได้ ดังนี้ 1) ผลิตชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ผลิตเฉพาะชิ้นส่วนประกอบที่ใช้กับระบบสันดาป เช่น เครื่องยนต์ ลูกสูบ หัวเทียน หม้อน้ำ ท่อไอเสีย ถังน้ำมัน เป็นต้น อาจต้องเริ่มต้นหาช่องทางใหม่ ๆ หรือ หากปัจจุบันผลิตได้แต่ในส่วนรถระบบสันดาป ก็ต้องมีการปรับเทคโนโลยี สายการผลิต หรือหาคู่ค้าเพิ่ม พัฒนาทักษะพนักงาน เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงในวันที่รถยนต์ EV จะเข้ามามีส่วนแบ่งทางตลาดแทนรถยนต์ในระบบที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงมากขึ้นเรื่อย ๆ

2) ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ สายไฟ มอเตอร์ต่าง ๆ ก็มีช่องทางโอกาสที่จะต่อยอดจากกิจการเดิมพัฒนาเพิ่มเติมไปสู่การผลิตอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานของรถยนต์ EV ได้

3) สถานีบริการน้ำมัน จะเริ่มเห็นโอกาสในรูปแบบใหม่ เช่น การเพิ่มเติมจุดบริการชาร์จรถยนต์ EV ซึ่งการชาร์จไฟฟ้าแต่ละครั้งใช้เวลาพอสมควร ทำให้เห็นโอกาสของธุรกิจอื่น ๆ ที่สามารถอยู่ในสถานีบริการน้ำมันเดิมได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้เช่าพื้นที่เพื่อทำร้านอาหาร หรือกิจการอื่น ๆ

4) ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ สามารถใช้กลยุทธ์ทางการตลาดกระตุ้นความสนใจจากช่วงเวลาที่ผู้คนสนใจในเทคโนโลยี และยังใส่ใจเรื่องราวของ ESG มากระตุ้นให้ รถยนต์ EV มีความน่าสนใจมากขึ้น ช่วยในการตัดสินใจซื้อรถได้อย่างรวดเร็วขึ้น พร้อมสร้างความรู้สึกการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน สร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายในระยะนี้ โดยผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างความพร้อมของศูนย์บริการหลังการขายสำหรับรถประเภทนี้ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ยังอาจมีโอกาสอื่น ๆ จากแนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยยึดหลัก ESG ที่ผู้ประกอบการจะสามารถพลิกช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาเป็นโอกาสได้ เพราะอย่างไรก็ตามทุกองค์กรล้วนต้องขยับไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งสิ้น

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

Written by :
กระแสหุ้นออนไลน์
 

Comments

B
i
u
Quote
Code
List
List item
URL
Name *
Code   
ChronoComments by Joomla Professional Solutions
Submit Comment